Tag Archives: Sunscreen

รังสี UVA1 กับปัญหาผิว Skin

ภาพนี้สรุปได้ค่อนข้างครบถ้วนเรื่องผลของรังสี UVA1 หรือ Long UVA ต่อผิวหนัง
เราทราบดีว่ารังสีจากแสงอาทิตย์ที่ตกลงมาถึงพื้นโลกได้หลัก ๆ มี 3 อย่าง คือ UV, Visible light, Infrared

รังสี UV ที่ยิ่งความยาวคลื่นมากจะยิ่งทะลุทะลวงสิ่งกีดขวาง เช่น ก้อนเมฆ ชั้นโอโซน กระจก ความสูง สภาพอากาศ ฯลฯ ลงมาได้มาก โดยเฉพาะ UVA1 หรือ อาจเรียกว่า Long UVA (ซึ่งมีความยาวคลื่นมากกว่า UVA2 และ UVB ตามลำดับ) โดยพบว่า UVA1 สามารถทะลุทะลวงสู่โลกได้ถึง 80% ของรังสียูวีทั้งหมดทีเดียว

นอกจากนั้น UVA ยังสามารถทะลุผิวหนังลงได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้มากกว่า UVB ถึง 100 เท่า

กลไก คือ UVA1 หลังจากถูกดูดซับโดย UVA1 photon ก็จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาในผิว ส่งผลให้มีการสร้างสารอนุมูลอิสระ Reactive oxygen species (ROS) มากขึ้น สารตัวนี้จะไปทำลาย DNA ของเซลล์โดยการเกิด oxidative stress และส่งผลต่อผิวหนังตามมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว (ดังรูป)

ผลของ UVA1 ต่อผิวหนัง​
ผลของ UVA1 ต่อผิวหนัง

ดังนั้นการปกป้องผิวจากแสงแดดโดยเฉพาะ UVA จึงสำคัญมากถ้าหากไม่อยากเกิด Premature aging of skin ก่อนวัย

หากชอบบทความนี้ >> กดไลค์กดแชร์ และ กดติดตามเพจไว้ติดตามเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับผิวหนังที่จะมาเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ นะคะ
..หมอเจี๊ยบ..👩🏻‍⚕️


Reference
The Damaging Effects of Long UVA (UVA1) Rays: A Major Challenge to Preserve Skin Health and Integrity. Int. J. Mol. Sci. 2022; 23: 8243.

รวมลิ้งค์ https://opl.to/drwarayuwadee
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Cosmeceuticals for antiaging therapy ตอน สกินแคร์ชะลอริ้วรอยแห่งวัย

Cosmeceuticals for antiaging therapy
Cosmeceuticals for antiaging therapy

แน่นอนว่าทุกคนย่อมอยากมีผิวสุขภาพดี แลดูอ่อนกว่าวัย โดยปกติผิวคนที่มีอายุมากขึ้นจะมีการเสื่อมไปตามการเวลา ดังนี้
• การสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง
• การผลัดเซลล์ผิวช้าลง
• ผิวบางมากขึ้น ความยืดหยุ่นผิวลดลง
• ผิวแห้งมากขึ้น

ดังนั้น ผลที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผิวข้างต้นคือ ริ้วรอย ความหมองคล้ำ ฝ้า กระ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ผิวแห้ง มีความหย่อนคล้อย

คำถามคือ สกินแคร์ (ที่ไม่ใช่ยา) มีอะไรที่ช่วยเรื่อง antiaging และ ชะลอกลไกผิวเสื่อมชราข้างต้นได้บ้าง โดยจะเล่าเป็นกลุ่มเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด

ซึ่งทุกคนทราบดีว่ารังสียูวีโดยเฉพาะ UVA เป็นตัวการสำคัญของ photoaging ดังนั้น การทาครีมกันแดดสม่ำเสมอจึงจำเป็นอย่างยิ่งถ้าอยากชะลอผิวชราจากต้นเหตุของรังสียูวี

2. กลุ่มผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA

เมื่ออายุมากขึ้นการผลัดเซลล์ผิวหนังจะช้าลงเรื่อย ๆ การใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดออกได้เร็วขึ้น และยังมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้ จึงส่งผลให้ผิวเรียบ ดูโกลวใส นอกจากนั้นมีข้อมูลการใช้ glycolic หรือ lactic acid 5-25% ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องทาทุกวัน ก็จะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นหนังแท้ได้

Sunscreen and AHAs
Sunscreen and AHAs

3. กลุ่ม Retinoid derivatives

วิตามินเอชนิดทา ที่มีข้อมูลวิจัยทางการแพทย์สนับสนุนว่าช่วยเรื่อง anti aging ได้มากสุด คือ retinoic acid (ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นยา) และพบผลข้างเคียงก็พบได้บ่อย [ลองกลับไปอ่านทบทวนในบทความก่อนนี้ได้]

กรณีชนิดที่เป็นเวชสำอางค์ (ไม่ใช่ยา) ก็มีข้อมูลว่ากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอบางรูปแบบ สามารถช่วยเรื่อง anti aging ได้คล้ายคลึงกัน กลุ่มอนุพันธ์ต้องมีการเปลี่ยนเป็น retinoic acid ในร่างกายก่อนจะออกฤทธิ์ได้ แต่มีข้อได้เปรียบตรงที่ผลข้างเคียงเรื่องการระคายเคืองน้อยกว่า retinoic acid ทำให้สามารถใช้ได้ง่ายขึ้น ได้แก่
✔️ Retinaldehyde 0.05-0.5% ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี
✔️ Retinol ไม่ค่อยเสถียร สลายง่ายเมื่อถูกแสง และข้อมูลยังไม่มากเท่า Retinaldehyde
ส่วนในรูปแบบอื่น ยังไม่มีข้อมูลว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนหรือลดริ้วรอยได้

Retinoids and derivatives ​
Retinoids and derivatives

4. กลุ่ม Peptides

เป็น amino acid สายสั้น โมเลกุลเล็ก สามารถซึมผ่านผิวชั้นบนได้ดี ไปกระตุ้นการผลิต collagen ในผิวชั้นหนังแท้ และยังเป็นส่วนประกอบของคอลลาเจนได้อีก ส่งผลให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ลดลง ผิวเรียบขึ้น

ซึ่งปกติเปปไทด์จะมี 4 กลุ่ม ตัวที่ช่วยเรื่อง Antiaging ได้มีดังนี้
Signal peptides เช่น Palmitoyl-KTTKS, GEKG
กลุ่มนี้มักมีการใส่ palmitoyl เพื่อเพิ่มการดูดซึมและประสิทธิภาพการลดริ้วรอยเล็กได้ดีขึ้น
Carrier peptides เช่น Copper-GHK complex
กลุ่มนี้นอกจากช่วยเรื่อง antiaging แล้วยังช่วยเรื่อง wound healing ด้วย
Neurotransmitter inhibitor peptides เช่น Acetyl hexapeptide-3
เลียนแบบกรดอะมิโนใน SNAP-25 ช่วยลดการปลดปล่อย Ach (ฤทธิ์คล้าย botulinum toxin)
Enzyme inhibitor peptides เช่น Nonapeptide-7
กลุ่มนี้ช่วยเรื่องลดการสร้างเม็ดสีผิวได้ แต่อาจไม่มีผลในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนดีเท่าสามกลุ่มแรก

Peptides for antiaging​
Peptides for antiaging

5. กลุ่ม Antioxidants

กลุ่มนี้จะช่วยปกป้องผิวจากปฏิกิริยาสารอนุมูลอิสระรอบตัว ทำให้คอลลาเจนถูกทำลายน้อยลง และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้ เช่น

• Alpha-lipoic acid (ALA)
• L-ascorbic acid (vitamin C) 5-15%
• Niacinamide (vitamin B3) 5%
• N-acetyl-glucosamine (NAG)
• Alpha-tocopherol (vitamin E) 2-20%
• Ubiquinone (CoQ10) 1%
• Pygnogenol
• Phenols เช่น green tea extracts, resveratrol, ferulic acid
• Ectoine

Topical antioxidants​
Topical antioxidants

6. กลุ่ม Hyaluronic acid

ช่วยอุ้มน้ำ, เพิ่มความชุ่มชื้นผิว, ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และมีข้อมูลว่า HA ขนาดเล็ก (<50 kDa) ถึงกลาง (50-400 kDa) ยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในหลอดทดลองและในผิวมนุษย์ได้ นอกจากนั้น HA ขนาดเล็กยังมีข้อมูลว่าช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ดีขึ้นได้

Hyaluronic acid​
Hyaluronic acid

PRACTICAL POINT

ดังนั้น หากใครที่กำลังจัดสกินแคร์ antiaging เพื่อช่วยในเรื่องการชะลอและฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของผิวหนัง อาจลองพิจารณาดูตามข้างต้น

ยกตัวอย่าง

▫️ชิ้นที่ 1 ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ทุกเช้า
▫️ชิ้นที่ 2 ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว AHA สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
▫️ชิ้นที่ 3 ผลิตภัณฑ์กลุ่ม retinoid derivatives หรือ antioxidant หรือ peptides หรือ hyaluronic acid ซึ่งหากมีครบทุกองค์ประกอบก็มีแนวโน้มจะออกฤทธิ์ antiaging ได้ดี

หากใครที่อยากลดขั้นตอนการทาสกินแคร์หลายชิ้น ก็อาจจะมองหา สกินแคร์ที่รวมส่วนผสมหลากหลายในหลอดเดียวกัน ก็ช่วยลดขั้นตอนการทาได้

ยกตัวอย่าง VITALIF Renew Youth RetinAL ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกที่มีครบทั้ง Retinaldehyde + Antioxidant + Peptides + Hyaluronic acid โดยมีการบรรจุใน Niosome ซึ่งเป็นถุงเก็บสารออกฤทธิ์เพื่อให้ retinal มีความคงตัวมากที่สุดซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้มีการซึมสู่ชั้นผิวออกฤทธิ์ได้เต็มที่มากขึ้น (รายละเอียดเพิ่มเติมท้ายบทความ)

BOTTOM LINE

อย่างไรก็ตาม การใช้สกินแคร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลผิว เพื่อให้ผิวของเรามีสุขภาพดีและน่ามอง ซึ่งคงต้องทำควบคู่ไปกับวิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การออกกำลังกาย การทานอาหารที่มีประโยชน์ งดสูบบุหรี่ การปกป้องผิวจากแสงแดดร่วมด้วยอย่างถูกวิธี ทั้งนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าในการชะลอและซ่อมแซมผิวเสื่อมตามวัย หรือ ที่เรียกว่า Skin aging นั่นเองค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ ถ้าชอบกดไลค์ ถ้าใช่กดแชร์แบ่งปันเพื่อน ๆ ได้เลย

ด้วยความปรารถนาดี


References
Dermatology. 2021;237(2):217-229.
Int J Mol Sci. 2019;20:2126.
Facial Plast Surg Clin North Am. 2018 Nov;26(4):407-413.
ISRN Dermatol. 2013 Sep 12;2013:930164.
Skin Therapy Lett. 2008 Nov-Dec;13(8):5-9.
Dermatol Ther 2006;19:297-305.
J Invest Dermatol 2001;116:853-9.


[Disclaimer] สนับสนุนความรู้โดย Dr. Different VITALIF Renew Youth RetinAL

Dr.Different VITALIF Renew Youth RetinAL
Dr.Different VITALIF Renew Youth RetinAL

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลปัญหาผิวที่เริ่มมีริ้วรอย สีผิวไม่สม่ำเสมอ
เป็นสูตรพัฒนาจากรุ่น Vitalift-A Forte โดยมีส่วนผสมหลัก คือ Retinaldehyde 0.1% + Pro-Vitamin A + Adenosine
และที่เพิ่มเติมแบบ antiging ingredients จัดเต็ม ได้แก่

▫️กลุ่ม Antioxidant

ดังนี้ Sodium Ascorbyl Phosphate, Niacinamide 5%, Daucus Carota Sativa (carrot) root extract, Beta-Carotene

▫️ กลุ่ม Multipeptidesome ครบทั้ง 4 กลุ่มเปปไทด์

ดังนี้ Copper Tripeptide-1, Tripeptide-29, Tripeptide-1, Hexapeptide-12, Hexapeptide, Nicotinoyl Tripeptide-35, Palmitoyl Tripeptide-1, Palmitoyl Pentapeptide-4, Palmitoyl Tripeptide-29, Palmitoyl, Tetrapeptide-7, Acetyl Hexapeptide-8, Nonappetide-7

▫️ มี Hyaluronic acid small molecules

ช่วยเติมน้ำผิวชุ่มชื้นอิ่มฟู

▫️Glutamic acid derivatives

ที่เรียงตัวแบบ Liquid Crystal Emulsion (LCE) คล้ายกับ Ceramide ในกำแพงผิว ช่วยให้ความชุ่มชื้นผิวได้ยาวนาน

▫️5% Niacinamide

ยับยั้งขั้นตอนการสร้างเม็ดสี จึงช่วยให้จุดด่างดำแลดูดีขึ้น ลดการอักเสบและปรับสมดุลน้ำมันผิว

▫️สิทธิบัตร NIOSOMES

เป็นการพัฒนาระบบบรรจุเพื่อเพิ่มความเสถียรคงตัวของ retinaldehyde และช่วยนำพาซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวที่ดีขึ้น พบว่าการทดสอบ หลังผลิต 3 และ 6 เดือน ยังคงมีปริมาณ retinal เหลือที่ 100% และ 97.7% ตามลำดับ

▫️ อ้างอิงประสิทธิภาพจากงานวิจัย Vitalift-A Forte เนื่องจากเป็นสูตรเดียวกัน เพียงแต่เพิ่มสาร Actives เพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้น หลังใช้ Vitalift-A Forte ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ จากการวัดด้วเครื่องมือต่าง ๆ พบว่า: Wrinkles ลดลง 12.903%, Firmness เพิ่มขึ้น 8.632%, Moisturizer retention เพิ่มขึ้น 16.618%, Skin density เพิ่มขึ้น 11.952%
{Reference https://doi.org/10.1111/jocd.13993}

ข้อควรระวัง : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรหรือ แพ้วิตามินเอ
ไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกับยาทากรดวิตามินเอ เช่น tretinoin, adapalene
สามารถใช้ร่วมกับ AHA, BHA, PHA ได้ แต่ควรระวังการระคายเคืองในบางราย
*ประสิทธิภาพการตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

วิธีเลือกหมวกกันแดด

หมวกชนิดกันแดดได้ แต่หมวกแต่ละชนิดกันรังสียูวีได้ไม่เท่ากัน ปกป้องส่วนต่าง ๆ ของผิวบนใบหน้าได้ไม่เท่ากัน

หากมองหาหมวกสักใบเพื่อเสริมการปกป้องผิวจากแสงแดด แนะนำแบบนี้ค่ะ

หมวก กันแดด

• ผิวที่เราต้องปกป้อง ควรต้องครอบคลุมทุกส่วนบนใบหน้า ทั้งหน้าผาก จมูก คาง แก้ม ท้ายทอย

ดังนั้น ควรเลือกหมวกที่มีปีกกว้าง โดยพบว่าหมวกที่มีส่วนปีกกว้างมากกว่า 7.5 เซนติเมตร และควรปีกกว้างรอบทุกด้าน จึงปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

• มองหาหมวกที่ทำจากวัสดุที่มีระบุค่าที่บ่งบอกถึงการปกป้องยูวีทั้ง UVA & UVB ที่เรียกว่า UPF (ต่างกับ SPF จะหมายถึงเฉพาะ UVB protection) โดยถือว่า

UPF 30-49 จัดเป็น Very good protection

UPF 50+ ขึ้นไป จัดเป็น Excellent protection

ดังนั้น ถ้าแดดแรงมากควรเลือก UPF 50 ขึ้นไป

• สีของหมวกก็สำคัญ แต่ละสีปกป้องแสงแดดไม่เท่ากัน สีเข้มจะสามารถดูดซับแสงไว้ที่ตัวได้ดี ทำให้ทะลุผ่านมาถึงผิวหนังได้น้อยกว่าสีอ่อน

ดังนั้น ควรเลือกสีเข้มจะปกป้องยูวีได้ดีกว่า

• ลักษณะของเนื้อผ้าและการถักทอของผ้า ถ้าผ้าหนา ทอละเอียดจะยิ่งมีโอกาสให้รังสียูวีทะลุผ่านได้น้อย ดังนั้น ควรเลือกผ้าที่หนา ทอแน่น จะดีกว่า ผ้าบาง ทอโปร่ง

กลุ่มปกป้องยูวีได้มากกว่า เช่น ผ้ายีนส์ ผ้าแคนวาส ผ้าขนสัตว์ ผ้าใยสังเคราะห์

• ผ้าอื่น ๆ เช่น

ผ้าฝ้ายไม่ฟอกสี จะยังมีสารลิกนิน ซึ่งเป็น UV absorber ช่วยกันยูวีได้ดีกว่าที่ฟอกสีแล้ว

ผ้าโพลีเอสเตอร์แบบเงา หรือ ผ้าไหมซาติน พวกนี้มีความเงาจะช่วยสะท้อนแสง และกันยูวีได้มากกว่าผ้าไม่เงา

ผ้าบางชนิดใช้เทคโนโลยีการผสม Chemical UV absorber ก็ช่วยได้เช่นกัน

• การสวมใส่ก็ปกป้องได้แตกต่าง แนะนำว่าควรสวมหมวกให้หลวมเล็กน้อย ไม่แน่นมาก เพราะการสวมแน่นจะเป็นการยืดเส้นใยของผ้าให้ถ่างออกและมีรูให้รังสียูวีทะลุผ่านมาได้มากขึ้น

ดังนั้น คนสองคนใส่หมวกใบเดียวกัน อาจจะปกป้องรังสียูวีได้แตกต่าง บางคนหัวเล็กหัวใหญ่ ใส่แล้วหลวมหรือแน่น

การสวมหมวก เป็นหนึ่งในวิธีการเสริมการปกป้องผิวจากรังสียูวี เหนือสิ่งอื่นใดต้องควบคู่กับการทาครีมกันแดดอย่างถูกวิธี เพราะการสวมหมวกปีกกว้าง หรือ ใส่เสื้อแขนยาว ก็ไม่สามารถทดแทนการทาครีมกันแดดได้แน่นอนค่ะ

หากบทความมีประโยชน์ สามารถแชร์ให้เพื่อน ๆ อ่านได้เลย

——————————————

รวมลิ้งค์ https://opl.to/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Licochalcone A คู่หูคู่ซี้ของ ไทอามิดอล ‼️

เชื่อว่ายุคนี้หากใครได้อ่านเรื่อง สกินแคร์ที่ช่วยเรื่องฝ้าและรอยดำ ก็ต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของไทอามิดอล ซึ่งเป็นตัวเต็งของ ingredient ที่ช่วยยับยั้งในกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว และในขณะเดียวกันอาจจะได้ยินชื่อของสารอีกตัวที่มักใช้ร่วมกับ Thiamidol เพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นั่นก็คือ ลิโคชาลโคนเอ (Licochalcone A) ลองมาทำความรู้จักกันในบทความนี้

Licochalcone A คู่หู Thiamidol คู่ซี้ของคนเป็นฝ้า

Licochalcone A เป็นสารสำคัญที่พบใน Glycyrrhiza inflata ซึ่งเป็น Chinese Licorice Root extract (รากชะเอมเทศ)

กลไกออกฤทธิ์ของ Licochalcone A ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory effects)

ยับยั้งการสร้างและหลั่งสารก่อการอักเสบหลายชนิด เช่น PGE2, LTB4, IL-6, TNFa

  • ต้านเชื้อจุลชีพ (Anti-microbial effects)

โดยข้อมูลหลอดทดลองพบว่า สามารถยับยั้งกลุ่มแกรมบวกและแกรมลบได้ เช่น Staphylococcus aureus, Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa, Bacillus subtilis รวมถึง C.acne, H.pylori

  • ยับยั้งเชื้ออื่น ๆ

เช่น เชื้อมาลาเรีย P. falciparum, เชื้อราชนิด dermatophyte, C.albicans และเชื้อไวรัสบางชนิด

  • ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ (Antitumorigenic effects)
  • ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant effects)
กลไกออกฤทธิ์ของ Licochalcone A​
กลไกออกฤทธิ์ของ Licochalcone A

ในสมัยก่อนคนจีนจึงนิยมใช้เป็น ยาแผนโบราณในการรักษาโรค (Traditional Medicine) เช่น แผลในกระเพาะหรือลำไส้, ผิวหนังอักเสบ หรือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย เพราะสืบเนื่องจากคุณสมบัติข้างต้น

ปัจจุบันมีการนำ Licochalcone A มาผสมสกินแคร์ในรูปแบบของการทา

หลากหลายมากขึ้น และมีข้อมูลพบว่าช่วยให้ภาวะเหล่านี้ดีขึ้นได้

• ผื่นที่เกี่ยวกับการอักเสบ ได้แก่ ผื่นสะเก็ดเงิน, ผื่นคัน, ผื่นเซบเดิร์ม
• ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง Atopic dermatitis เพราะลดการอักเสบและยัง repair skin barrier ได้
• ผื่นโรเซเชีย, ผิว sensitive skin เพราะมีฤทธิ์ anti irritation ร่วมด้วย
• สิว เพราะลดการอักเสบและยับยั้ง C.acne ร่วมด้วย
• ฝ้าและรอยดำจากการอักเสบ

ในแง่การเกิดฝ้า

นอกจากกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวที่ถูกกระตุ้นมากขึ้นแล้ว ยังพบว่า ผิวในชั้นลึกลงไปมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
ได้แก่

กระบวนการเกิดฝ้า​ Melasma
กระบวนการเกิดฝ้า

• เส้นใยอิลาสตินยืดหยุ่นลดลง เกิด solar elastosis คล้ายกับที่พบในผิวที่เกิดความเสื่อมจากการถูกแสงแดด (photoaging disorder)
• Basement membrane zone (BMZ) ที่กั้นระหว่างชั้นหนังแท้กับหนังกำพร้ามีรอยรั่ว ไม่แข็งแรง จึงเกิดฝ้าลึกตามมา
• เส้นเลือดใต้ผิวหนังถูกกระตุ้นให้มีการเพิ่มจำนวน & ขนาด และหลั่งสาร Endothelin ซึ่งกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นตามมา
• มีการเพิ่มปริมาณของ mast cells หลั่ง histamine เพิ่ม และกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้นตามมา
• เซลล์ไขมัน Sebocyte มีการหลั่งสารที่ทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานมากขึ้น

ดังนั้น หากมองหาสกินแคร์เพื่อดูแลผิวที่เป็นฝ้าหรือผิวหมองคล้ำก็ควรต้องมองหาสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการข้างต้น และถ้าหากยับยั้งได้หลายกลไกก็มีแนวโน้มที่จะเห็นผลการรักษาได้ดีกว่า

ยกตัวอย่างการจับคู่สกินแคร์

ชิ้นที่ 1: สกินแคร์ที่มีส่วนผสมหลักของ Licochalcone A + Thiamidol + Hyaluronic acid
ร่วมกับ
ชิ้นที่ 2: ครีมกันแดด
ก็ช่วยได้หลายกลไก ดังนี้

Sunscreen ช่วยลด photoaging และลดการสร้างเม็ดสี
Licochalcone A ช่วยทำให้ฝ้าและรอยดำจากการอักเสบดีขึ้น จากหลายกลไล
• ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสี โดยมีข้อมูลสามารถทาในระยะยาวได้อย่างปลอดภัย
• ลดการหลั่ง Endothelin จึงทำให้การสร้างเม็ดสีในฝ้าน้อยลง
• ช่วยลดการอักเสบ จึงเกิดรอยดำตามมาน้อยลง
Thiamidol เป็น potent tyrosinase inhibitors อ่านเพิ่มเติมในบทความก่อนนี้
Hyaluronic acid ช่วยเสริม skin barrier แข็งแรง

กลไก Licochalcone A รักษาฝ้า​
กลไก Licochalcone A รักษาฝ้า

มีข้อมูลพบว่า เมื่อใช้สกินแคร์ซึ่งมีส่วนผสมหลักของ Licochalcone A + Thiamidol + Hyaluronic acid พบว่าฝ้าจางชัดเจน และเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง 6 เดือน พบว่าฝ้าสามารถจางลงไปเรื่อย ๆ และสามารถป้องกันการกลับเป็นซ้ำของฝ้าหลังหยุดใช้ได้อย่างน้อย 3 เดือน
ดังนั้น จึงแนะนำให้ทาเป็นประจำสม่ำเสมอร่วมกับการทาครีมกันแดดอย่างถูกวิธี เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาฝ้าค่ะ

Bottom line

สกินแคร์ นอกจากจะเป็นเป็นตัวเสริมการรักษาฝ้าด้วยยาแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อ maintenance หลังการรักษาจบแล้ว เพื่อลดโอกาสการกลับมาเข้มขึ้นของฝ้าอีก แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้ 100% เพราะปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดรักษาฝ้าให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาเพื่อให้ฝ้าจางลงได้ การรักษาฝ้าให้ได้ผลดีควรต้องควบคู่ไปกับการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมน ยาบางชนิด เป็นต้น

ปัจจัยกระตุ้นฝ้า​
ปัจจัยกระตุ้นฝ้า

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และทำให้ทุกท่านที่ได้จะรู้จัก ลิโคชาลโคนเอ (Licochalcone A) มากขึ้นในหลายแง่มุมนะคะ


References:

J Toxicol Environ Health A. 2020 Nov 16;83(21-22):673-686.
Curr Med Chem. 2020;27(12):1997-2011.
Clin Cosmet Investig Dermatol. 2019 Feb 19;12:151-161.
Pharm Biol. 2017 Dec;55(1):5-18.
J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016 Feb;30 Suppl 1:21-7.
Acta Pharm Sin B. 2015 Jul;5(4):310-5.
Arch Dermatol Res. 2006 Jun;298(1):23-30.
Life Sci. 2002 Aug 9;71(12):1449-63.


[Disclaimer] สนับสนุนความรู้โดย
Eucerin Spotless Booster Serum

ส่วนประกอบหลัก :
Thiamidol เป็น The powerful Human Tyrosinase Inhibitor {อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.facebook.com/476743752739537/posts/1259180884495816/?d=n}
Hyarulonic acid small molecule ช่วยนำพาสาร Thiamidol ซึมลงสู่ผิวชั้นลึกได้ดีขึ้น
Licochalcone A ช่วยลดการอักเสบ ลดการหลั่ง endothelin จาก endothelial cell เสริมการทำงาน ช่วยลดเรื่องการเกิดฝ้าและรอยดำหลังการอักเสบได้ดียิ่งขึ้น

เทคโนโลยี Micro Targeted : เพื่อเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และจัดการฝ้า จุดด่างดำได้ดีกว่าเดิม ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น 2 สัปดาห์

Eucerin Spotless Booster Serum

อ่านบทความย้อนหลังที่
https://helloskinderm.com
รวมลิ้งค์ https://opl.to/drwarayuwadee
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Fernblock Technology แต่ละรุ่นของ Heliocare

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของผลิตภัณฑ์กันแดด Fernblock Technology แต่ละรุ่นของ Heliocare ค่ะ

Heliocare Fernblock Technology ครีมกันแดด
Heliocare Fernblock Technology

แนะนำให้ลองเลือกดูตามความเหมาะสมของผิวแต่ละคนนะคะ


อ่านบทความย้อนหลังที่
https://helloskinderm.com
รวมลิ้งค์ https://opl.to/drwarayuwadee
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สรุปสาระสำคัญ The Other Side Summit by L’Oreal Paris

อันดับแรกต้องขอขอบคุณ L’Oreal Paris ที่เชิญทางเพจเข้าร่วมงานนี้ค่ะ

ในงานมีการพูดถึงนวัตกรรมและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา ingredients ต่าง ๆ เพื่อรังสรรเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ซึ่งล่าสุดทางทีมได้เน้นการศึกษาในเรื่องของ hyaluronic acid และ sunscreen จึงถือโอกาสนี้สรุปใจความสำคัญจากงานThe Other Side Summit by L’Oreal Paris มาแบ่งปันทุกคนนะคะ

1. The Science of Hyaluronic Acid (HA)

HA เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวตามธรรมชาติที่พบในผิวหนัง (Natural moisturizing molecule) โดยแต่ละ 1 โมเลกุลของ HA สามารถกักเก็บน้ำได้มากถึง 1,000 โมเลกุล ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นตามมาและนอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็น Cell communication messenger อีกด้วย

2. นักวิทยาศาสตร์พบว่า

ความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวจะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัย 30 ปี

ดังนั้น เราจึงเห็นผิวเริ่มมีความหย่อนคล้อย มีริ้วรอยเล็กๆ ที่เกิดจากการขาดน้ำมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ HA หลากหลายมากขึ้น

3. ทีมผู้เชี่ยวชาญของ L’Oreal จาก Skincare Labs in Shanghai กล่าวว่า

จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า การใช้ HA 2 ชนิด คือ macro & micro HA ผสมผสานกันจะช่วยเพิ่มฤทธิ์ anti-aging action ได้ดีขึ้น โดยกลไกการออกฤทธิ์ คือ

Macro HA (1000 KDa) : จะเคลือบบริเวณผิวชั้นบน ช่วยลดการสูญเสียน้ำ (TEWL)

Micro HA (20-50 KDa) : จะซึมลงสู่ผิวชั้นลึก ไปจับตัวรับ คือ CD44 ส่งผลให้เกิดกระตุ้นกระบวนการสร้างhyaluronic acid ที่เซลล์ผิวชั้นลึกได้เองตามมา

Macro & Micro Hyaluronic acid L’Oreal Paris
Macro & Micro Hyaluronic acid

4. การเปลี่ยนแปลงของผิวที่ตามมาหลังการใช้ HA ได้แก่

Macro HA : ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวและช่วยให้ผิวดูนุ่มเรียบมากขึ้น (Rehydrate & Smooth skin surface)

Micro HA : ช่วยผิวดูอิ่มฟูมากขึ้น (Plump up skin from the inside)

5. เนื้อสัมผัสของ HA ความจริงแล้วค่อนข้างเหนียว

จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้เนื้อสัมผัสเบาบางเพื่อง่ายต่อการทาและซึมลงสู่ผิวง่ายขึ้น ซึ่งทีม L’Oreal ก็ได้มีการนำ HA ไปเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม เพื่อช่วยเสริมการดูแลผิวอย่างหลากหลาย เช่น

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า 1.5% HA Serum ที่นำเอาMacro & Micro HA มารวมกัน ช่วยให้การดูดซึมง่ายและเร็วขึ้น ไม่ทิ้งความเหนียว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิวและสามารถใช้เป็น moisturizer เดี่ยว ๆ หรือ ใช้ร่วมกับสกินแคร์อื่นได้

ผลิตภัณฑ์กลุ่มรองพื้นปรับสีผิว Tinted Replumping Serum ซึ่งมี 9 เฉดสี และมีส่วนประกอบของ 1% Micro HA ร่วมด้วย

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตา ที่มีส่วนประกอบของ1.25% Micro HA + 0.25% Macro HA (ช่วยเรื่องริ้วรอยเล็กตื้น ๆ บริเวณรอบดวงตา) + 1% Pure Caffeine (ช่วยลดการบวมช้ำรอบดวงตา) + Niacinamide (ช่วยลดการอักเสบและออกฤทธิ์ยับยั้งในกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว)

เป็นต้น

6. The Science of UV Protection

เป็นที่ทราบดีว่ารังสี UVA ทำให้เกิด photoaging ตามมาได้ นอกจากนั้น pollution ก็มีส่วนเสริมความรุนแรงของการทำร้ายผิวให้เกิดริ้วรอยและจุดด่างดำ ผิวชรามากขึ้นไปอีก เป็น 2 เท่าตัว ดังนั้นการปกป้องผิวจากแสงแดดโดยเฉพาะ UVA จึงสำคัญมากถ้าหากไม่อยากเกิด Premature aging of skin ก่อนวัย

UV and Pollution induced Photoaging​ L’Oreal
Photoaging

7. ทีมผู้เชี่ยวชาญของ L’Oreal จึงมีไอเดียพัฒนา

ผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด UV Defender คุณภาพสูง ซึ่งมีคุณสมบัติ คือ

• สารปกป้องรังสียูวีแบบ hybrid ประกอบด้วย 7 UV filters ที่ปกป้องได้ทั้ง UVA, UVB และยังมี Mexoryl SX ร่วมด้วย

• มี anti pollution

• มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ niacinamide, vitamin CG ช่วยยับยั้งในกระบวนการลดการสร้างเม็ดสีผิว

• เนื้อสัมผัสเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นในบ้านเราไม่เหนียว (Antiadhesion textures) มีสารควบคุมความมันที่ผิว (Anti-shine technology)

ซึ่งจากคุณสมบัติข้างต้นก็นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในไอเดียที่ดีของ Next generation of hybrid skincare ที่รวมเอาไว้ในผลิตภัณฑ์เดียวกันทั้ง anti-aging + anti pollution + sun protection และค่อนข้างสะดวกสบายต่อการใช้

Hybrid skincare sunscreen L’Oreal
Hybrid Skincare

8. แอพลิเคชั่น Skin Genius V.2

นอกจากนั้น ในงานยังมีการกล่าวถึงแพลนในอนาคตที่จะพัฒนาแอพลิเคชั่น Skin Genius V.2 โดยใช้เทคโนโลยี artificial intelligence เข้ามาเพื่อช่วยในการดูแลผิว โดยจะเป็นการใช้ AI วิเคราะห์ปัญหาผิว และนำไปสู่การแนะนำสกินแคร์รูทีนที่เหมาะสมกับปัญหาผิวแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นอีกเทคโนโลยีที่น่าสนใจและน่าติดตาม

ก็หวังว่า สาระที่สรุปจากการเข้าฟังงานประชุม The Other Side Summit by L’Oreal Paris ในครั้งนี้จะมีประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย

ใครที่มีประสบการณ์ในการใช้ Hyaluronic acid หรือ UV Defensive ก็ลองมาเล่าสู่กันฟังได้

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ L’Oreal Paris อีกครั้งที่ให้โอกาสเข้าฟังงานนี้ค่ะ 

——————————————

อ่านบทความที่ helloskinderm.com

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Step เลือกสกินแคร์เริ่มแบบนี้

Skincare Routine Step​ เริ่มต้นเลือกสกินแคร์
Skincare Routine Step

Step 1

เช็คสภาพผิวของตัวเองก่อน และต้องเช็คเรื่อยๆ เพราะสภาพผิวสามารถเปลี่ยนได้

https://www.facebook.com/476743752739537/posts/994477387632835/?d=n

https://youtu.be/tjEx82EuhLU

Step 2

เลือกสกินแคร์เบสิคที่ควรมีให้ครบก่อน
หลังจากนั้นใช้ไป 1-2 เดือน มาดูยังเหลือปัญหาอะไรที่อยากแก้ไขเพิ่มเติม

Step 3

เลือกสกินแคร์แก้ไขปัญหาของแต่ละบุคคล เช่น
ผิวขาดน้ำ -> เติมน้ำ เติม hya
ผิวแห้งระคายเคือง -> เลือกส่วนผสมลดการระคายเคือง ส่วนมากจะรวมในมอยเจอไรเซอร์ ลองเลือกดู
ผิวชรา -> เน้นเพิ่ม antioxidant, กลุ่มวิตามินเอหรืออนุพันธ์ (ถ้าใช้ยาอยู่แล้วก็อาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มสกินแคร์วิตามินเอก็ได้)
ผิวหมองคล้ำ รอยดำ ฝ้ากระ -> เน้นกันแดด เพิ่มกลุ่ม Lightening

Step 4

มองหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตัวเอง
ในลิ้งค์ HELLOSKINDERM หรือ QR code เป็นตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งที่นำมาให้สำหรับคนไม่มีเวลาหาข้อมูลค่ะ เดี๋ยวมาอัพเดทข้อมูลเรื่อย ๆ นะ

#saveไว้ได้ใช้แน่


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

รวมส่วนผสมชะลอผิวแก่ในครีมกันแดด

ส่วนผสมชะลอผิวแก่ในครีมกันแดด

ส่วนผสมที่เติมในครีมกันแดดแล้วเสริมการปกป้องผิวในครีมกันแดดได้มีข้อมูลอะไรบ้าง

Additives in sunscreen

การเผชิญกับ UV และ VL เป็นเวลานาน สามารถกระตุ้นให้มีการเพิ่มขึ้นของ ROS, MMPs และมีการทำร้าย DNA ที่ผิวหนังได้ ดังนั้น การทาครีมกันแดดสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ

อ่านเจอข้อมูลงานวิจัยที่พูดถึงสารต่าง ๆ ที่นำมาผสมในครีมกันแดดเลยนำมาแบ่งปัน
ส่วนใหญ่วัตถุประสงค์ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทำร้ายผิวจากสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี และเพื่อชะลอการเกิดผิวชราจากแสงแดด หรือ ที่เราเรียกว่า Photoaging นั่นเอง

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ถูกยกขึ้นมากล่าวถึงมากที่สุด เพราะเชื่อว่าช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นได้ เช่น

Vitamin C (L-ascorbic acid)

ตัวนี้สลายง่ายที่ค่า pH ปกติที่ผิวหนังเรา จึงเห็นมักผสมกับตัวอื่นเพื่อให้คงตัวมากขึ้น เช่น Vitamin E, Ferulic acid
โดย vitamin C จะเป็น cofactor ในกระบวนการ collagen synthesis และลดการสะสมของ elastin ได้

Vitamin E

มีข้อมูลว่าช่วยลด lipid peroxidation, photoaging, immunosuppression และ photocarcinogenesis

Retinoids

ช่วยยับยั้ง activation of protein-1 & MMP-1 expression ผลคือ กระตุ้นการสร้างคอลาเจน ผิวหนาขึ้นและแข็งแรงขึ้น แต่เนื่องจากความไม่คงตัวของกลุ่มนี้ ทำให้สลายได้ง่ายเมื่อถูกรังสี UV, VL จึงไม่ค่อยเห็นผสมในครีมกันแดดบ่อยนัก อาจเห็นพวกที่รูปแบบค่อนข้างเสถียรกว่า retinoids เช่น Retinyl
palmitate ที่มักผสมในสกินแคร์ต่าง ๆ โดยมักทำเป็น liposome เพื่อให้คงตัวมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพก็อาจด้อยกว่า tretinoin or retinol
ส่วนประเด็น retinyl palmitate เมื่อถูกยูวีแล้วจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมาหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน อันนี้ยังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

Polyphenols

พบใน botanicals เช่น tea leaves, grape seeds (Vitis vinifera), blueberries, almond seeds, and pomegranate extract พวกนี้จะมีสารที่เรียกว่า epigallocatechin-3-gallate ซึ่งช่วยลด MMP-1 ตัวทำร้ายคอลาเจน และตัวมันเองสามารถเพิ่ม SPF ได้ร่วมด้วยนิดหน่อย

Soy extracts

มีข้อมูลว่า soybean-derived serine protease inhibitors ช่วยลดรอยดำ และริ้วรอยเล็ก ๆ ตื้น ๆ ที่ผิวได้

Melatonin

ช่วยปกป้องเซลล์ผิว keratinocytes, melanocytes, and fibroblasts และป้องกัน UV-induced photoaging ได้

Algae extract

บางชนิดนอกจากพบว่าดูดซับรังสียูวีได้ ยังช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระที่ผิวได้ พบว่า Mycosporine-like amino
acids (MAAs) จาก algae ยังเป็น potent UV filters โดย maximum absorption 310 และ 362 nm ทีเดียว นอกจากนั้นยังอาจได้ยินชื่อ เช่น Porphyra umbilicalis, Corallina pilulifera methanol extract แต่กลุ่มนี้ยังอาจมีประเด็นถกเถียงเรื่อง eco-friendly photoprotection คงต้องติดตามต่อไปในอนาคต

Polypodium leucotomos extract (PLE)

ตัวนี้มีข้อมูลทั้งรูปแบบทา และ กิน ว่าช่วยได้ทั้ง antioxidative, chemoprotective, immunomodulatory,
and anti-inflammatory effects เรื่องสารตัวนี้เคยทำคลิป ลองไปดูเพิ่มเติมได้ค่ะ
https://youtu.be/DCOx4HMN_a4

ตัวอื่นที่มีข้อมูลว่าช่วยลด MMP-1 expression ได้ ก็เช่น
Caffeine
Echinacea pallida extract
Gorgonian extract
Chamomile essential oil

นอกจาก oxidants แล้วก็ยังมี Photolyases ที่ถูกนำมาผสมครีมกันแดด เพราะสามารถช่วย DNR repair ได้ ส่งผลให้มี photoprotective effects และ anti-oxidants ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การผสมสารเหล่านี้เข้าในครีมกันแดดแต่ละแบรนด์นั้นไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพออกมาดีเท่ากันเสมอไป จะดูแค่ว่า..มีหรือไม่มีชื่อเหล่านี้ในส่วนผสมอาจไม่พอ เพราะยังคงต้องดูในรายละเอียดเรื่อง ความเข้มข้นที่มากพอ, ความสามารถในการซึมผ่านผิวชั้น Stratum corneum และ ความคงตัวของครีมกันแดดตัวนั้นในที่สุดด้วยเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว ก็อยากให้ทาครีมกันแดดกันสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายด้วยรังสียูวี ป้องกันมะเร็งผิวหนังแล้ว ยังช่วยเรื่องชะลอผิวเสื่อมชราด้วยนะคะ..สภาพ

หวังว่าจะชอบบทความนี้กันนะคะ ถ้าชอบก็สามารถไลค์ เลิฟ แชร์ เป็นกำลังใจให้ด้วยน๊าค๊า


Reference
Guan, L.L., Lim, H.W. & Mohammad, T.F. Sunscreens and Photoaging: A Review of Current Literature. Am J Clin Dermatol 22, 819–828 (2021). https://doi.org/10.1007/s40257-021-00632-5

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ทาครีมเท่าไหร่..ให้เห็นผลและไม่สิ้นเปลือง

ปริมาณการทาครีมเท่าไหร่ที่เห็นผลและไม่สิ้นเปลือง ⁉️

ความจริงแล้วไม่มีปริมาณที่ระบุเป๊ะ ๆ ตายตัวที่แน่นอน เพียงแค่ว่า.. ปริมาณที่แนะนำนั้นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ….

ไม่มากเกินไป -> จนก่อให้เกิดการระคายเคืองและภาวะแทรกซ้อน และหากเป็นการทาตอนเช้า ก็อาจทำให้แต่งหน้าต่อได้ยากขึ้นอีกด้วย

ไม่น้อยเกินไป -> จนทาไปแล้วก็ไม่ได้ผล ไม่ต่างกับไม่ทาอะไรเลย

Sunscreen

ใช้มากกว่าครีมทั่วไป เพื่อการปกป้องที่ได้ผล อันนี้ต้องยอมลงทุน เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าให้เลือกทาอย่างเดียวก่อนออกจากบ้าน สำหรับหมอเองก็คงต้องเป็นครีมกันแดดแน่นอนค่ะ ทราบไหมว่า..การทากันแดดอย่างถูกวิธี ช่วยให้หน้าขาวใสขึ้นได้ และป้องกันฝ้า กระ มะเร็งผิวหนังได้ด้วย ลองดูนะคะ

Vitamin A derivatives cream

ใช้แต่น้อยก็เห็นผล พวกนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่องและใช้เวลา อย่างน้อยก็ 3 เดือนขึ้นไป ต้องทาไปเรื่อย ๆ และใจเย็น อย่ากลัวว่าจะไม่ได้ผลโดยการทาทีละมาก ๆ การทามาก ๆ จะทำให้มีผลข้างเคียงมากกว่าผลดี ส่วนใครที่ระคายเคืองมากก็อาจต้องลดปริมาณหรือทาเพียงบางบริเวณไปสักระยะ

Serum

กลุ่มนี้ทำมาเข้มข้นมากอยู่แล้ว ต่างจากพวกน้ำตบ โลชั่น หรือโทนเนอร์ ดังนั้น ใช้แต่พอเหมาะ ไม่ต้องเยอะมาก เยอะมากไปอาจระคายเคืองและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ใช้เพียง 2-3 หยด แต้ม 5 จุดแล้วเกลี่ยบางๆ รีบทาเพราะซึมเร็ว พวก oil-based จะใช้น้อยกว่า water-based เนื่องจากเนื้อครีมที่หนากว่า คนหน้าใหญ่อนุโลม +1 หยดได้

Cleanser

ไม่ต้องใช้เยอะ เอาพอเหมาะ เยอะเกินไปจะชำระล้างไขมันหรือสารต่าง ๆ ที่เคลือบผิวออกไปหมด สุดท้ายผิวแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันอย่าใช้น้อยไป เพราะอาจทำให้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปหมด เกิดสิวอุดตันตามมา

Eye cream

ไม่ต้องเยอะมาก เมล็ดถั่วเขียวต่อตา 1 ข้างเพียงพอสำหรับผิวที่บอบบาง ตอนทาควรใช้นิ้วนาง เพื่อลดการลงน้ำหนักตอนทาที่มากเกินไป บริเวณนี้เน้นเบาๆ ทาแรงไปอาจเกิดริ้วรอยตามมา

Scrub

ใช้เฉพาะบางราย ไม่แนะนำให้ใช้ทุกคน และการสครับควรเว้นบริเวณรอบตา รอบปาก ข้างจมูก บริเวณที่บอบบาง เพราะอาจระคายเคืองได้

Facial Mask

ไม่ต้องใช้ทุกราย ถ้าครีมเพียงพอแล้ว อาจไม่ต้องมาสก์ก็ได้

อย่าลืมว่าผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำแนะนำข้างต้นนี้เพื่อเป็นไอเดียให้ลองนำไปปรับใช้ในการดูแลผิวกันนะคะ ได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังได้เลย

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.