Tag Archives: Skincare

Reef-safe Sunscreen

Coral reefs vs Skin cancers: What balance?

🌏🐚🐬🐟🐡🦀🐳🐋🦑🦈🐙

กรณีการทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารบางตัวไปเที่ยวทะเล ก็อาจส่งผลต่อระบบนิเวศน์ในท้องทะเลได้เช่นกัน ผลที่อาจตามมาในอนาคตคือ Global warming ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่เราว่ายน้ำหรือเล่นน้ำในทะเล ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องมีการหลุดหรือการละลายของครีมกันแดดที่ผิวเราไปกับน้ำทะเล และด้วยส่วนผสมของครีมกันแดดที่เป็น lipophilic จึงสามารถสะสมในร่างกายสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลได้ด้วย

ปะการัง นอกจากที่เราเห็นว่าให้ความสวยงามใน้ท้องทะเลแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งให้อีกหลายชีวิตคงอยู่ใต้ท้องทะเลได้อย่างสมดุล เช่น fish, seabirds, sponges, jellyfish, worms, shrimp, lobsters, crabs, molluscs, starfish, sea urchins, sea cucumbers, turtles and snakes

สัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ปะการังกำลังตกอยู่ในสภาวะแวะล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือถูกทำร้าย ก็คือ การเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดลง และ หากไม่มีการช่วยเหลือน้องปะการังก็จะตายไปในที่สุด รวมทั้ง algae (zooxanthellae) ที่ใช้ชีวิตพึ่งพาเกาะติดเจ้าปะการังน้อยนี้ก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน

ปะการังสีซีดลงหรือปะการังฟอกขาว อาจเป็นได้จากหลายสาเหตุ

• อุณหภูมิท้องทะเลที่สูงขึ้น

• รังสี UV ที่สูงมากเกินไป

• มีการทำลายของเชื้อโรคและแบคทีเรีย

• มลภาวะแวดล้อมเป็นพิษ

• สารเคมีต่าง ๆ

ในวันที่ 1 มกราคม 2021 Hawaii เป็นที่แรกที่ประกาศเริ่มแบนการใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ 2 ชนิด ที่อาจส่งผลต่อปะการังและระบบนิเวศน์ข้างต้นได้ คือ oxybenzone และ octinoxate

💢 Oxybenzone น้ำหนักโมเลกุล 290.4 สามารถดูดซับคลื่นรังสี UVB (UVmax = 288 nm) และ UVA‐II (UVmax = 326 nm) และปล่อยเป็นพลังงานความร้อนออกจาก จึงสามารถปกป้องผิวจากการทำร้ายได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ถือเป็น broad‐spectrum UV filter

💢 Octinoxate มีน้ำหนักโมเลกุล 228.2 สามารถดูดซับคลื่นช่วงรังสี UVB (UVmax = 310 nm) จึงจัดเป็น UVB filter

สารทั้งสองชนิดข้างต้น เป็นสารใช้ผสมบ่อยในครีมกันแดด และยังมีในสกินแคร์อื่น ๆ บางยี่ห้อด้วย เช่น บอดี้โลชั่น, แชมพู, ครีมนวดและตกแต่งผม, สบู่, ครีมทากันแมลง เป็นต้น

กลไกที่พบว่าสารทั้งสองส่งผลต่อปะการังซีดลง

มี 2 แบบ คือ

1. ส่งผลต่อปะการังโดยตรง ทำลาย DNA ทำให้ส่งผลต่อตัวอ่อนในการขยายพันธุ์

2. ส่งผลทางอ้อม คือ ทำให้เกิดการเพิ่มกระบวนการ lysogenic infection in prokaryotes เชื้อไวรัสในทะเลมากขึ้น

อย่างไรก็ตามเรื่องของส่วนผสมของครีมกันแดดบางตัวที่อาจทำร้ายปะการังก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่บ้าง มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในแง่ที่ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาในระบบนิเวศน์จำลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ทำการทดลองในท้องทะเลจริง หรือบางท่านให้ความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเพียงปัจจัยส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจส่งผลให้ปะการังสีซีดลงได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบมากกว่า ดังที่กล่าวข้างต้น

การทาครีมกันแดดนั้นสำคัญไม่น้อยเมื่อเราต้องออกแดดหรือไปเที่ยวที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะหากบริเวณที่มี UV index สูงยิ่งต้องให้ความสำคัญค่ะ เพราะนอกจากจะป้องกันผิวไหม้หมองคล้ำแล้ว ยังป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อีก คงต้องบาลานซ์ให้ดี เพราะยังมีระบบนิเวศน์รอบตัวที่เราควรต้องให้ความใส่ใจกับพวกเขาเหล่านั้นด้วยค่ะ

นับว่ายังโชคดีที่มีส่วนผสมของครีมกันแดดอีกมากมายที่อาจส่งผลกระทบแต่ไม่มาก ต่อปะการังและระบบนิเวศน์ใต้ท้องทะเล ให้เป็นทางเลือกได้ เช่น

Non-nano zinc oxide

Non-nano titanium oxide

Avobenzone

Octisalate

Ecamsule (Mexoryl SX)

Drometrizole Trisiloxone (Mexoryl XL)

Ethylhexyl Triazone (Uvinul T150)

และปัจจุบันยังมีการศึกษาถึง natural products ที่อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยต่อระบบนิเวศน์ในท้องทะเลอีกหลายชนิด คงต้องรอติดตามข้อมูลในอนาคตต่อไป

สุดท้ายนี้

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ได้ออกประกาศ

ห้ามนำและใช้ครีมกันแดด ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ได้แก่

Oxybenzone (Benzophenone-3)

Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate)

4-Methylbenzylid Camphor (4MBC)

Butylparaben

หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

จากนี้ต่อไปเราคงต้องเลี่ยงส่วนผสมข้างต้นไปก่อน ถ้าหากจะไปเที่ยวในสถานที่ที่ใช้กฎนี้ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดเพิ่มเติม

หากชอบและเห็นว่าบทความมีประโยชน์ สามารถกดแชร์ได้ค่ะ

——————————————

References:

J Clin Pharm Ther. 2019;44:134–139.

Plast Surg Nurs. 2019 Oct/Dec;39(4):157-160.

PeerJ. 2019 Aug 12;7:e7473.

Mar. Drugs 2021;19:379.

Environ Health Perspect. 2008 Apr;116(4):441-7.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

กำแพงผิวแห้งเสีย..กู้อย่างไรดี

How to Restore Skin Barrier

Skin barrier คือ ส่วนของ Stratum corneum ชั้นนอกสุดของผิว เป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวเราไว้ ไม่ให้ผิวถูกรุกรานจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก รวมทั้งปกป้องไม่ให้ความชุ่มชื้นภายในผิวต้องสูญเสียออกไป

ถ้า Skin barrier เปรียบเสมือนการก่อกำแพงอิฐขึ้นมาแล้วฉาบปูน

กำแพงผิว
กำแพงผิว

✔️ ก้อนอิฐ —> เปรียบกับ เซลล์ผิวหนังที่ถูกเคลือบไว้ด้วยสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวสร้างได้เอง เรียกว่า NMF (Natural Moisturizing Factor) ซึ่งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวเราสามารถสร้างได้เอง ช่วยดูดน้ำและความชื้นไว้ที่ผิว ทำให้ผิวอวบอิ่มเต่งตึง
✔️ ปูนฉาบก้อนอิฐไว้ให้แข็งแรง —> เปรียบกับ น้ำมันที่เคลือบผิวอยู่ (Sebum) ซึ่งจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ดังนั้นจึงเห็นว่าเป็นข้อได้เปรียบของคนผิวมัน (Oily skin) ผิวจะระคายเคืองน้อยกว่าและเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้น้อยกว่าคนผิวแห้ง (Dry skin)
✔️ ปูนที่ยึดก้อนอิฐไว้ด้วยกัน —> เปรียบกับ ไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิว (Intercellular lipid) เช่น Ceramide, cholesterol, free fatty acids
จะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์ผิว
จะเห็นว่ากำแพงผิวที่แข็งแรงนั้นต้องสมบูรณ์ทั้ง 3 อย่างข้างต้นนี้

เมื่อกาลเวลาผ่านไป Aging skin ผิวหนังถูกทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะมาเป็นเวลานาน จะทำให้ผิวมีปริมาณ Ceramide และ Cholesterol ลดลง รวมทั้งยังสร้างใหม่ได้น้อยลงอีกด้วย ส่งผลให้โครงสร้างกำแพงผิวเปลี่ยนแปลง เสียความชุ่มชื้นง่ายมากขึ้น จึงเกิดปัญหาผิวตามมา ได้แก่
• ผิวแห้ง หยาบกร้าน
• ระคายเคืองได้ง่าย
• ริ้วรอยก่อนวัย

นอกจากอายุที่มากขึ้น (Aging Skin) ยังมีภาวะทางผิวหนังที่ทำให้ Ceramide ที่ผิวลดลงมากกว่าคนอื่น เช่น
• ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
• สะเก็ดเงิน (Psoriasis)
• ผิวแห้ง (Icthyosis)
• สิว (Acne vulgaris)
ทำให้ กลุ่มคนเหล่านี้มีการสูญเสียน้ำจากผิวได้มากกว่าคนทั่วไป

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะมีการสร้างของ cytokines หรือโปรตีนที่ใช้ในการสื่อสารระบบอิมมูนลดลง ส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิวจะอ่อนแอลง
ดังนั้น หากใครมีผิวหนังอักเสบง่าย แห้ง แดง คัน เรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกให้ต้องเริ่มบำรุงกำแพงผิวให้มากขึ้น

ผิวชั้นบนสุดที่มีค่า pH ประมาณ 4.5-5 จะมีความสมดุลแข็งแรงมากที่สุด แต่เมื่ออายุมากขึ้นค่า pH ที่ผิวจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้ความแข็งแรงของกำแพงผิวน้อยลงเรื่อย ๆ
ดังนั้น การปรับสมดุลpH ที่ผิวจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้กำแพงผิวแข็งแรงขึ้นได้

หากใครที่เกิดปัญหาผิวจากกำแพงผิวอ่อนแอ เช่น ผิวแห้ง แดง คัน อักเสบ ระคายเคืองง่าย เป็นสิว มีผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาจลองใช้ วิธีฟื้นฟูกำแพงผิวเบื้องต้น ได้ดังนี้ค่ะ

1️⃣ ทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นผิวสม่ำเสมอทุกวัน โดยเน้นส่วนผสมที่ช่วยเสริม Physiological lipids หรือ ไขมันธรรมชาติที่ผิวนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Ceramide 1, 3, 6 และ Cholesterol

ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดังกล่าว เช่น CeraVe Moisturizing Cream ก็เป็นสกินแคร์ที่มีส่วนผสมพื้นฐานที่เหมาะกับการเสริมกำแพงผิว ได้แก่

  1. Ceramide 1, 3 ,6-II ซึ่งเป็นสารสำคัญที่คล้ายไขมันแทรกผิวตามธรรมชาติในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อการเสริมความแข็งแรงของกำแพงผิว
  2. มี Cholesterol ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกำแพงผิว
  3. มี Glycerin
  4. มี Hyaluronic acid ช่วยลดการสูญเสียน้ำ, เพิ่มความชุ่มชื้นผิวร่วมด้วย

2️⃣ เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีค่า pH เป็นกรดอ่อน ๆ เพื่อให้กำแพงผิวสมดุลและแข็งแรง

3️⃣ เลี่ยงการอาบน้ำร้อน, การใช้สบู่ที่ pH เป็นด่าง

4️⃣ ใช้ Humidifier ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวในช่วงฤดูหนาวหรือต้องอยู้ในห้องแอร์ประจำ

5️⃣ หากดูแลผิวตามวิธีข้างต้นแล้วยังมีอาการผิวแห้ง อักเสบเรื้อรัง หรือไม่แน่ใจในความผิดปกติที่เป็นอยู่ แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมประเมิน


ใครอยากมีผิวที่แข็งแรง เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะก่อสร้างกำแพงผิวของตัวเองให้แข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐาน..ที่สำคัญที่สุดในการดูแลผิวค่ะ


References

Clinics in Dermatology 2019; 37: 336-345.
Yakugaku Zasshi. 2019; 139(12): 1549-1551.
J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(1): 26-32.
Am J Clin Dermatol. 2005; 6(4): 215-223.
Am J Clin Dermatol 2003; 4 (2): 107-129.
Arch Dermatol Res. 1995; 282: 214-218.


Product mentioned

⭐️ CeraVe Moisturizing Cream
✔️ เป็น Oil-free moisturizer for restore skin barrier ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้นานถึง 24 hrs
✔️ มี Ceramide 1, 3, 6-II และ Cholesterol, Glycerin ที่คล้ายไขมันแทรกผิวตามธรรมชาติ (Natural lipids) ช่วยลดการสูญเสียน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นผิว
✔️ MVE (Multivesicular Emultion) technology นวัตกรรมเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของเซราวี ด้วยกลไก “time-released” ค่อย ๆ ปล่อยสารสำคัญออกจากแคปซูลหลาย ๆ ชั้นให้แทรกซึมลงสู่แต่ละชั้นผิวได้ตลอด 24 ชั่วโมง
✔️ Hypoallergenic, non-comedogenic, เนื้อครีมไม่เหนียว เกลี้ยง่าย นุ่ม
✔️ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีแอลกอฮอล์
✔️ เหมาะสำหรับผิวแห้งถึงแห้งมาก ผิวที่อักเสบ ผิวที่ระคายเคืองง่าย หรือผู้ที่ต้องการเสริมกำแพงผิวเพื่อลดการระคายเคืองจากการใช้ยารักษาสิว

Disclaimer: Sponsored Content by CeraVe


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Basic Skincare Routine สำหรับผู้เริ่มต้นดูแลผิว

Basic Skincare Routine
หากไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี เริ่มจากตรงนี้เลยค่ะ ‼️

สูตรนี้เหมาะสำหรับ

• กลุ่มช่วงอายุ 20-30 ปี
• คนที่เริ่มหันมาใส่ใจดูแลผิวหน้า แต่ไม่รู้จะเลือกใช้อะไรดี
• คนที่ผิวหน้าไม่ค่อยมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขพิเศษ

สิ่งที่ควรเน้นในวัยนี้

• บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Moisturizer
• ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย Sunscreen
• ผลัดเซลล์ผิวด้วย Exfoliants

1. Sunscreen

ครีมกันแดดควรทาทุกเช้า หากเป็นกิจวัตรประจำวันทั่วไป แนะนำให้ใช้ที่ป้องกันได้ทั้ง UVA, UVB อย่างน้อย SPF30 หรือหากเป็น physical sunscreen ควรอย่างน้อย 5% zinc oxide

2. Moisturizer

ช่วยบำรุงผิว เพิ่มความชุ่มชื้นผิว และช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ที่ผิวเป็นไปอย่างสมดุล

ผิวมันหรือผิวผสม
แนะนำกลุ่ม Humectant
เช่น Glycerin, Hyaluronic acid, Lactic, Urea เป็นต้น

ผิวแห้ง
อาจใช้กลุ่ม Emollient
เช่น Ceramide, Cholesteral, Squalene, Plant oil
หรือใช้กลุ่ม Humectant ข้างต้น ร่วมกับ Occlusive
เช่น Dimethicone, Petroleum jelly, Mineral oil, Bee wax เป็นต้น

3. Exfoliants

ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ ผลัดเอาเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดออกไป โดยไม่ได้ทำให้ผิวหนังบางลงอย่างที่หลายคนกังวลใจ
ถ้าหากใครได้ฟังคาบที่หมอได้สอนเรื่อง Antiaging Skincare คงจำได้ว่ากระบวนการผลัดเซลล์ผิวเราจะเริ่มช้าลงตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ร่วมด้วย โดยอาจใช้เพียงแค่ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ก็เพียงพอค่ะ
กลุ่มนี้ เช่น alpha hydroxy acid เป็นต้น

4. Cleanser

การล้างหน้าให้สะอาดเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นขั้นตอนแรกของการเริ่มดูแลผิวในแต่ละวันค่ะ หากล้างไม่สะอาดก็อาจเกิดการอุดตันของรูขุมขนตามมา และทำให้ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่จะทาลงไปนั้นลดลงได้ แนะนำให้ทุกคนหาผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวตัวเองไว้เลยค่ะ

ส่วนคนที่อายุ 20-30 ปี และเป็นสิวก็ใช้ step นี้ได้ แต่เลือกกลุ่ม Moisturizer เป็นสำหรับกลุ่มสิวแทน ลองดูในโพสก่อนนี้เพิ่มเติมได้ค่ะ

สุภาพบุรุษทั้งหลายที่ไม่ชอบทาครีม ทาเท่านี้ก่อนก็ได้ค่ะ เชื่อว่าถ้าผิวเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีแล้วจะอยากดูแลผิวมากขึ้นไปอีกแน่เลย

ใครผ่าน step นี้แล้ว มารอฟังขั้นตอนต่อไปจะเพิ่มอะไรยังไงดี

เป็นอย่างไรบ้างคะ ใครชอบบทความ Basic Skincare Routine นี้บ้าง
อยากให้ต่อไปแนะนำเป็นสูตรสำหรับใครดีคะ คอมเม้นท์มาได้เลยนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

คอเหี่ยว

คุณหมอครับ..บริเวณคอและท้ายทอยของผมทำไมเหี่ยวย่นคล้ำลงคล้ายเบาะหนังเป็นแบบนี้ ???

Photo Credited: Bolognia Textbook of Dermatology

การที่ผิวหนังบริเวณหลังคอเกิดการหนาตัวและมีรอยย่นมากขึ้น จนดูคล้ายเบาะหนัง (leather-liked wrinkled skin) และมีสีอมเหลือง (yellowish discoloration) ดังภาพนี้ เราเรียกว่า Cutis Rhomboidalis Nuchae เป็นสัญญาณบ่งว่าผิวเกิดความชรามากขึ้นจากการถูกแดดเป็นประจำนั่นเอง โดยเฉพาะเพศชายที่ผมสั้น และมองข้ามการปกป้องแสงแดดให้กับผิวบริเวณนี้

หากปล่อยไว้นานๆ จะเป็นอย่างไร ?

A: รอยเหี่ยวย่นและหมองคล้ำจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และ หากมีจุดหรือรอยโรคที่เกิดตามมาอาจต้องระวังการเกิดมะเร็งผิวหนังในบริเวณนี้ได้ค่ะ

หากตอนนี้ยังไม่เป็นแบบนี้ มีวิธีการป้องกันหรือไม่ ?

A: การปกป้องแสงแดดอย่างถูกวิธีสามารถช่วยป้องกันได้ค่ะ เช่น ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ปกป้องทั้ง UVA UVB VL, ใส่หมวกปีกกว้าง กางร่มเป็นประจำหากต้องออกกลางแจ้ง หากเป็นไปได้ควรเลี่ยงแสงแดดช่วง 10.00 – 15.00 น. สวมเสื้อผ้าที่มิดชิดมีคอปก

มีวิธีการรักษาหรือไม่ ?

A: ภาวะนี้จะรักษาหากเมื่อผู้ป่วยมีความกังวลเรื่องความสวยงาม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่ช่วยให้รักษาได้ผล มีรายงานการใช้ยาทาในกลุ่มสเตอรอยด์ วิตามินเอและ calcineurin inhibitor อาจช่วยทุเลาอาการได้บ้างในบางราย

นอกจากผิวที่บริเวณต้นคอแล้ว ความเสื่อมของผิวจากการทำลายจากแสงแดดยังสามารถเกิดได้ทุกส่วนที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การปกป้องผิวให้ถูกวิธีจะช่วยชะลอความแก่ของผิวได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังในอนาคตได้ค่ะ

อ่านจบแล้วอย่าลืมส่องกระจกดูคอของตัวเองและคนที่คุณรักนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ ©HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

10 คำถามเรื่อง Thiamidol & ฝ้าและการสร้างเม็ดสีผิว ‼️

หากพูดถึงเรื่องเดอโมคอสเมติกส์ที่ช่วยเรื่องฝ้าหรือรอยดำจากสิว หลายคนคงรู้จักไทอามิดอลกันมาพอสมควร วันนี้เลยรวบรวม Q&A มา 10 ข้อที่น่าสนใจ

Q1 : เป็นฝ้ามียาทาอะไรใช้รักษาได้บ้าง❓

A : 1st line ของยาทารักษาฝ้า คือ Hydroquinone ซึ่งถือเป็น gold standard แต่ถ้าหากใช้ไม่ถูกวิธีก็อาจมีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างมากและเกิดฝ้าถาวร (Ochronosis) ได้ ปัจจุบันจึงถือว่า Hydroquinone เป็นยาที่ต้องควบคุมการสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น อาจมีบางประเทศที่กฏหมายอนุญาตให้ผสมในเครื่องสำอางได้ไม่เกิน 2%
ส่วนยาทาอื่น ๆ ที่ใช้ในการรักษาฝ้า เช่น topical retinoid, azelaic acid, topical methimazole เป็นต้น

Q2 : หากไม่อยากใช้กลุ่มยา มีกลุ่ม Dermocosmetics หรือสกินแคร์ตัวอื่นอีกไหมที่ช่วยเรื่องฝ้าได้ ❓

A : มีค่ะ อาจลองมองหาส่วนประกอบเหล่านี้
✔️ กลุ่มยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส เช่น arbutin 3%/deoxyarbutin, tranexamic acid 2-5%, licorice, kojic acid, ascorbic acid, resorcinol, thiamidol
✔️ กลุ่มยับยั้งการขนส่งเมลานินไปที่ผิวหนังชั้นบน (Melanin transfer inhibition) เช่น niacinamide 4%, soybean
✔️ กลุ่มเร่งการผลัดเซลล์เม็ดสีส่วนเกินที่ผิวชั้นบน (Increased epidermal turnover) เช่น glycolic acid, salicylic acid
นอกจากนั้นต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดร่วมด้วยเสมอเพื่อป้องกันการกลับมาเข้มขึ้นของฝ้า

Q3 : แล้ว Thiamidol ล่ะคืออะไร ❓

A : Thiamidol หรือ Isobutylamido thiazolyl resorcinol เป็นสารนวัตกรรมตัวใหม่ ที่ออกฤทธิ์ในกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว โดยไปยับยั้งที่ Tyrosinase enzyme นับว่าเป็นสารทางเลือกอันดับต้น ๆ ของคนที่กำลังมองหาสกินแคร์ที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝ้า, รอยดำสิว หรือคนที่อยากบำรุงผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้น สารนี้มีงานวิจัยรองรับตีพิมพ์ใน Journal of Investigative Dermatology 2018 ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยใน Human tyrosinase ก็ถือว่าเทียบเท่าได้กับการทดลองทาผิวมนุษย์ในชีวิตจริง

Q4 : เมื่อเทียบประสิทธิภาพของไทอามิดอล กับสกินแคร์ที่ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ตัวอื่นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ❓

A : ปัจจุบันมีสกินแคร์กลุ่ม Tyrosinase inhibitor ที่ไม่ใช่ยาอยู่หลายตัว เมื่อเทียบผลการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase ของ Thiamidol กับสารอื่น ๆ ก็พบว่าไทอามิดอล
💯 ดีกว่า Butylresorcinol 10 เท่า
💯 ดีกว่า Kojic 1,000 เท่า
💯 ดีกว่า Arbutin 10,000 เท่า
จะเห็นว่าไทอามิดอลค่อนข้างจะเป็น Potent Tyrosinase Inhibitor ที่ออกฤทธิ์ในกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวได้ค่อนข้างดี

Q5 : Thiamidol ใช้กับผิวคนไทยได้ไหม ❓

A : ได้ค่ะ มีงานวิจัยในผิวคนไทยพบว่า Thiamidol สามารถใช้ได้ผลในการรักษา ดังนี้
💯 ฝ้าที่รุนแรงน้อยถึงปานกลาง (mild to moderate melasma)
💯 กระ (freckles)
💯 กระแดด (solar lentigines)
โดยพบว่า ได้ผลดีกว่า “4% Arbutin + 2% Hydroquinone” ในเวลา 8-12 สัปดาห์

Q6 : อยากผิวขาวขึ้น Thiamidol ช่วยได้ไหม ❓

A : Thiamidol มีงานวิจัยรับรองว่า lightening index ลดลง ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงผิวขาวใสขึ้นใน 2-4 สัปดาห์ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าสีผิวของมนุษย์ถูกยีนกำหนดมาแล้ว ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม lightening และกันแดดอย่างดีก็อาจทำให้ผิวขาวขึ้นได้เพียง 1-2 ระดับเท่านั้นเมื่อเทียบกับพื้นสีผิวของแต่ละคน สามารถดูได้ที่หน้าท้อง หน้าอก ก้น หรือบริเวณที่ไม่ค่อยถูกแดดค่ะ

Q7 : ไม่อยากคล้ำหลังเที่ยวทะเล สามารถทา Thiamidol ป้องกันได้ไหม ❓

A : มีข้อมูลพบว่าสามารถช่วยป้องกัน UVB induced hyperpigmentation ได้ พูดง่าย ๆ คือ ถ้าหากทาผิวทุกวัน 1-2 สัปดาห์ก่อนไปออกแดดจัด เช่น ก่อนไปเที่ยวทะเล จะช่วยป้องกันการเกิดผิวคล้ำหลังโดนแดด ได้ดีกว่าการไม่ทา (Downregulation of tyrosinase activity in melanocyte)

Q8 : ใช้ Thiamidol นาน ๆ จะเกิดฝ้าถาวรไหม ❓

A : ที่ผ่านมายังไม่มีรายงานของผลข้างเคียงเรื่อง ฝ้าถาวร (Ochronosis) ซึ่งมักพบจากการใช้ hydroquinone แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากไทอามิดอลเป็นนวัตกรรมใหม่ คงต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป มีข้อมูลอัพเดทเรื่องการใช้ Thiamidol ทาเพื่อลดฝ้าที่ความรุนแรงมาก นานต่อเนื่อง 6 เดือน ก็พบว่าไม่มีผลข้างเคียง อีกทั้งฝ้ารุนแรงสามารถจางลงชัดเจนและหลังหยุดใช้ 3 เดือนก็ยังไม่กลับมาเข้มขึ้นเท่าเดิม

Q9 : คนท้องมีฝ้า ใช้ Thiamidol ได้ไหม ❓

A : ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงในคนท้อง และเนื่องจากไทอามิดอลจัดเป็นกลุ่มเดอโมคอสเมติก ซึ่งความปลอดภัยค่อนข้างสูงและผลข้างเคียงน้อย เพราะไม่มีการดูดซึมของสารเข้าสู่กระแสเลือด ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้พิจารณา

Q10 : Thiamidol มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ใดบ้าง ❓

A : Thiamidol (PATENTED) คิดค้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ สถาบัน Beiersdorf Germany สารนี้เป็นส่วนผสมหลักอยู่ในผลิตภัณฑ์ของยูเซอรีนหลายรุ่น ยกตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวล่าสุด คือ “Spotless Booster Serum” เป็นตัวที่อัพเกรดเทคโนโลยีต่อยอดจากรุ่นเดิม [ขวดหลอดคู่ Double Booster Serum] โดยใช้เทคนิค Micro targeted Technology เพื่อเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น มี Hyaluron โมเลกุลขนาดเล็กกว่า 40 เท่า เป็นตัวพาสาร Thiamidol ลงสู่ผิวชั้นลึกได้ดีขึ้น

Bottom Line

การใช้ยาทาภายนอก ถือเป็นการรักษาหลักของการรักษาฝ้า
เดอร์โมคอสเมติกส์เป็นอีกทางเลือก ในคนที่ไม่อยากใช้ยา ซึ่งค่อนข้างปลอดภัย ออกฤทธิ์ได้ถึงผิวชั้นลึกได้ดีกว่าคอสเมติกส์ ผลข้างเคียงน้อย แต่ผลการรักษาอาจไม่ดีเท่ายา
• ถ้าหากยังได้ผล แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังพิจารณาเพิ่มเติมการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ยารับประทาน หัตถการต่าง ๆ และเลเซอร์
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดรักษาฝ้าให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาเพื่อให้ฝ้าจางลงได้ การรักษาฝ้าให้ได้ผลดีควรต้องควบคู่ไปกับการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมน ยาบางชนิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นอีก

มีใครเคยลองใช้ไทอามิดอลแล้วบ้างไหมคะ เป็นอย่างไรบ้างชวนมาแชร์ประสบการณ์กันค่ะ ?


References

  1. Inhibition of Human Tyrosinase Requires Molecular Motifs Distinctively Different from Mushroom Tyrosinase Journal of Investigative Dermatology 2018; 138: 1601-1608.
  2. An updated review of tyrosinase inhibitors. Int J Mol Sci 2009; 26(10): 2440-75.
  3. Mechanism of depigmentation by hydroquinone. J Invest Dermatol 1974; 62: 436-49.
  4. Effective Tyrosinase Inhibition by Thiamidol Results in Significant Improvement of Mild to Moderate Melasma Journal of Investigative Dermatology 2019 doi:10.1016/j.jid.2019.02.013
  5. Thiamidol containing treatment regimens in facial hyperpigmentation: An international multi-centre approach consisting of a double-blind, controlled, split-face study and of an open-label, real-world study. International Journal of Cosmetic Science. 2020; 42: 377–387. doi: 10.1111/ics.12626
  6. Isobutylamido thiazolyl resorcinol for prevention of UVB-induced hyperpigmentation. J Cosmet Dermatol. 2020; 00: 1–6.
  7. 7. 24 weeks long-term efficacy and tolerability of a skin care regimen with Thiamidol in patients with moderate to severe facial hyperpigmentation Roongenkamo et al. EADV2020.

Product mentioned
Eucerin Spotless Brightening Booster Serum

(พัฒนาจาก Double Booster Serum รุ่นก่อน)
ส่วนประกอบหลัก :
✔️ Thiamidol เป็น The Powerful Human Tyrosinase Inhibitor
✔️ Hyarulonic acid small molecule ช่วยนำพาสาร Thiamidol ซึมลงสู่ผิวชั้นลึกได้ดีขึ้น
✔️ Licochalcone A ช่วยลดการอักเสบ ลดการหลั่ง endothelin จาก endothelial cell เสริมการทำงาน ช่วยลดเรื่องการเกิด hyperpigmentation
เทคโนโลยี Micro Targeted : เพื่อเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และจัดการฝ้า จุดด่างดำได้ดีกว่าเดิม ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น 2 สัปดาห์
เนื้อสัมผัส : บางเบา ซึมง่ายขึ้น
บรรจุภัณฑ์ : สะดวกต่อการใช้งาน หัวปั๊มกดง่ายขึ้น

Disclaimer : Sponsored Content by Eucerin

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Acne-prone Skincare, According to Dermatologist

คนเป็นสิวใช้อะไรดี..แนะนำแบบนี้ค่ะ ‼️

  1. ไอเทมที่ควรมีคู่กับการรักษาด้วยยาสิว คือ ผลิตภัณฑ์กันแดด, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเช้า-ก่อนนอน, ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า
  2. เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับ acne-prone skin ได้แก่ non-comedogenic, oil free
  3. เลือกให้เหมาะกับผิว เช่น
    ถ้าเป็นสิว+ผิวมันควรเน้นกลุ่มที่ควบคุมความมัน
    ถ้าเป็นสิว+ผิวแห้งหรือแพ้ง่าย ควรเน้นกลุ่มเสริมกำแพงผิว ลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ
  4. คนผิวมัน เน้นผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา เช่น เจล โลชั่น หรือ ครีมที่ซึมเร็ว ส่วนคนผิวแห้ง เน้นผลิตภัณฑ์เนื้อครีมจะช่วยบำรุงได้ดีกว่า
  5. คนผิวแห้ง ระคายเคืองง่าย พยายามเลี่ยงน้ำหอม แอลกอฮอล์ สารกันเสีย เพราะอาจระคายเคืองได้
  6. ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดขึ้นกับสภาพผิวแต่ละคน อย่าใช้ตามเพื่อนหรือคำโฆษณา ควรต้องเลือกที่เหมาะกับตัวเอง
  7. ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทับซ้อนกัน เพราะไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นแล้วยังอาจมีผลข้างเคียงตามมาได้
  8. ในรูปเป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นให้ทุกคนลองไปศึกษากันดูค่ะ
  9. สุดท้าย ย้ำเสมอหากเป็นสิวเรื้อรังรุนแรงไม่หายสักที แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมประเมินค่ะ

ถ้าชอบ Protocol สกินแคร์สิว Acne-prone Skncare อันนี้ สามารถกดไลค์กดแชร์ได้เลยค่า ♥️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

วิธีจัดการสิวด้วยสกินแคร์ให้เห็นผล

สกินแคร์ที่คุณใช้อยู่ มีคุณสมบัติเหมาะสมในการแก้ปัญหาสิวจากต้นตอหรือไม่

สิวเกิดจากความผิดปกติที่บริเวณรูขุมขนและต่อมไขมัน ซึ่งเป็นภาวะที่ค่อนข้างเรื้อรัง มีกลไกการเกิด คือ มีการทำงานของต่อมไขมันเพิ่มขึ้น (Hyperseborrhea) ทำให้มีการสร้างน้ำมันผิวมากขึ้น รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติของน้ำมันผิวร่วมด้วย ทำให้กระตุ้นการสร้างเคราตินมากขึ้นบริเวณผิวที่รูขุมขน เมื่อเคราตินจับตัวกับน้ำมันผิวจึงก่อให้เกิดสิวอุดตันเล็ก ๆ (Microcomedone) ที่ใต้ผิวตามมา ร่วมกับ หากมีความไม่สมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ Cutibacterium acne ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบตามมาได้
ทำให้เห็นสิวในลักษณะต่าง ๆ ในแต่ละระยะ เช่น
สิวอุดตัน (หัวปิด = สีขาว, หัวเปิด = สีดำ)
สิวอักเสบ (ตุ่มแดง, ตุ่มหนอง, สิวหัวช้าง, ก้อนซิสต์)

เชื่อว่ามีหลายปัจจัยกระตุ้นให้เกิดสิวตามมา เช่น พันธุกรรม, ฮอร์โมน, สภาวะแวะล้อม, อาหาร, ยาบางชนิด ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ที่ผิว เป็นต้น

การรักษาสิวให้ได้ผลจึงต้องรักษาตามกลไกของการเกิดสิว ได้แก่

  1. ลดการอุดตันของรูขุมขน
  2. ลดการทำงานของต่อมไขมัน
  3. ลดการอักเสบ
  4. ปรับสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ที่ผิว

ซึ่งการรักษาสิวตามแนวทางมาตรฐานยังคงเป็นการรักษาด้วยยาทา เช่น ยาทาวิตามินเอ, ยาเบนซิลเปอร์ออกไซด์, ยาทาฆ่าเชื้อสิว และหากไม่ดีขึ้นหรือเป็นสิวรุนแรงจะต้องใช้ยารับประทานร่วมด้วย เช่น ยากินกรดวิตามินเอ, ยาฆ่าเชื้อ, ยากลุ่มต้านฮอร์โมน ซึ่งเหล่านี้แพทย์จะเป็นผู้พิจารณา

ปัญหาจากการใช้ยารักษาสิวที่มักพบได้บ่อย คือ ผลข้างเคียงเรื่องผิวแห้ง แสบ ลอก ระคายเคือง ยาบางกลุ่มทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ผลคือ ทำให้กำแพงผิวเสียสมดุลและบางคนไม่สามารถทนผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาสิวต่อได้ ดังนั้น การใช้สกินแคร์จึงเข้ามามีบทบาท เพื่อเสริมความแข็งแรงของกำแพงผิว ช่วยลดผลข้างเคียงจากยา เสริมประสิทธิภาพการรักษาด้วยยาให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นทางเลือกของคนที่เป็นสิวไม่รุนแรง คนที่ทนผลข้างเคียงจากยาไม่ไหว และสามารถใช้เป็นตัวช่วยเพื่อลดโอกาสการเกิดสิวในระยะยาวได้ โดยควรเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาสิว ดังนี้

1) ผลิตภัณฑ์กันแดด

แนะนำให้ใช้ร่วมด้วยเสมอ เนื่องจากยารักษาสิวทั้งยากินและยาทา ทำให้ผิวค่อนข้างไวต่อแสงมากกว่าปกติ
แนะนำชนิด non-comedogenic, non-acnegenic, won’t clog pore

2) ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า

แนะนำให้เป็นกรดอ่อน ๆ pH ประมาณ 5-5.5 และล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง เพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน

3) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพื้นฐาน

แนะนำชนิดที่ non-comedogenic มีสารเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยบำรุงกำแพงผิวให้แข็งแรง ทั้งนี้เพื่อลดผลข้างเคียงของยาทาสิว เช่น dimethicone, glycerin
• มีคุณสมบัติช่วยลดการสร้างน้ำมันผิว เช่น niacinamide, zinc, L-carnitine, fullerene
• มีคุณสมบัติช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน เช่น retinol, glycolic acid, salicylic acid, PHA
• มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ เช่น azelaic acid, lichochalcone A, aloe vera, zinc
หากสกินแคร์กลุ่มบำรุงผิวที่มีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากจะช่วยเสริมการรักษาสิวให้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดโอกาสเกิดสิวใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย ทั้งนี้เพราะเป็นการแก้ไขอย่างตรงจุดตามกลไกการเกิดสิวค่ะ

หากใครเป็นสิวอุดตัน ผิวมัน ที่กำลังมองหาสกินแคร์สักชิ้น ลองมองหาส่วนผสมที่กล่าวไปข้างต้น เพื่อเสริมการรักษาไปกับการทายาได้ค่ะ
ยกตัวอย่างสกินแคร์ที่มีคุณสมบัติข้างต้น เช่น Proacne A.I. Matt Fluid ซึ่งประกอบด้วย Salicylic, Licochalcone A, L-carnitine and 1,2- decanediol เป็นต้น

ทั้งนี้การรักษาและการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องค่อย ๆ ลองปรับที่เหมาะกับตัวเอง และหากเป็นสิวเรื้อรังรุนแรงแนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมดูแล

References:
J Drugs Dermatol. 2016; 15(1 Suppl 1): s7-s10.
JEADV 2015; 29 (Suppl. 5): 1-7.
Nat Rev Dis Primers. 2015; 1: 15029.
Dermatol Clin 2012; 30: 99–106. Clin Cosmet Investig Dermatol. 2010; 3: 135–142.

Product mentioned
Eucerin Proacne A.I. Matt
✔️ มี Salicylic acid ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันในรูขุมขนได้ดี
✔️ มี Licochalcone A เป็น Innovation ที่ช่วยลดการอักเสบผิว ลดการเกิดรอยแดงรอยดำจากสิว และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิว
✔️ มี L-carnitine มีข้อมูลว่าการทาที่ผิวจะช่วยเพิ่ม b-oxidation ในการสลาย fatty acid และลด intracellular lipid content ในต่อมไขมัน ส่งผลให้ความมันที่ผิวเริ่มลดลงชัดเจน 2-3 สัปดาห์ และคุมความมันได้นาน 8 ชั่วโมง
✔️ Hypoallergenic Test ผ่านการทดสอบการแพ้, Non-comedogenic ไม่ทำให้เกิดการอุดตัน

Disclaimer : Content Sponsored by Eucerin

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

7 สูตรลับ..ปรับสมดุลผิวที่เป็นสิวเรื้อรัง ‼️

วันนี้มีเคล็ดลับดี ๆ สำหรับใครที่เป็นสิวบ่อย ๆ สิวเรื้อรังไม่หายสักที ลองมาอ่านกันค่ะ ..

นอกจากการรักษาสิวด้วยยาตามแนวทางมาตรฐานแล้ว การดูแลผิวอย่างถูกวิธีจึงต้องควบคู่กันไปด้วยเสมอ ทั้งนี้เพื่อคงความสมดุลผิวและลดการเกิดภาวะ Microbiome Dysbiosis ที่อาจเป็นต้นเหตุให้เกิด สิวเรื้อรังไม่หายสักที ลองนำเคล็ดลับนี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ

References:

Dermatol Ther (Heidelb) 2021; 11: 71-77.
Am J Clin Derm 2020; 21(Suppl 1): S18-S24.
Microorganisms 2020; 8: 1752. O’Neill and Gallo Microbiome 2018; 6: 177.

Collab:

HELLO SKIN by หมอผิวหนัง ✖️ SkinX พบแพทย์ผิวหนังออนไลน์ ✖️ SAVV SKIN

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Acne-friendly Moisturizer สกินแคร์สำหรับคนเป็นสิว

สิว..นอกจากการรักษาโดยการใช้ยากินและยาทาที่สั่งโดยแพทย์แล้วนั้น เดอโมคอสเมติกสำหรับผิวที่เป็นสิวก็สำคัญไม่แพ้กัน

สกินแคร์สำหรับคนเป็นสิวควรเลือกให้เหมาะ และเป็นสิ่งที่ควรมีควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาเพราะจะช่วยเสริมการรักษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

โดยปกติแล้วสกินแคร์สำหรับคนเป็นสิวแนะนำเลือกคุณสมบัติ 5 ข้อ ล้อไปตามกลไกของการเกิดสิว ดังนี้

1. ชนิดมอยซ์เจอไรเซอร์สำหรับผิวที่เป็นสิว แนะนำ water‐based, nongreasy เนื้อสัมผัสไม่เหนียว ควรใช้ทุกวันเป็นประจำและควรใช้คู่กับ ครีมกันแดดและคลีนเซอร์สำหรับสูตรสิว จะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น

ส่วนประกอบพื้นฐานที่แนะนำ ได้แก่


✔️ Dimethicone และ glycerin เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการสูญเสียน้ำจากผิว
✔️ Hyaluronic acid หรือ sodium pyrrolidone carboxylic acid เพื่อช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น

2. ผลิตภัณฑ์ควบคุมความมัน (Sebum-controlling agents)
กลุ่มนี้ถ้าหากใครหน้าไม่มัน สามารถข้ามไปได้เลย

ส่วนประกอบที่ช่วยเรื่องความมัน ได้แก่

✔️ Niacinamide
✔️ Bakuchiol
✔️ Zinc
✔️ Fullerene
✔️ L-carnitine
โดยจะเริ่มเห็นผลประมาณ 4 สัปดาห์ อาจต้องใช้เวลาและต้องมีความสม่ำเสมอใจเย็น

3. ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวลดการอุดตันของรูขุมขน (Keratolytic agents)
กลุ่มนี้จะช่วยให้ยารักษาสิวออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ผิวดูขาวใสขึ้น และ ยังช่วยลดรอยดำจากสิวได้อีก กลุ่มนี้อาจไม่ต้องทาทุกวันก็ได้ ขึ้นกับสภาพผิวและการระคายเคืองซึ่งไม่เหมือนกันในแต่ละคน และจะเริ่มเห็นผลประมาณ 4 สัปดาห์

ส่วนประกอบที่ช่วยลดการอุดตัน ได้แก่

✔️ Retinol derivatives
✔️ Alpha‐hydroxy acids เช่น glycolic acid
✔️ Beta‐hydroxy acids เช่น salicylic acid
✔️ Polyhydroxy acids เช่น lactobionic acid and gluconolactone
✔️ Linoleic acid

4. ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการอักเสบ (Anti-inflammatory agents)
กลุ่มนี้นอกจากจะช่วยเรื่องลดการอักเสบของสิวแล้ว ยังลดการเกิดรอยแดงและรอยดำที่มักเกิดตามหลังการอักเสบของสิวได้อีก

ส่วนประกอบที่ช่วยลดการอักเสบ ได้แก่

✔️ Azelaic acid
✔️ Licochalcone-A
✔️ Hazel และ Aloe vera
✔️ Zinc
✔️ Soy isoflavones
✔️ Salix alba (active extract of willow bark)
✔️ Gingo biloba extracts
✔️ Epiderma Growth Factors
✔️ Enoxolone (extract from licorice root)
✔️ Penthanol
✔️ Probiotic : Lactobacillus-fermented Chamaecyparis obtusa, Lactobacillus plantarum
อื่น ๆ ที่ช่วยได้ Bakuchiol, Nicotinamide, Decanediol

5. ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยับยั้ง C.acne
(Anti-microbial agents)

กลุ่มนี้จะช่วยลดการเกิดเชื้อดื้อยาได้ดีกว่าการใช้ยาฆ่าเชื้อแต้มสิวเดี่ยว ๆ

ส่วนประกอบที่ช่วยฆ่าเชื้อ ได้แก่

✔️ Decanediol เริ่มเห็นผลประมาณ 8 สัปดาห์
✔️ Tea tree oil 5% เทียบเท่า BPO แต่เห็นผลช้ากว่า
อื่น ๆ ที่ช่วยได้ Bakuchiol, Lactobacillus plantarum

หากใครเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ ผิวมัน ที่กำลังหาสกินแคร์สักชิ้น ลองมองหาส่วนผสมที่กล่าวไปข้างต้นเพื่อเสริมการรักษาไปกับการทายาได้ค่ะ
ทั้งนี้การรักษาและการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องค่อย ๆ ลองปรับที่เหมาะกับตัวเอง และหากเป็นสิวเรื้อรังรุนแรงแนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมดูแล


References:


JEADV 2015; 29(Suppl. 5): 1-7.
Nat Rev Dis Primers. 2015; 1: 15029.
J Clin Aesthet Dermatol. 2013; 6: 18-24.
J Cosmet Dermatol. 2012 Mar; 11(1): 30-6.
Clin Cosmet Investig Dermatol. 2010; 3: 135–142.
International journal of pharmaceutics 292.1-2 (2005): 187-194.


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.