กลเม็ดพิชิต “รอยดำสิว”

แม้ว่ารอยดำจากสิว..ไม่ได้อันตราย แต่อาจส่งผลทางด้านจิตใจเป็นอย่างมากต่อใครหลายคน ถ้าหากเราสาเหตุการเกิดรอยดำจากสิวและรักษาตรงจุด ก็จะได้ผลการรักษาที่ดีค่ะ

กลเม็ดพิชิต รอยดำสิว

สาเหตุการเกิดรอยดำที่ผิวหนังนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุขึ้นกับเป็นโรคผิวหนังอะไร บางโรคอาจเกิดจากความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี หรือ กระบวนการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ แต่หากกรณีเป็นรอยดำที่เกิดตามหลังการเป็นสิวนั้นเกิดเนื่องจากมีการอักเสบของผิวหนังเป็นหลักค่ะ

เมื่อไหร่ที่เกิดสิวอักเสบขึ้นแล้ว ..

อาจเกิดเป็น รอยสีแดง ทางการแพทย์เรียกว่า Post acne erythema ซึ่งมักพบในคนผิวขาวได้บ่อยกว่า หลังจากนั้นจะมีการกระตุ้นผ่านระบบอิมมูนที่ผิวหนัง กระตุ้นเอนไซม์ tyrosinase และกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น และเกิดรอยดำหรือน้ำตาลตามมา ทางการแพทย์เรียกว่า Post acne hyperpigmentation ซึ่งมักพบในคนผิวสีคล้ำได้บ่อยกว่า

ดังนั้น เดอร์โมคอสเมติกส์หรือยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบและยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ได้ จึงมีส่วนช่วยลดการเกิดรอยดำและรอยแดงสิวได้

รอยแดงสิว รอยดำสิว แตกต่างกัน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยดำจากสิวที่สำคัญที่สุด คือ ..

การอักเสบของผิวหนัง สิวอักเสบเล็กน้อยก็เกิดรอยดำตามมาได้ และหากยิ่งสิวอักเสบรุนแรงและอักเสบนาน ก็จะยิ่งส่งผลให้เกิดรอยดำที่รุนแรงมากกว่าและนานกว่า

ดังนั้น หากไม่อยากมีรอยดำสิว สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องรีบรักษาสิวให้ดีแต่เนิ่น ๆ

รังสียูวี เป็นอีกตัวการที่สำคัญ ..

ที่กระตุ้นให้รอยดำสิว มีความรุนแรงและเข้มขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น การป้องกันผิวจากแสงแดดให้ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น ทาผลิตภัณฑ์กันแดดสม่ำเสมอ, ใส่หมวก, กางร่ม, หลบแดด ตามความเหมาะสม

การทำให้ผิวเกิดความบาดเจ็บ ..

จะยิ่งกระตุ้นกระบวนการอักเสบผิว ทำให้รอยดำทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่รอยดำ แต่ยังอาจเกิดแผลเป็น รอยแดง หลุมสิวตามมาได้อีก ซึ่งส่งผลให้การรักษาสิวยุ่งยากและยาวนานกว่าเดิม

ดังนั้น หากเป็นสิวแล้วไม่อยากเกิดรอยดำสิว รอยแดง หลุมสิวตามมา ก็แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ค่ะ

ปัจจัยกระตุ้นรอยดำสิว

หลังจากสิวอักเสบหายแล้ว ..

แต่ละคนอาจเกิดรอยดำตามมามากน้อยไม่เท่ากัน เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อความรุนแรงของรอยดำ

ปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ได้แก่

✔️ ความรุนแรงของการอักเสบสิว

✔️ รังสียูวี

✔️ การบีบแกะสิว

และยังมีปัจจัยที่เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น

✔️ ชนิดสีผิว คนผิวสีเข้มมีโอกาสเกิดรอยดำได้มากกว่าคนผิวขาว

✔️ กรรมพันธุ์หรือประวัติครอบครัว

เป็นต้น

เมื่อเกิดรอยดำจากสิวแล้ว รอยดำจะค่อยจางลงไปได้เอง ..

ตามกระบวนการผลัดเซลล์ผิว โดยใช้ประมาณเวลา 6 เดือน – 5 ปี แล้วแต่บุคคล

ดังนั้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การรักษาสิวแต่เนิ่น ๆ อย่างถูกวิธี ไม่ควรลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง แนะนำปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ร่วมกับการเลือกใช้เดอโมคอสเมติกส์ที่มีส่วนเสริมการรักษาสิวอย่างเหมาะสม

เดอโมคอสเมติกส์ที่เหมาะสมสำหรับคนเป็นสิว ..

แนะนำ Water‐based, nongreasy เนื้อสัมผัสไม่เหนียว, non comedogenic (เคยเขียนบทความไปแล้วลองไปทบทวนได้)

สรุปอีกครั้งสั้น ๆ คุณสมบัติของ Moisturizer สำหรับคนเป็นสิว ที่ควรมี 4 อย่าง ได้แก่

✔️ ช่วยลดการอักเสบ (Anti-inflammatory agents) เช่น Licochalcone-A, azelaic acid, hazel, aloe vera, zinc, soy isoflavones

✔️ ช่วยผลัดเซลล์ผิวลดการอุดตันของรูขุมขน (Keratolytic agents) เช่น hydroxy acid, linoleic acid

✔️ ช่วยควบคุมการสร้างน้ำมันผิว (Sebum controlling) เช่น L-carnitine, niacinamide, zinc, fullerene

✔️ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียก่อสิวโดยไม่ทำให้ผิวเสียสมดุล (Anti microbial agents) เช่น Decanediol, tea tree oils

เมื่อเกิดรอยดำสิวขึ้นแล้ว แนะนำให้ปรับการรักษาด้วยกลุ่มยาทาก่อน ซึ่งที่มีข้อมูลช่วยเรื่องรอยดำสิวได้ คือ

✔️ กลุ่มยาทา (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน) เช่น hydroquinone, retinoids, azelaic acid, dapsone gel เป็นต้น

✔️ กลุ่มสกินแคร์ เช่น thiamidol, kojic acid, ascorbic acid, arbutin, niacinamide, licorice extract, aloesin, ferulic acid เป็นต้น

สกินแคร์รักษารอยสิว

และหากไม่ดีขึ้น แนะนำปรึกษาแพทย์พิจารณาปรับการรักษาเสริม เช่น

✔️ Chemical peeling

✔️ Laser/light therapy เช่น blue light PDT, Nd:YAG laser

เป็นต้น

โดยสรุป ‼️

ถ้าไม่อยากมีรอยดำสิว ควรรีบรักษาสิวอย่างถูกวิธี

ถ้ามีรอยดำจากสิวแล้วอาจต้องใช้เวลา ซึ่งนานแค่ไหนแล้วแต่ผิวและปัจจัยของแต่ละคน

หากใครที่กังวลหรือเร่งด่วน เช่น ต้องออกงานที่มีความจำเป็นต้องใช้ผิวหน้า ก็แนะนำพบแพทย์ปรับยารักษาช่วยได้ ร่วมกับ การเลือกใช้เดอโมคอสเมติกส์ที่เหมาะสมสำหรับคนเป็นสิวและรอยดำ เช่น Pro Acne Solution Anti-Acne Mark Triple Effect Serum (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง) ก็เป็นทางเลือกที่เสริมให้การรักษามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นได้ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดี

——————————————

References:

Dermatol Reports. 2021 Oct 6;13(3):8223.

G Ital Dermatol Venereol. 2020 Jun;155(3):280-285.

J Dermatolog Treat. 2019 Sep;30(6):578-581.

J Dermatol. 2016 Jul;43(7):826-8.

JEADV 2015; 29(Suppl. 5): 1-7.

Nat Rev Dis Primers. 2015; 1: 15029.

J Clin Aesthet Dermatol. 2013; 6: 18-24.

J Cosmet Dermatol. 2012 Mar; 11(1): 30-6.

Clin Cosmet Investig Dermatol. 2010; 3: 135–142.

International journal of pharmaceutics 292.1-2 (2005): 187-194.

——————————————

[ Disclaimer] สนับสนุนความรู้โดย

Eucerin Pro Acne Solution Anti-Acne Mark Triple Effect Serum

นวัตกรรมเซรั่มลดรอยสิว เหมาะสำหรับผิวที่เป็นสิว ช่วยลดการเกิดรอยดำจากสิว สีผิวดูสม่ำเสมอ

ส่วนผสมออกฤทธิ์ยับยั้งครบทั้ง 4 กระบวนการก่อสิว ร่วมกับ ไทอามิดอลที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิว

ส่วนประกอบหลัก :

✔️ Thiamidol สิทธิบัตรเอกสิทธิ์เฉพาะยูเซอริน เป็น The powerful Human Tyrosinase Inhibitor ช่วยลดการเกิดรอยดำสิวได้ดี

✔️ Licochalcone A เป็นสารสกัดจากรากของพืชชะเอมจีน เป็น antioxidant ที่มีคุณสมบัติในการปลอบประโลมผิว ช่วยลดการอักเสบ ลดการหลั่ง endothelin จาก endothelial cell จึงช่วยลดเรื่องการเกิดรอยดำสิวที่ตามมาได้

✔️ Salicylic acid ลดการอุดตันของรูขุมขน และช่วยลดการกลับเป็นซ้ำของสิวในระยะยาว

✔️ Decanediol ลดการสะสมของแบคทีเรีย C.acne ที่ก่อให้เกิดสิว จึงช่วยลดปัจจัยของการเกิดสิวเรื้อรัง

✔️ Sebum Regulation เทคโนโลยีควบคุมความมัน ด้วย Active L-Carnitine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการควบคุมการสร้างน้ำมันผิว จึงช่วยคุมความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง และเร่งการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน โดยสามารถรักษาความชุ่มชื้นผิวไว้ได้อย่างสมดุล

เนื้อเซรั่มเป็นแบบไฮโดรเจล ซึมไว ไม่เหนอะ

ผ่านการทดสอบ non-comedogenic & non-acnegenic tested

ข้อมูลการทดลองจากทางยูเซอรีน พบว่า รอยดำ รอยแดง และความมันผิว เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 สีผิวแลดูสม่ำเสมอขึ้น และดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

*การตอบสนองต่อการรักษาและผลิตภัณฑ์ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

Eucerin Pro acne Anti-acne Mark เซรั่มลดรอยสิว

——————————————

อ่านบทความย้อนหลัง Website HELLOSKINDERM (คลิก)

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

กฏเหล็กของการใช้ยาทาแต้มสิว ‼️

[ Acne Spot Treatment, according to dermatologist ]

1. ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะคะ

การรักษาสิวมีแนวทางที่ชัดเจน การใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์แต้มสิวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา

สิวที่ไม่รุนแรงอาจดีขึ้นได้ด้วยการใช้ยาแต้มสิวเฉพาะจุด แต่หากสิวที่มีความรุนแรงก็อาจจะไม่สามารถหายได้เพียงแค่การแต้มยาเท่านั้น แบบนี้ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธี

โพสนี้พูดถึงเฉพาะยาหรือผลิตภัณฑ์แต้มสิวสำหรับ สิวอักเสบเฉพาะจุด และ แผลจากการแกะสิว เฉพาะที่ไม่รุนแรงเท่านั้น ไม่ได้เน้นยาสำหรับทาทั่วหน้า หรือ สำหรับสิวอุดตัน

หากสิวอักเสบรุนแรง หลายเม็ด เม็ดใหญ่เกิน 5 มิลลิเมตร อาจไม่ค่อยได้ผลจากการแต้มเฉพาะจุดอย่างเดียว แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทาง

ยาหรือผลิตภัณฑ์บางตัวอาจใช้ได้ทั้งในสิวอักเสบและสิวอุดตัน และยาแต้มเฉพาะจุดบางตัวอาจทำในรูปแบบทาทั่วหน้าด้วยก็ได้

2. ยาที่สามารถลดการอักเสบและสามารถใช้แต้มสิวอักเสบเฉพาะจุด

ซึ่งบางทีสามารถรักษาใช้เป็นยาทาทั่วหน้าได้ กลุ่มนี้แนะนำปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้เอง

Topical Clindamycin, Erythromycin, Metronidazole กลุ่มนี้ไม่แนะนำใช้เดี่ยว ๆ เพราะอาจดื้อยา

Azelaic acid 10% อาจมีการระคายเคืองในช่วงแรก แต่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ช่วยลดการอักเสบและสิวอุดตัน

• Benzoyl Peroxide 2.5% ระวังการระคายเคืองและ อาจทำให้สีเสื้อผ้าปลอกหมอนผ้าปูที่นอนด่าง

ยาแต้มสิวอักเสบ

3. สกินแคร์แต้มสิวอักเสบ

ค่อนข้างปลอดภัย สามารถหาได้ตามร้านยาทั่วไป ส่วนผสมที่สามารถลดการอักเสบและสามารถใช้แต้มเฉพาะจุด ได้แก่

Salicylic 1-2%

Niacinamide 4%

Glycolic 3-5%

Tea tree 5%

Zinc PCA

Sulfur-based

Vitamin E

Bisabolol เป็นต้น

สกินแคร์แต้มสิว แผลสิว

4. สารสกัดธรรมชาติ Botanical extracts

ที่มีข้อมูลช่วยเรื่องการอักเสบและรอยแผลสิวได้ดี เช่น

Sunflower seed oil ซึ่งมีส่วนผสมของ Omega 6, vitamin A, D, E ช่วยลดการอักเสบและช่วนในกระบวนการซ่อมแซมแผล

Olive oil น้ำมันบริสุทธิ์จากมะกอก มีส่วนผสมของกรดไขมันไม่อิ่มตัวและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และยังมี polyphenolic compound ซึ่งช่วยลดการอักเสบได้ดี

Allium cepa bulb extract ลดการอักเสบและรอยแดง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย

Aloe vera barbadensis leaf extract ซึ่งมีส่วนผสมของ salicylates, polysaccharides, magnesium lactate and C-glucosyl chromone ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและไฟโบรบลาสในการเร่งซ่อมแซมบาดแผล และมีฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นทำให้เกิดสภาวะที่สมดุลต่อการซ่อมแซมแผลได้ดียิ่งขึ้น

Centella asiatica extract ช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงบาดแผล บาดแผลหดตัวดี มีฤทธิ์ต้านการอักเสบช่วยลดอาการบวมแดงได้ดี ผลคือช่วยให้หายเร็วขึ้น

5. เทคนิคการรักษาสิวอักเสบเฉพาะจุด

• ทำความสะอาดผิวหน้าให้ดี ล้างหน้า 2 ครั้งเช้าเย็น และเพิ่มเติมหากเหงื่อออกหรือหลังออกกำลังกาย

• ใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะสม ไม่มีแอลกอฮอล์ ลูบเบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว ไม่ขัดหรือสครับผิว เพราะระคายเคืองได้

• ซับเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ไม่ถูกไปมารุนแรง

• สระผมให้สะอาดสม่ำเสมอ เพราะอาจเป็นบ่อเกิดของการเกิดสิวได้

• แต้มยาสิวเฉพาะจุด อาจใช้ปลายนิ้วก้อย หรือใช้ cotton bud แต้มเบา ๆ

• หากมีอาการเจ็บ อาจใช้วิธีประคบเย็น

• แผ่นแปะสิว สามารถใช้ได้ ไว้มาแนะนำคราวหน้า

• ไม่แนะนำให้ใช้กลุ่มยาฆ่าเชื้อเดี่ยว ๆ เพราะอาจเกิดเชื้อดื้อยาได้ แนะนำให้ใช้คู่กับ topical retinoid หรือ benzoyl peroxide หรืออาจใช้สูตรผสมแทน

6. ปัจจุบันมียาแต้มสิวอักเสบ และ แต้มรอยสิว มากมายในท้องตลาดให้เลือกใช้

แนะนำให้เลือกส่วนผสมที่ช่วยได้ตามข้างต้น หรือหากใครที่มองหาผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่ได้มาตรฐาน สำหรับแต้มสิวในราคาย่อมเยาว์ ก็มีทางเลือก เช่น

Acne-Aid Spot Gel Anti-acne เจลแต้มสิวอักเสบ

Acne-Aid Gel Scar Care เจลแต้มแผลจากการแกะสิว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองต่อยาและส่วนผสมแต่ละชนิดในแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน แนะนำให้ลองเลือกและปรับตามสภาพผิวของตัวเอง หากลองตัวใดแล้วไม่เห็นผล อาจลองปรับเป็นกลุ่มอื่นลองดูค่ะ

หากไม่แน่ใจว่าเป็นสิวหรือไม่ หรือเป็นสิวรุนแรงเรื้อรัง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดค่ะ

หวังว่าบทความรวบรวมคำแนะนำผลิตภัณฑ์แต้มสิว และ ยาแต้มสิว นี้จะมีประโยชน์ต่อทุกคนนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี .. หมอเจี๊ยบ

——————————————

References:

American Academy of Dermatology (AAD)

Environmental Toxicology and Pharmacology 2015; 39, 384-391.

Phytother. Res. 2014; 28, 1117–1124.

Molecules; 13(6), 1219-1229.

J Ethnopharmacol; 115(3), 361-380.

——————————————

[Branded content] สนับสนุนความรู้โดย Acne aid

🔴 เจลแต้มสิว Acne-Aid Spot Gel Anti-Acne

สูตรเฉพาะจากแบรนด์ Acne-aid ช่วยลดรอยแดงสิว ลดการอักเสบ ช่วยให้สิวอักเสบหายไวขึ้น

เหมาะกับผู้มีสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวบริเวณลำตัวและใบหน้า หรือบริเวณที่มักมีสิวอักเสบขึ้นบ่อย

สารสกัดสูตรเฉพาะของแบรนด์ Acnecare-Bio ซึ่งเกิดจากนวัตกรรม Biotechnology จากสาหร่ายสีน้ำตาลและแบคทีเรียที่มีคุณประโยชน์จากทะเลลึก ทำงานแบบ Triple Action ให้คุณสมบัติช่วยลดปัญหาสิว ผ่าน 3 กลไก คือ

▫️ลดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย C.Acnes และ S.Aureus ซึ่งทั้งคู่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวและการอักเสบเป็นหนอง

▫️ช่วยลดกระบวนการอักเสบและปลอบประโลมผิว ช่วยลดรอยแดง

▫️ช่วยซ่อมแซมและเสริมขบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ สีผิวดูสม่ำเสมอ

• ทำงานร่วมกับ Salicylic acid ช่วยลดการอุดตันของสิว ช่วยควบคุมความมันและการผลัดเซลล์ผิว

• และ Zinc PCA ลดความมันส่วนเกินที่ผิว ช่วยในการสมานแผล

• ผสานกับสารสกัดจากธรรมชาติ Tea Tree Oil ช่วยฆ่าเชื้อและลดการอักเสบ

ปราศจากแอกอฮอลล์ น้ำหอม และสารแต่งสี ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง

วิธีใช้ ทาง่าย ใช้แต้มหรือทาบริเวณที่เป็นสิว วันละ 2-3 ครั้ง แบบไม่ต้องล้างออก ช่วยสิวยุบไวขึ้น และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้

🟣 เจลลดรอยสิว Acne-Aid Gel Scar Care

สูตรพิเศษจาก Acne-aid สการ์แคร์เจล ตัวนี้ช่วยในกระบวนการซ่อมและสร้างเซลล์ผิวใหม่ สิวอักเสบหายเร็วขึ้น จึงช่วยลดการเกิดหลุมสิว ลดรอยแดง รอยดำ สีผิวสม่ำเสมอ แลดูสุขภาพผิวดี

เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีรอยสิวหรือรอยแผลเป็นต่างๆ

ส่วนผสมของสารสกัดสำคัญ 6 ชนิด

• น้ำมันบริสุทธิ์จากดอกทานตะวัน (Sunflower Seed Oil) อุดมไปด้วยโอเมก้า 6, วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี ซ่อมแซมรอยแผลเป็น

• น้ำมันบริสุทธิ์จากมะกอก (Olive Oil) มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่

• Vitamin E ช่วยสมานแผล ให้ความชุ่มชื้น

• Aloe vera อุดมด้วยกรดอะมิโน ช่วยปลอบประโลมผิว

• Tea Tree Oil ช่วยลดการอักเสบ

• วิตามินซี (Ascorbyl Tetraisopalmitate) ออกฤทธิ์ยับยั้งในกระบวนการสร้างเม็ดสี ช่วยเรื่องจุดด่างดำ รอยดำสิว

ปราศจากแอกอฮอลล์น้ำหอม และสารแต่งสี ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง

วิธีใช้ ทาบนผิวแล้วนวดเบาๆ วันละ 2-3 ครั้ง เนื้อเจลเข้มข้น ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยให้รอยสิวดีขึ้นเร็ว

Acne-aid Spot Gel anti-acne และ Gel scar care

——————————————

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

อากาศเปลี่ยนทำไม “รังแค” มาจัง ⁉️

หลายคนพออากาศเย็นก็มีรังแคเห่อคันมากขึ้น เรามาทำความเข้าใจเรื่อง รังแคที่หนังศีรษะ ในโพสนี้ค่ะ

ความจริงแล้วรังแคเป็นภาวะที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาให้ภาวะกำเริบหายเร็วขึ้น ส่วนมากใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ต่อการรักษาในแต่ละครั้งของการกำเริบ ร่วมกับการกำจัดปัจจัยกระตุ้นร่วมด้วยไปพร้อมกัน

1. รังแคที่หนังศีรษะ เป็นอาการแสดงอย่างหนึ่งของโรคเซบเดิร์ม

บางคนอาจมีผื่นขุยอักเสบในบริเวณอื่นร่วมด้วย โดยมักจะเป็นที่บริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น หัวคิ้ว ไรผม ร่องจมูก เครา หลัง หน้าอก

2. รังแคไม่ได้เกิดจากความสกปรก

แต่มีสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดมีต่อมไขมันอักเสบขึ้น ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่

ต่อมไขมันใต้หนังศีรษะผลิตน้ำมันมากเกินไป จึงเห็นได้ว่า รังแคและผื่นเซบเดิร์มมักเกิดผื่นบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น ร่องแก้ม หัวคิ้ว หนังศีรษะ อก หลัง เป็นต้น

ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ที่หนังศีรษะ (Scalp microbiome) ทำให้เกิดการก่อโรค ได้แก่ ยีสต์ Malassezia sp. ซึ่งชอบไขมัน หรือ แบคทีเรีย Staphylococcus, Propionibacterium ที่มากขึ้น

• สภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศเย็น ฤดูหนาว ความชื้นต่ำ ผิวแห้ง จะทำให้รังแคเห่อมากขึ้น

ความเครียด นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายขาดสมดุล จึงทำให้มีรังแคกำเริบได้

• การดื่มแอลกอฮอล์มากไป

• การเสียดสี แกะเกา เป็นการกระตุ้นอีกทางที่ทำให้ผื่นรังแคเห่อมากขึ้น

ปัจจัยทางกรรมพันธุ์

3. ภาวะขาดวิตามินบางอย่างก็สามารถทำให้เกิดรังแคหรือผื่นเซบเดิร์มได้

เช่น วิตามิน B2, B6, Zinc ดังนั้น การทานวิตามินเหล่านี้เสริม สามารถทำได้ในกรณีที่มีการขาดวิตามินร่วมด้วย

4. แชมพูขจัดรังแคตามท้องตลาด

หากมองหาแชมพูตามท้องตลาดที่สามารถขจัดรังแคและควบคุมความมันที่หนังศีรษะได้ ควรเลือกส่วนผสมที่มีสารออกฤทธิ์หลัก เช่น

• Zinc pyrithione 0.5-1% shampoo

• Salicylic acid shampoo

• Sulfur shampoo

5. หากสระผมด้วยแชมพูขจัดรังแคทั่วไปตามข้อ 4 นานประมาณ 2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

แนะนำให้ลองปรับเป็นกลุ่มแชมพูยา เพราะกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ได้ดีกว่า ตัวที่มีข้อมูลว่าช่วยเรื่องรังแค และหาได้ไม่ยากตามร้านขายยาทั่วไป เช่น แชมพูยา Selenium sulfide

• ควรเลือกใช้ที่แชมพูยา Selenium sulfide ที่มีความเข้มข้น 2.5%

• กลไกออกฤทธิ์ที่เชื่อว่าช่วยเรื่องรังแค คือ ตัวยาสามารถยับยั้งเชื้อ Malassezia แบบ fungicidal, ทำให้มีการหลุดลอกของเชื้อออกจากเซลล์ผิว และยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้

• ช่วยลดอาการคันหนังศีรษะร่วมด้วย

6. นอกจากแชมพูที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องสระผมให้ถูกวิธี

แชมพูเหล่านี้ต้องการเวลาในการออกฤทธิ์ ดังนั้น เขย่าขวดก่อน ผสมน้ำชโลมแชมพูที่โคนผมและหนังศีรษะ นวดเบา ๆ ให้เกิดฟอง ทิ้งไว้ 3-5 นาทีเพื่อให้เวลาในการออกฤทธิ์ลดการอักเสบของต่อมไขมันที่หนังศีรษะ แล้วจึงล้างออก แต่ไม่แนะนำให้ใช้แชมพูชโลมที่หนังศีรษะโดยไม่ผสมน้ำเพราะอาจก่อการระคายเคืองได้ และแนะนำใช้ครีมนวดผมเพื่อเพิ่มความนุ่มของเส้นผม

7. ขั้นตอนสระผมสำคัญมาก

เพราะหลายคนใช้แชมพูที่ดีอยู่แล้ว แต่สระผมไม่ถูกวิธี ไม่สระที่โคนผม ไม่ปล่อยทิ้งไว้ 3-5 นาที ก่อนล้างออก ก็อาจจะไม่ทำให้รังแคดีขึ้นได้

8. คนที่มีรังแคควรสระผมด้วยแชมพูเหล่านี้ด้วยความถี่สม่ำเสมอ

อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หากหนังศีรษะมันมากสามารถสระได้ทุกวัน เพราะหนังศีรษะแต่ละคนไม่เหมือนกัน และหากรังแคดีขึ้นแล้ว ก็แนะนำให้ใช้แชมพูต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อป้องกันการเห่อกลับมาของรังแคในอนาคต

9. จุดนี้หากยังไม่ดีขึ้น แนะนำควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

เพื่อประเมินว่าคุณเป็นรังแคจริงหรือไม่ หรือมีโรคหนังศีรษะอย่างอื่นที่ต้องทำการปรับเปลี่ยนการรักษาหรือเปล่า เพราะบางโรคก็อาจมีอาการคล้ายรังแคได้ เช่น โรคสะเก็ดเงิน ภาวะหนังศีรษะอักเสบอื่น ๆ เป็นต้น เพื่อแพทย์อาจพิจารณาปรับการรักษาอื่นเพิ่มเติม

10. กรณี Tar shampoo มีข้อที่ต้องระวัง

❌ แชมพูมีสีน้ำตาล อาจทำให้ติดเส้นผม สีผมเปลี่ยนได้ จึงควรระวังในกรณีที่ผมสีบลอนด์ เทา หรือ ขาว

❌ ทำให้หนังศีรษะไวต่อแสง ควรใส่ปกป้องหนังศีรษะจากแสงแดดหากต้องออกกลางแจ้ง เช่น ใส่หมวก

Bottom Line

โดยสรุป เป็นรังแคไม่ดีขึ้นสักที ให้ลองสำรวจตัวเองดังนี้ค่ะ

ยังมีปัจจัยกระตุ้นให้รังแคเห่ออยู่หรือไม่

• แชมพูที่ใช้ .. เหมาะสมหรือไม่

ลองปรับแชมพู หากใช้แชมพูขจัดรังแคทั่วไปแล้วไม่ได้ผล อาจลองเปลี่ยนไปใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารตัวอื่น หรือกลุ่มแชมพูยา เช่น selenium sulfide ก็ทำให้ได้ผลดีขึ้นได้ 

• วิธีการสระผม .. ถูกต้องหรือยัง

• เป็นโรคของหนังศีรษะอื่น ๆ .. หรือไม่

หากไม่แน่ใจว่าเป็นรังแคจริงหรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนัง เพื่อช่วยตรวจวินิจฉัย เนื่องจากอาการ ขุยที่หนังศีรษะนั้นอาจเป็นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งต้องใช้การซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติมค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่ประสบปัญหารังแคกวนใจอยู่นะคะ 

ถ้าชอบและเห็นว่าโพสนี้มีประโยชน์ ช่วยกันกดแชร์เยอะ ๆ นะคะ 

ด้วยความปรารถนาดี

หมอเจี๊ยบ

——————————————

References:

Experimental Dermatology. 2021;30:1546–1553.

Eur J Dermatol. 2017 Jun 1;27(S1):4-7.

Front Cell Infect Microbiol. 2016 Nov 17;6:157.

Selenium Sulfide Monograph for Professionals – Drugs.com

J Clin Investig Dermatol. 2015 December ; 3(2): .

Fitzpatrick 8th edition and Bolognia 4th edition, Textbook of dermatology

——————————————

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ฉบับเข้าใจง่าย

อากาศเริ่มหนาวเย็นลง ทำให้หลายคนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังเกิดอาการผิวแห้งผื่นคันกำเริบมากขึ้น บางคนก็กำเริบ คันมาก เกาจนเป็นแผล เกาจนนอนไม่ได้เลยก็มี โพสนี้หมอสรุปข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมาให้อ่านกันแบบเข้าใจง่าย ๆ ค่ะ

1. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ Atopic dermatitis

มักเกิดผื่นคันและผิวแห้ง เรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ อาจพบร่วมกับภาวะภูมิแพ้โพรงจมูก หรือ หอบหืดได้ในบางคน รวมทั้งพบกลุ่มโรคนี้ในพ่อแม่พี่น้องร่วมด้วยก็เป็นได้

2. ภาวะนี้เกิดจากหลายกลไก เช่น

✔️ Skin barrier defect พูดง่าย ๆ คือ การสร้างเซลล์ผิวบกพร่อง โดยเฉพาะการขาดไขมันระหว่างเซลล์ที่ชื่อว่า “เซราไมด์” , การบกพร่องของตัวยึดเกาะเซลล์

✔️ พันธุกรรม บางรายมี filaggrin gene mutation ร่วมด้วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น อาจเกิดหอบหืด แพ้อาหาร ได้บ่อยกว่าคนที่ยีนนี้ปกติ

✔️ Skin microbiome เสียสมดุลย์

✔️ ภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังผิดปกติ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนเป็นโรคนี้มีผื่นคันกำเริบอยู่บ่อย ๆ และติดเชื้อที่ผิวได้ง่ายขึ้น

3. อาการผื่นคันผิวแห้ง

อาจพบได้ตั้งแต่วัยเด็กตั้งแต่ขวบปีแรกได้ถึง 60% แต่บางคนเริ่มเกิดผื่นตอนวัยผู้ใหญ่โดยไม่เคยมีผื่นในวัยเด็กก็เป็นได้

ในเด็กๆ มักมีผื่นที่หน้า ศอก เข่า แขนขา หรือแก้มอักเสบแดงได้บ่อย ส่วนผู้ใหญ่มักมีผื่นที่ข้อพับหรือที่มือได้มากกว่า

ส่วนมากผื่นมักไม่รุนแรง แต่บางรายเป็นผื่นเรื้อรัง คันรุนแรง เกาจนเป็นแผล อาจติดเชื้อตามมา ผิวหนาคล้ำขึ้น และบางคนอาการหนักจนอาจมีภาวะซึมเศร้าตามมาได้เลย

4. การวินิจฉัยโรคนี้จะมีหลายเกณฑ์การวินิจฉัย หากใครที่กำลังมีลักษณะเบื้องต้นดังต่อไปนี้

✔️ ผื่นคันเป็น ๆ หาย ๆ

✔️ ผื่นลักษณะเข้าได้กับโรคนี้ (แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย)

✔️ เป็นภูมิแพ้จมูกหรือหอบหืด หรือ มีคนในครอบครัวเป็น

และไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นโรคนี้หรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อช่วยประเมินค่ะ

5. การทำ Skin test

ในกรณีที่สงสัยว่าแพ้อะไร จะทำเพื่อเป็นการยืนยันเมื่อมีสิ่งกระตุ้นที่สงสัยแล้วเท่านั้น ยังไม่มีคำแนะนำให้ต้องทำเพื่อ screening ในทุกราย ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ คือ บางคนต้องการขอทำ skin test หาว่าตัวเองแพ้อะไรโดยไม่สามารถระบุสิ่งกระตุ้นให้ผื่นเห่อได้ แบบนั้นยังไม่มีข้อมูล จึงยังไม่แนะนำให้ทำ

6. คนเป็นโรคนี้มักถูกกระตุ้นได้จากสิ่งเหล่านี้ได้บ่อย

ได้แก่ ขนสัตว์ เหงื่อ ความเครียด สูบบุหรี่ มลภาวะทางอากาศ ไรฝุ่น ซึ่งแนะนำว่าหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงค่ะ

ส่วนเรื่องอาหาร บางคนอาจแพ้พวกนม ไข่ แป้งสาลี ถั่ว ก็ควรงดถ้าทานแล้วมีอาการกำเริบ แต่หากไม่ได้มีอาการแพ้หรือผื่นเห่อหลังทานอาหารเหล่านี้ ก็แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องงดทาน โดยเฉพาะเด็กเล็กหากงดอาหารบางอย่างโดยไม่จำเป็น อาจทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดได้

7. การปฏิบัติตัวพื้นฐานเมื่อเป็นโรคนี้

✔️ ดูแลผิวหนังโดยการทาสารให้ความชุ่มชื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น และ อาจเติมระหว่างวันได้ในกรณีที่ผิวแห้งมาก

✔️ ทาครีมหลังอาบน้ำทันที 3-5 นาที

✔️ เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน

✔️ อาบน้ำ 1-2 ครั้ง/วัน และไม่ควรอาบน้ำร้อนเกินไป โดยอุณหภูมิที่แนะนำ คือ 27-30 องศาเซลเซียส

❌ ไม่ควรอาบน้ำนานเกิน 5-10 นาที

❌ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของธัญพืช ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง เพราะอาจเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้

❌ ไม่ใส่เสื้อผ้าที่แน่นคับจนเกินไป เลี่ยงผ้าขนสัตว์ เพราะระคายเคืองผิวได้ แนะนำเลือกผ้าที่ไม่ระคายเคืองผิว เช่น คอตตอน เป็นต้น

8. การเลือกสกินแคร์สำหรับคนเป็นโรคนี้

หากเป็นไปได้ ควรเลือกดังนี้

✔️ ช่วยเติมเซราไมค์ที่หายไป เช่น Ceramide 1, 3, 5, 6 และสารอื่น เช่น arginine, phytosphingosine, pyrrolidone carboxylic acid (PCA)

✔️ มีสารช่วยลดการอักเสบ ช่วยลดอาการคันได้

✔️ มีสารต้านอนุมูลอิสระ

✔️ มีสารที่ช่วยปรับสมดุลของ Skin microbiome ได้

หากมีคุณสมบัติข้างต้นก็จะเป็นทางเลือกที่ดีเพราะแก้ปัญหาได้ตรงจุด

และหากคนที่ผิวแห้งมากก็แนะนำเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งส่วนผสมของ occlusive, humectant และ emollient ร่วมด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น

ยกตัวอย่าง FYNE Ectoin Reviving Intense Moisturising Cream ก็มีคุณสมบัติดังกล่าวครบ (แนบรายละเอียดเพิ่มเติมไว้ท้ายบทความ)

9. การรักษาเมื่อมีผื่นผิวหนังอักเสบกำเริบ ได้แก่

✔️ ยาทาต้านการอักเสบ เช่น ยาทากลุ่มสเตอรอยด์ หรือ Topical calcineurin inhibitors

✔️ หากมีอาการคันสามารถทานยาแก้คันได้

หากรักษาแล้ว 7-10 วันยังไม่ดีขึ้น แนะนำพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

✔️ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจพิจารณาการรักษาอื่น เช่น ยาทา Crisaboral, การฉายแสง, การให้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือ ยากลุ่มชีวภาพ เช่น dupilumab เป็นต้น

10. เมื่อผื่นสงบแล้ว

ก็ต้องทามอยซ์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยลดการกำเริบของผื่น และช่วยลดการใช้ยาทาสเตอรอยด์ตอนผื่นเห่อลงได้อีกด้วย

สุดท้ายนี้หมออยากบอกว่า..

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้ความเข้าใจในตัวโรคว่าเป็นภาวะที่มีความบกพร่องของผิว จึงต้องให้ความใส่ใจกับการดูผิว ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ อาบน้ำให้ถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหาตรงจุด และเป็นการป้องกันการกำเริบของผื่นในอนาคตได้เป็นอย่างดี

หากใครที่กำลังมีผื่นแห้งแดงคันอยู่เรื้อรังและไม่แน่ใจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังช่วยประเมินนะคะ

ถ้าชอบและเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ สามารถกดเลิฟกดแชร์ได้เลยค่ะ

ด้วยความปรารถนาดี .. หมอเจี๊ยบ

——————————————

References:

J Dermatol 2021;48:130-9.

Allergy. 2021 Apr;76(4):1053-1076.

J Allergy Immunol Pract 2020;8:91-101.

Nat Rev Microbiol 2018;16(3):143-55.

J Clin Dermatol 2010;1:33-46.

Allergy 2000;56:1034-41.

Lancet 2006;386:733-43.

——————————————

Disclaimer:

[สนับสนุนความรู้โดย FYNE]

🌟 FYNE Ectoin Reviving Intense Moisturising Cream (ครีมบาล์ม ปราบผิวแห้ง)

เหมาะสำหรับผิวแห้งถึงแห้งมาก หรือผู้ที่มีปัญหาผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบเป็นประจำ

ส่วนผสมหลัก

Ectoin 2% เพิ่มความชุ่มชื้น และ ปรับสมดุลของ skin microbiome มีข้อมูลการศึกษาว่าการทาอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยลดการใช้ยาทาสเตอรอยด์ได้ชัดเจน

Niacinamide 5%, vitamin E ช่วยลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ

Centella asiatica extracts ช่วยลดการระคายเคือง

Ceramide 5 ชนิด, amino acid, cholesterol, triglyceride, urea, glycerin ซึ่งเป็นส่วนผสมเลียนแบบสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติผิว (Natural Moisturizing Factors) ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและแข็งแรงขึ้น

Hyaluronic acid & Sodium hyaluronate รวม 4 ขนาดโมเลกุล ครบทั้ง oligo, low, middle, high MW ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ทุกชั้นผิว

วิธีใช้

ทาทั่วใบหน้า หรือทาเฉพาะบริเวณที่แห้งหรือระคายเคือง

เลือกปรับทาได้ 2 วิธี ตามสภาพผิว

1. ทาเหมือนบำรุงปกติ

2. วอร์มเนื้อบนฝ่ามือจนใส แล้ว Tap บนผิว

——————————————

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

10 คำถามเรื่อง การกินแอสตราแซนทิน & คอลลาเจนเปปไทด์ เพื่อชะลอผิวเสื่อมวัย 30+ ‼️

ถ้าอยากเริ่มต้นดูแลผิวตอนอายุ 30 ปี ควรเริ่มแบบไหนดี ?

แนะนำแบบนี้ค่ะ เบสิคที่ควรมี ได้แก่
1.ทานอาหารให้ครบหลักโภชนาการ
2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3.ดื่มน้ำ 8-10 แก้ว/วัน
4.ทาสกินแคร์ที่เหมาะสม สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นดูแลผิวในวัยสามสิบ แนะนำว่าอย่างน้อยควรมี Sunscreen, antixidant, moisturizer และอาจมีกลุ่มผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

1. อาหารเสริมหรือพวกวิตามินจำเป็นไหม ❓

ตามชื่อเลยค่ะ อาหารเสริมก็เพื่อทานเสริมกับอาหารหลัก ซึ่งในทางการแพทย์อาจพิจารณาในกรณีมีปัญหาเรื่องการดูดซึมหรือขาดสารอาหาร โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาขึ้นกับคนไข้แต่ละรายว่าต้องเสริมอะไร ในคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องระบบร่างกายและทานอาหารได้ปกติดีก็อาจจะยังไม่จำเป็น
ส่วนใครที่คิดว่าไม่สามารถทานอาหารหลักได้ครบ ไม่มีข้อห้ามและอยากจะทานวิตามินหรืออาหารเสริมก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ควรเลือกให้เหมาะทั้งชนิดและปริมาณ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่อาจตามมาได้

2. ถ้าอยากทานอาหารเสริมหรือวิตามินเพื่อบำรุงผิวในวัย 30 ล่ะ ควรเลือกอย่างไรดี ❓

เมื่อเราอายุมากขึ้น ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็ต้องมีการเสื่อมลงไปเรื่อยตามวัย ระบบผิวหนังก็เช่นกัน ความเสื่อมของผิวหนังตามวัยนั้นเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 25-30 ปี และอาจเร็วขึ้นถ้ามีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น รังสียูวี มลพิษ แอลกอฮอล์ บุหรี่

ซึ่งวัยนี้เป็นจุดที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของผิว เช่น
✔️ สร้าง collagen & elastic fiber ใต้ผิวลดลง
✔️ Hyaluronic acid ในผิวชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ ลดลง ส่งผลให้ผิวแห้งมากขึ้นและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ลดลง

ดังนั้น ถ้าอยากทานอาหารเสริมหรือวิตามินช่วงวัยเข้าสู่อายุ 30 ก็ควรเน้นกลุ่มที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว หรืออาจเป็นกลุ่มที่ช่วยต้านอนูมูลอิสระที่มาทำร้ายผิวได้ ยกตัวอย่างเช่น vitamin C, E, astaxanthin, alpha lipoic acid, coenzyme Q10 เป็นต้น

3. Astaxanthin คืออะไร ❓

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ช่วยยับยั้งการเกิดปฎิกิริยาที่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในไมโทคอนเดรียของตับได้

✔️ มากกว่า Vitamin E ถึง 1,000 เท่า
นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของอนุมูลอิสระได้มากกว่าสารอื่นๆ ดังนี้
✔️ มากกว่า Grape seed extract 17 เท่า
✔️ มากกว่า Beta carotene 40 เท่า
✔️ มากกว่า Alpha lipoic acid 75 เท่า
✔️ มากกว่า Vitamin E & Alpha tocopherol 550 เท่า
✔️ มากกว่า Green tea extract 550 เท่า
✔️ มากกว่า Coenzyme Q10 800 เท่า
✔️ มากกว่า Vitamin C 6000 เท่า

4. ประโยชน์ของ Astaxanthin ในแง่ผิวหนังมีข้อมูลอะไรบ้าง ❓

ข้อมูลพบว่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีเยี่ยม ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนวัย ระยะยาวช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่ผิวและจุดด่างดำ ดีขึ้นได้
หลักฐานทางการวิจัยที่มีทำในมนุษย์และค่อนข้างได้ผลชัดเจน คือ การรับประทานในแง่บำรุงผิวชุ่มชื้นและต้านอนุมูลอิสระ อาจได้ผลดีในกลุ่มคนเหล่านี้

✔️ ผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพทุกเพศทุกวัย
✔️ ผู้ที่ใส่ใจในความงามและสุขภาพผิว
✔️ ผู้ที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆเป็นประจำเช่นความเครียด ฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เป็นต้น
✔️ นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

5. ถ้าไม่อยากทานอาหารเสริม Astaxanthin จะหาทานได้จากอาหารประเภทไหนมีAstaxanthin เยอะบ้าง ❓

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ มีลักษณะเป็นสารสีแดงที่พบมากในอาหารเหล่านี้ค่ะ
🍣 ปลาแซลมอน
🐟 ไข่ปลาคาร์เวียร์
🦐 เปลือกปู กุ้ง
🥦 สาหร่าย ชนิด Microalgae Haematococus Pluvialis
🦅 ขนสีชมพูในนกฟลามิงโก

6. ปริมาณที่แนะนำให้ทาน Astaxanthin เท่าไหร่ที่ช่วยเรื่องผิวพรรณได้ ❓

ไม่มีปริมาณที่ระบุแน่นอน แต่การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ที่ไม่พบผลข้างเคียง มีดังนี้
🍬 ทานเดี่ยวๆ ปริมาณ 1-12 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่อง 8-12 สัปดาห์ พบว่าริ้วรอยเล็ก ๆ ที่ผิวแลดูลดลง ผิวชุ่มชื้นขึ้น
🍬 ทานร่วมกับวิตามินอื่น ๆ ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ปริมาณ 4 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่อง 12 เดือน
🍬 ทานพร้อมอาหารจะเพิ่มการดูดซึมได้ดีขึ้น

7. แอสตาแซนธินสะสมในร่างกายมั้ยคะ ❓

✔️ ไม่สะสมในร่างกายค่ะ ไม่เปลี่ยนโครงสร้างเหมือนกับวิตามินบางชนิด โครงสร้างของโมเลกุลเรียงตัวได้ดีกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ
✔️ บางรายพบผลข้างเคียง (ไม่ขึ้นกับขนาดที่ทาน) คือ มีอาการแพ้ได้บางราย, ความต้องการทางเพศลดลง, สีผิวเข้มขึ้น, ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง, ความดันโลหิตต่ำลงได้

8. บุคคลใดที่ไม่แนะนำให้ทาน ❓

❌ ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
❌ มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับ Autoimmune disease
❌ ทานยากดภูมิคุ้มกัน
❌ แพ้สารในกลุ่ม Carotenoids, Astaxanthin
❌ กระดูกพรุน โรคพาราไทรอยด์ แคลเซียมต่ำ
❌ คนที่กินยากลุ่ม 5 alpha reductase inhibitors เนื่องจากเสริมฤทธิ์ให้ฮอร์โมนเพศชายลดน้อยลง

9. แล้วเรื่องการทานคอลลาเจนช่วยลดริ้วรอยได้ไหม ❓

มีข้อมูลทางคลินิกและในหลอดทดลอง พบว่าการทาน Hydrolyzed collagen peptides มีทั้งข้อมูลที่พบว่าได้ผลดีและไม่แตกต่าง แต่ข้อมูลส่วนใหญ่พบว่าช่วยเรื่อง ผิวพรรณให้ดีขึ้นได้ในเรื่องเหล่านี้ คือ

✔️ เพิ่มความชุ่มชื้นผิว (skin hydration)
✔️ เพิ่มเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวชั้นหนังแท้
✔️ เพิ่มการสร้าง GAGs & อิลาสติน
ส่งผลโดยรวมให้ผิวหนังชุ่มชื้นและยืดหยุ่นมากขึ้น คุณภาพผิวดูดีขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่ผิวดูลดลง

กลไกหลักของการทานคอลลาเจนต่อผิวหนัง มี 2 อย่าง คือ
1.มีการดูดซึม collagen-derived peptides ผ่านลำไส้ ไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้าง ECM
2.กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านทางระบบอิมมูนร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพต้องขึ้นกับปัจจัยอื่นด้วย เช่น ชนิดและขนาดโมเลกุลของคอลลาเจนที่ทาน, การดูดซึม, การกระจายตัวไปออกฤทธิ์ยังเซลล์ผิวหนัง รวมทั้งอายุของผู้ทาน ถ้าหากสูงวัยกว่าก็อาจจะเห็นผลช้ากว่าและน้อยกว่า

10. ปริมาณการทานคอลลาเจนเปปไทด์ ที่ช่วยเรื่องผิวพรรณ ❓

ต้องบอกก่อนว่าถ้าเราทานโปรตีนเพียงพอต่อวันแล้วก็อาจจะไม่จำเป็นต้องทานคอลลาเจนก็ได้ เพราะโปรตีนจากแหล่งอาหารหรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ที่เราทานเข้าไปก็สามารถถูกนำไปสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังได้ แต่หากใครคิดว่าตัวเองทานอาหารหลักไม่เพียงพอ ก็อาจทาน คอลลาเจนเปปไทด์เป็นทางเลือกเสริมได้ โดยยังไม่มีขนาดรับประทานที่กำหนดไว้ชัดเจน แต่มีข้อมูลปริมาณการทานจากงานวิจัยที่เห็นการเปลี่ยนแปลง คือ

✔️ ด้านผิวพรรณ ประมาณ 2.5–5 กรัมต่อวัน
✔️ ด้านความแข็งแรงกระดูกและข้อต่อ ประมาณ 10-15 กรัมต่อวัน
โดยเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังทานนาน 60-90 วัน และผลจะคงอยู่ไปได้อีกประมาณ 1 เดือน ดังนั้น ต้องอาศัยการต่อเนื่องร่วมด้วย

ปัจจุบันอาหารเสริมคอลลาเจนเปปไทด์และแอสตราแซนทินมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบเม็ด แบบผงชงดื่ม หรือ แม้แต่แบบใหม่ล่าสุด คือ เป็นแท่งเจลลี่สตริป ที่ถูกพัฒนาไอเดียนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ลิขสิทธิ์ของบริษัท ซันโทรี่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทานง่าย สะดวก และรสชาติดี

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารแอสตาเซนธิน เช่น ในเนื้อสีแดงสวยของปลาแซลมอน หรือแม้แต่การลองรับประทานกุ้งตัวเล็กทั้งเปลือก หรือ อาจเลือกทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ เพื่อให้ร่างกายนำไปเสริมสร้างคอลลาเจนต่อไป

ยังไม่มีคำแนะนำให้ต้องทานอาหารเสริมหรือวิตามินทุกคน อย่างที่บอกคือเป็นอาหารเสริม การจะรับประทานหรือไม่นั้น ขึ้นกับการตัดสินใจส่วนบุคคล หากใครที่อยากเสริมก็แนะนำให้ศึกษาข้อมูลหลักฐานทางงานวิจัย เลือกอาหารเสริมที่มีแหล่งที่มาชัดเจน ไม่มีโลหะหนักเจือปน ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิต ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย และ อย่าลืมเช็คว่ามีโรคประจำตัวหรือข้อห้ามอะไรในการทานอาหารเสริมหรือไม่ หากไม่แน่ใจแนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมค่ะ


[Disclaimer] สนับสนุนเนื้อหาความรู้โดย

BRAND’S Jelly Strip ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนำเข้า ผลิตโดยบริษัท ซันโช ฟาร์มาซูติคอล จำกัด ประเทศญี่ปุ่น

• กล่องแดง สูตร Astaxanthin & Collagen Peptide รสทับทิม
เหมาะสำหรับคนที่อยากเสริมการปกป้องผิวจากสารอนุมูลอิสระ เสริมการสร้างคอลลาเจน
ส่วนผสม
Collagen Peptide จากปลา 1,500 มก./ซอง
Astaxanthin สกัดจากสาหร่าย Haematococcus pluvialis 1 มก./ซอง
พลังงาน 25 Kcal/ซอง
ขนาดบริโภค 1-2 ซอง/วัน
ไม่แนะนำสำหรับคนแพ้ปลา, ถั่วเหลืองและถั่ว
เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน

กล่องชมพู สูตร Niacinamide & Collagen Peptide รสองุ่น
เหมาะสำหรับคนที่อยากเสริมการปกป้องผิวจากสารอนุมูลอิสระ ช่วยเรื่องรอยดำจากการอักเสบ
ส่วนผสม
Collagen Peptide จากปลา 1,500 มก./ซอง
Niacinamide 6 มก./ซอง
พลังงาน 25 Kcal/ซอง
ขนาดบริโภค 1-2 ซอง/วัน
ไม่แนะนำสำหรับคนแพ้ปลา, ถั่วเหลืองและถั่ว
เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน

หาซื้อได้ที่วัตสันทุกสาขา


References:
Int J Dermatol. 2021 Dec;60(12):1449-1461.
J Am Acad Dermatol. 2021 Apr;84(4):1042-1050.
J Cosmet Dermatol. 2020 Nov;19(11):2820-2829.
Oxid Med Cell Longev. 2020 May 11;2020:8031795.
Nutr Res. 2018 Sep;57:97-108.
Mol Nutr Food Res 2011; 150-165.
Am J Cardiol 2008; 58-68.
Ophthalmology 2008; 324-333.
Phytomedicine 2008; 391-399.

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

The impact of airborne pollution on skin

โพสนี้สำหรับใครที่อยากปกป้องผิวจากการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ‼️

วันนี้หมอจะเน้น 9 ข้อสั้น ๆ ให้เห็นถึงความสำคัญของการปกป้องผิวจาก มลภาวะทางอากาศ เพิ่มเติมจากการป้องกันแดดค่ะ เพราะเชื่อว่าทุกคนที่ติดตามเพจอยู่ คงรู้หมดแล้วว่ากันแดดสำคัญขนาดไหน


Reference

The impact of airborne pollution on skin
JEADV vol 33 issue 8
First published: 21 March 2019

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ANA positive แล้วยังไงต่อดี

ว่าด้วยเรื่องของมหากาพย์ ANA positive แล้วยังไง ไม่จบแค่นี้นะคะ ต้อง approach ไปต่ออย่างไร ???
สรุปในหน้าเดียวจาก Euroimmun เตรียมสอบแนะนำท่องทบทวนหน้านี้ค่ะ

Reference: Euroimmun

รวมลิ้งค์ https://linktr.ee/drwarayuwadee

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.