Ectoin หรือ Extremolytes คืออะไร

Ectoin คือ สารที่ผลิตได้จากแบคทีเรียชื่อ Halomonas elongata ถือเป็น naturally Osmolytes อย่างหนึ่งที่มีการศึกษามากมายทั้งในแง่ของการผสมในครีมบำรุงผิวหรือครีมกันแดด, ยาพ่นในระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งยาหยอดตา

ทั้งนี้ เนื่องจาก Ectoin มีคุณสมบัติในการช่วยลดการอักเสบได้ ทั้งที่ผิวหนัง เยื่อบุทางเดินหายใจ และตา

มีการศึกษาพบว่าผิวหลังทาสกินแคร์ที่มี Ectoin เมื่อทดสอบด้วย UVB แล้ว มีอิมมูนเซลล์ที่ผิว (Langerhan cells) ลดลงเพียงเล็กน้อย และยังพบ Sunburn cells ลดลงอย่างชัดเจน

ดังนั้น Ectoin จึงมีคุณสมบัติ ช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายด้วย UVB

มีการศึกษาพบว่าผิวหลังทาสกินแคร์ที่มี Ectoin เมื่อทดสอบด้วย UVA แล้ว เซราไมค์ที่ผิวจะถูกสลายน้อยลงไปเรื่อย ๆ (dose-dependent) และยังพบ ICAM-1 น้อยลง บ่งบอกว่าการอักเสบของผิวน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น Ectoin จึงมีคุณสมบัติ ช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบของผิวที่เกิดจาก UVA ได้อีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยในคน Sensitive & Atopic skin โดยให้ทา 1% และ 4% Ectoin เช้าเย็น นาน 7 วัน พบว่า TEWL ลดน้อยลง (แบบ dose-dependent)

ดังนั้น คนผิวแห้งหรือแพ้ง่ายที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงของกำแพงผิว แนะนำ ectoin ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 0.5-1% ขึ้นไป โดยทาเช้าเย็น จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงประมาณ 1 สัปดาห์

มีการศึกษาพบว่าเมื่อทา 1% Ectoin เช้าเย็น นาน 12 วันขึ้นไป ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการตรวจวัดด้วยเครื่องมือ corneometry และหลังหยุดทาแล้วยังสามารถคงความชุ่มชื้นผิวอยู่ได้อย่างน้อย 7 วัน

ดังนั้น Ectoin จึงมีคุณสมบัติเป็น prolonged moisturizer ช่วยให้ความชุ่มชื้นผิวได้ยาวนาน ในงานวิจัยระบุอย่างน้อย 7 วัน แต่อย่างไรก็ตามคงต้องขึ้นกับสภาพผิวแต่ละบุคคล และ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่มี Ectoin ในแต่ละยี่ห้อ

Ectoin มีคุณสมบัติ anti-inflammatory effect จึงมีการนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการผิวหนังอักเสบจากสาเหตุหลายอย่าง

ดังนั้น จึงเป็นอีกทางเลือกในคนที่มีผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือในกลุ่มโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Mild to moderate Atopic dermatitis) ที่อยากเลี่ยงการทาสเตอรอยด์บ่อย ๆ ในระยะยาว

พบว่า การทาสกินแคร์ที่มี Ectoin สามารถช่วยลดการเกิด Air pollution-induced hyperpigmentation ได้ และลด gene expression ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเสื่อมของผิวได้

ดังนั้น Ectoin-containing Skincare จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากช่วย anti pollution และ anti aging ได้ดี

ถึงแม้มีข้อมูลว่า Ectoin ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB ช่วยป้องกันผิวไหม้และลด aging skin ได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาในแง่ SPF, PA ที่ชัดเจน

ดังนั้น แนะนำให้ทาครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอค่ะ

บางคนเรียก Ectoin ว่าเป็น All-in-One และเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการบำรุงผิว เพราะมีความสามารถ คือ

✔️ ปกป้องผิวจากการทำร้ายโดย UVA ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งผิวชรา ริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ

✔️ ปกป้องผิวจากการทำร้ายโดย UVB ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งผิวไหม้และหมองคล้ำ

✔️ ลดการระคายเคืองผิวจาก PM2.5 ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความแก่, ผิวอักเสบ, การกำเริบของผื่นผิวหนังบางชนิด

✔️ ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง

✔️ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้ยาวนานหลายวัน

โดยสรุป คุณสมบัติของEctoin ก็คือ

“Antiaging + Antiinflammatory + Moisturizing + Barrier repairing effects”

ถ้าหากใครที่กำลังมองหาสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Extremolytes (Ectoin) ขอแนะนำ ดังนี้ค่ะ

• 0.5% ขึ้นไป ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงกำแพงผิวได้ดี

• 1% ขึ้นไป มีคุณสมบัติเหมือน 0.5% และเพิ่มเติมคือ สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานยิ่งขึ้นเป็นสัปดาห์

• 5-7% ขึ้นไป นอกจากช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนานและบำรุงกำแพงผิวได้ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติ anti-inflammatory effect (dose-dependent) แนะนำสำหรับคนที่มีปัญหาภูมิแพ้ผิวหนัง Atopic dermatitis, มีผื่นแพ้อักเสบผิวหนังต่าง ๆ หรือ คนที่ต้องการบำรุงผิวมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มลภาวะฝุ่น PM2.5

ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีในประเทศไทยที่มีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองในการช่วยลดการอักเสบของผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้ดี ก็เช่น Resiskin ซึ่งมีส่วนผสมของ Ectoin 7% เป็นต้น

References

Int J Woman’s Dermatology. 2021; 7: 91-97.

J Eur Acad Dermatol Venereol. 2019 Aug; 33(8): 1496-1505.

Dermatologic Therapy. 2019; e13171.

Archives of Toxicology. 2018; 92: 2077–2091.

Curr Pediatr Rev. 2019; 15(3): 191-195.

Skin Pharmacol Physiol 2014; 27: 57–65.

Appl Microbiol Biotechnol 2006; 72: 623–634.

Clin Dermatol 2008; 26: 326–333.

Product mentioned

Resiskin by Qualisk

✔️ Germany Innovative Ingredient (Extremolyte) นวัตกรรมสูตรผสมนำเข้าจากเยอรมันที่มีส่วนผสมสกัดจากธรรมชาติ ไม่มีสารกันเสีย

✔️ เป็น Skin barrier repair ช่วยเสริมความแข็งแรงของกำแพงผิว ช่วยปกป้อง บำรุงและฟื้นฟูผิวในหลอดเดียว และยังช่วยลดอาการอักเสบของผิวได้ โดยมีส่วนประกอบหลัก คือ Ectoin ในปริมาณสูงถึง 7%

✔️ มีงานวิจัยรับรองประสิทธิภาพในผิวหนังมนุษย์

✔️ No Steroid, No fragrance, Safe for infant, children, adult

✔️ แนะนำในคนผิวธรรมดา, ผิวแห้ง, ผิวแพ้ง่าย, ผู้มีปัญหาผิวหนังอักเสบหรือภูมิแพ้ผิวหนัง

🌟 Where to buy: สามารถหาซื้อได้ที่ โรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำ หรือ สั่งซื้อออนไลน์ที่ช่องทางเพจ @ResiSKIN by Qualisk, เวบไซต์ http://www.resiskin.com, Line: @resiskin

🌟 พิเศษ ‼️ สำหรับแฟนเพจ HELLO SKIN by หมอผิวหนังที่เห็นโพสนี้

สามารถซื้อในราคาที่มีส่วนลดได้ที่ Inbox เพจ ResiSKIN by Qualisk โดยนำ PROMOTION CODE นี้ไปแจ้งได้เลย

– Code [HS1050]: หลอด 30 ml จาก 1,250 บาท เหลือราคา 1,050 บาท

– Code [HS1500]: หลอด 30 ml + Body Serum 140 ml จาก 2,200 บาท เหลือราคา 1,500 บาท แถมฟรี Travel Size (5 ml) 1 หลอด

– Code [HS2100]: หลอด 30 ml 2 หลอด จาก 2,500 บาท เหลือราคา 2,100 บาท แถมฟรี Travel Size (5 ml) 1 หลอด

Disclaimer: Content sponsored by Qualisk

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เคล็ดลับการดูแลผิวที่มือ

มือแห้งอันตรายกว่าที่คิด
เจลแอลกอฮอล์อาจติดไฟใช้อย่างระวัง 🔥🔥🔥

ไม่มีหลักฐานการติดเชื้อจากเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ

แต่มีหลักฐานการติดเชื้อจากมือแห้งแตกหลังการล้างมือ

โพสนี้สรุปการดูแลผิวที่มือ นำไปปรับเลือกผลิตภัณฑ์ได้เลย และอีกอย่างคือ

ในทางทฤษฎี มีงานวิจัยระบุไว้ชัดเจนว่า การล้างมือบ่อยกว่า 8-10 ครั้งต่อวัน ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดมือแห้งอักเสบได้ และมาในวันนี้ การล้างมือบ่อย ๆ เป็นสิ่งจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนต้องทำ

ผลที่ตามมาคือ มือแห้ง ลอก อักเสบ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างในการปกป้องผิวสูญเสียหน้าที่ไป ผลคือ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มือมากขึ้น

สรุปสั้น ๆ เกี่ยวกับวิธีการดูแลผิวที่มือ

( เพิ่มเติมจากการล้างมือให้ถูกวิธี 20 วินาที )
ให้ทุกคนนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้

1. ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเย็นก็ได้

ไม่มีผลต่อการกำจัดเชื้อโรค เพียงแค่ล้างให้ถูกวิธีและล้างให้นานพอ แต่ไม่แนะนำน้ำที่ร้อนเกินไป

2. ผลิตภัณฑ์ล้างมือ

ควรใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมและปริมาณมากเพียงพอในแต่ละครั้ง

• กรณีใช้ alcohol ชนิดที่ไม่ต้องล้างออก และหวังผลในเรื่องการฆ่าเชื้อด้วย แนะนำเป็น gel ดีกว่า spray เนื่องจากเราต้องการ contact time ในการออกฤทธิ์ที่นานพอ
• หากมือสกปรก ควรล้างสิ่งสกปรกออกก่อน
• ควรมีส่วนผสมของสารเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น glycerin, aloe vera
• ปริมาณที่ใช้ ต่อการล้างมือ 2 ข้าง 1 ครั้ง คือ 3-5 ml (ประมาณ 0.5-1 ช้อนชา) ขึ้นกับขนาดของมือว่าเล็กหรือใหญ่
• Alcohol ติดไฟได้ หลังจากใช้โดยเฉพาะชนิดที่ไม่ต้องล้างออก ควรรอให้แห้งก่อนเข้าใกล้ไฟ เช่น ทำอาหาร สูบบุหรี่

3. หลังล้างมือ

ใช้ผ้าสะอาดซับหรือเป่าด้วยเครื่องเป่าลม และรีบทาครีมบำรุงทันทีตอนขณะที่มือยังมีความชุ่มชื้นจากน้ำอยู่ จะทำให้ครีมมีประสิทธิภาพมากกว่าการทาครีมบำรุงตอนมือแห้งสนิทแล้ว

4. ใช้ Hand cream ที่เหมาะสม

• แนะนำแบบ Cream หรือ Oil-based ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าแบบ gel เพราะแบบเจลจะทำให้มีการระเหยสูญเสียน้ำออกจากผิว ผลคือผิวจะยิ่งแห้ง
• หากใช้เป็นกลุ่ม Barrier cream ได้จะดีมาก
• เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระบุ Anti-aging เนื่องจากมักมีสารผลัดเซลล์หรือกลุ่ม retinol ที่มักก่อให้เกิดการระคายเคืองได้
• หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม เพราะอาจแพ้ได้
• แนะนำส่วนผสมที่มี Petrolatum, urea, dimethicone, olive oil, shea butter
• แนะนำผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในหลอดมากกว่าขวดปั๊ม เพราะบรรจุมิดชิดกว่า

5. การใส่ถุงมือหลังทาครีมตอนก่อนนอน

เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครีมได้ดี เนื่องจากเสมือนเป็น Occlusive effect

สรุปโพสนี้อยากบอกว่า

✔️ การล้างมืออย่างถูกวิธี ที่ทุกท่านทราบกันดีว่า ล้างอย่างน้อย 20 วินาที และล้างให้สะอาดตามขั้นตอน สามารถช่วยชะล้างสิ่งสกปรกบนผิวมือได้ แต่เท่านี้อาจไม่เพียงพอ

✔️ การดูแลผิวที่บริเวณมือก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสามารถช่วยป้องกันผลเสียที่ตามมาจากการล้างมือบ่อย ได้แก่ ผิวอักเสบ ผิวแห้ง ผิวลอกเป็นขุย จนเกิดการเจ็บปวด เป็นบ่อเกิดของการติดเชื้อแทรกซ้อนทั้งแบคทีเรียและเชื้ออื่นๆจากการไปสัมผัสตามมาได้


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Anti-Pollution Diet & Skin Care Routines

ทุกวันเราตื่นขึ้นมาไม่ว่าจะออกไปทำงานนอกบ้าน หรือมีกิจกรรมในบ้านก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องพบเจอมลภาวะและฝุ่น PM2.5 ถึงแม้จะใส่มาสก์กันฝุ่นก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า การใส่มาสก์ก็ไม่สามารถช่วยปกป้องผิวหน้าเราได้ทั้งหมดอยู่ดี

มีข้อมูลศึกษาพบว่า หากสูดดมฝุ่นมลภาวะเข้าไปในร่างกายมากถึงระดับหนึ่ง อาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน เช่น ปอด หัวใจ นอกจากนั้นมลภาวะทางอากาศบางอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลง สารละลายต่าง ๆ ปรอท อะครีเลท ไฮโดรคาร์บอน โลหะหนักบางชนิด ฯลฯ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อผิวหนังได้โดยการดูดซึมผ่านผิว, รูขุมขนและท่อเหงื่อได้ขึ้นกับชนิดสารนั้น

Air Pollutions จะส่งผลต่อผิวหนังทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

ในระยะสั้น

ก่อให้เกิดผิวหนังอักเสบระคายเคือง, skin barrier dysfunction และยังกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของผื่นผิวหนังบางชนิดได้ เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis), สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และพบว่าอนุภาคที่มีขนาดที่เล็กมาก ๆ สามารถแทรกซึมลงไปเกิดการอุดตันรูขุมขนก่อให้เกิดสิวอุดตันและอักเสบได้ ผิวมันจากการหลั่งน้ำมันผิวมากขึ้น (Increased sebum) และยังพบว่า vitamin E, squalene ที่ผิวลดลงด้วย

ในระยะยาว

พบว่าฝุ่น PM2.5 ยังสามารถรวมตัวกับโมเลกุลของโลหะต่าง ๆ บางชนิดอาจมีรังสี UV เป็นตัวกระตุ้น และทำร้ายผิวชั้นลึกลงไป ส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย (Photoaging) ฝ้า กระ รอยดำ (Lentigines, Senile lentigines) จากการกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีตามมา

เมื่อรู้ดังนี้แล้วถ้าหากใครไม่อยากให้ผิวเสื่อมไว มีฝ้า กระ รอยดำมากขึ้น หรือใครที่มีผิวแห้งอักเสบ ระคายเคืองง่าย ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญในการดูแลผิวเป็นพิเศษ

หมอมีเคล็ดลับการปกป้องผิวจากมลภาวะทางอากาศมาแนะนำดังนี้ค่ะ

1. ดื่มน้ำวันละ 1-2 ลิตร

2. อาหารเสริมหรือวิตามินต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เช่น วิตามิน B3, C, E, โอเมก้า 3, เบต้าแคโรทีน, Selenium, coQ10, Polypodium leucotomos, Green tea, Lipoic acid เหล่านี้จะช่วยปกป้องผิวจากสารอนุมูลอิสระที่เกิดจาก Air pollution

3. เน้นอาหาร Mediterranean diet เช่น พวกผัก ผลไม้ ธัญพืช น้ำมันมะกอก ปลา สัตว์ปีก พืชตระกูลถั่วฝัก เพราะอาหารเหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระมาก (High-antioxidant diet)

4. Anti-pollution skin care regimen ดูแลผิวอย่างถูกวิธี แบ่งเป็นขั้นตอนเช้า & เย็น ดังนี้

☀️ Morning Regimen

✔️ ล้างหน้าให้สะอาดด้วย gentle cleanser

✔️ สามารถใช้ Silicone-based Primer หรือ Moisturizer ที่เหมาะกับผิวเพื่อเสริมกำแพงผิวให้แข็งแรง ไม่ระคายเคืองง่าย และอาจมีส่วนผสม Topical antioxidant ที่มี evidence-based เช่น วิตามิน A, Niacinamide, C, E, Green tea, coenzyme Q10, resveratrol เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อปกป้องผิวจากมลภาวะและอนุมูลอิสระที่จะต้องเผชิญในแต่ละวัน

✔️ ทาครีมกันแดดทุกเช้า แนะนำ Broad spectrum sunscreen

✔️ สามารถใช้ครีมรองพื้นและแต่งหน้าได้ ไม่ใช่ข้อห้ามค่ะ

🌙 Evening Regimen

✔️ ล้างหน้าให้สะอาด ขั้นตอนนี้ตอนเย็นสำคัญมาก ต้องใส่ใจให้มากกว่าการล้างหน้าตอนเช้า เพราะผิวเราสะสมสิ่งสกปรกและมลภาวะมาทั้งวัน ถ้าหากล้างด้วย Cleanser แล้วยังรู้สึกไม่สะอาด อาจใช้ double cleanser ร่วมด้วย

✔️ หากแต่งหน้า ควรใช้ Makeup remover เสมอ

✔️ แนะนำ Evening Moisturizer ที่มีส่วนผสม repair ingredients เช่น DNA repair cream, resveratrol, retinoids, hyaluronic/chondroitin sulfate, ectoin เป็นต้น

ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ ไปปรับใช้กับตัวเองดูนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Reef-safe Sunscreen

Coral reefs vs Skin cancers: What balance?

🌏🐚🐬🐟🐡🦀🐳🐋🦑🦈🐙

กรณีการทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารบางตัวไปเที่ยวทะเล ก็อาจส่งผลต่อระบบนิเวศน์ในท้องทะเลได้เช่นกัน ผลที่อาจตามมาในอนาคตคือ Global warming ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่เราว่ายน้ำหรือเล่นน้ำในทะเล ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องมีการหลุดหรือการละลายของครีมกันแดดที่ผิวเราไปกับน้ำทะเล และด้วยส่วนผสมของครีมกันแดดที่เป็น lipophilic จึงสามารถสะสมในร่างกายสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลได้ด้วย

ปะการัง นอกจากที่เราเห็นว่าให้ความสวยงามใน้ท้องทะเลแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งให้อีกหลายชีวิตคงอยู่ใต้ท้องทะเลได้อย่างสมดุล เช่น fish, seabirds, sponges, jellyfish, worms, shrimp, lobsters, crabs, molluscs, starfish, sea urchins, sea cucumbers, turtles and snakes

สัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ปะการังกำลังตกอยู่ในสภาวะแวะล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือถูกทำร้าย ก็คือ การเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดลง และ หากไม่มีการช่วยเหลือน้องปะการังก็จะตายไปในที่สุด รวมทั้ง algae (zooxanthellae) ที่ใช้ชีวิตพึ่งพาเกาะติดเจ้าปะการังน้อยนี้ก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน

ปะการังสีซีดลงหรือปะการังฟอกขาว อาจเป็นได้จากหลายสาเหตุ

• อุณหภูมิท้องทะเลที่สูงขึ้น

• รังสี UV ที่สูงมากเกินไป

• มีการทำลายของเชื้อโรคและแบคทีเรีย

• มลภาวะแวดล้อมเป็นพิษ

• สารเคมีต่าง ๆ

ในวันที่ 1 มกราคม 2021 Hawaii เป็นที่แรกที่ประกาศเริ่มแบนการใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ 2 ชนิด ที่อาจส่งผลต่อปะการังและระบบนิเวศน์ข้างต้นได้ คือ oxybenzone และ octinoxate

💢 Oxybenzone น้ำหนักโมเลกุล 290.4 สามารถดูดซับคลื่นรังสี UVB (UVmax = 288 nm) และ UVA‐II (UVmax = 326 nm) และปล่อยเป็นพลังงานความร้อนออกจาก จึงสามารถปกป้องผิวจากการทำร้ายได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ถือเป็น broad‐spectrum UV filter

💢 Octinoxate มีน้ำหนักโมเลกุล 228.2 สามารถดูดซับคลื่นช่วงรังสี UVB (UVmax = 310 nm) จึงจัดเป็น UVB filter

สารทั้งสองชนิดข้างต้น เป็นสารใช้ผสมบ่อยในครีมกันแดด และยังมีในสกินแคร์อื่น ๆ บางยี่ห้อด้วย เช่น บอดี้โลชั่น, แชมพู, ครีมนวดและตกแต่งผม, สบู่, ครีมทากันแมลง เป็นต้น

กลไกที่พบว่าสารทั้งสองส่งผลต่อปะการังซีดลง

มี 2 แบบ คือ

1. ส่งผลต่อปะการังโดยตรง ทำลาย DNA ทำให้ส่งผลต่อตัวอ่อนในการขยายพันธุ์

2. ส่งผลทางอ้อม คือ ทำให้เกิดการเพิ่มกระบวนการ lysogenic infection in prokaryotes เชื้อไวรัสในทะเลมากขึ้น

อย่างไรก็ตามเรื่องของส่วนผสมของครีมกันแดดบางตัวที่อาจทำร้ายปะการังก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่บ้าง มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในแง่ที่ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาในระบบนิเวศน์จำลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ทำการทดลองในท้องทะเลจริง หรือบางท่านให้ความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเพียงปัจจัยส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจส่งผลให้ปะการังสีซีดลงได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบมากกว่า ดังที่กล่าวข้างต้น

การทาครีมกันแดดนั้นสำคัญไม่น้อยเมื่อเราต้องออกแดดหรือไปเที่ยวที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะหากบริเวณที่มี UV index สูงยิ่งต้องให้ความสำคัญค่ะ เพราะนอกจากจะป้องกันผิวไหม้หมองคล้ำแล้ว ยังป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อีก คงต้องบาลานซ์ให้ดี เพราะยังมีระบบนิเวศน์รอบตัวที่เราควรต้องให้ความใส่ใจกับพวกเขาเหล่านั้นด้วยค่ะ

นับว่ายังโชคดีที่มีส่วนผสมของครีมกันแดดอีกมากมายที่อาจส่งผลกระทบแต่ไม่มาก ต่อปะการังและระบบนิเวศน์ใต้ท้องทะเล ให้เป็นทางเลือกได้ เช่น

Non-nano zinc oxide

Non-nano titanium oxide

Avobenzone

Octisalate

Ecamsule (Mexoryl SX)

Drometrizole Trisiloxone (Mexoryl XL)

Ethylhexyl Triazone (Uvinul T150)

และปัจจุบันยังมีการศึกษาถึง natural products ที่อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยต่อระบบนิเวศน์ในท้องทะเลอีกหลายชนิด คงต้องรอติดตามข้อมูลในอนาคตต่อไป

สุดท้ายนี้

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ได้ออกประกาศ

ห้ามนำและใช้ครีมกันแดด ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ได้แก่

Oxybenzone (Benzophenone-3)

Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate)

4-Methylbenzylid Camphor (4MBC)

Butylparaben

หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

จากนี้ต่อไปเราคงต้องเลี่ยงส่วนผสมข้างต้นไปก่อน ถ้าหากจะไปเที่ยวในสถานที่ที่ใช้กฎนี้ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดเพิ่มเติม

หากชอบและเห็นว่าบทความมีประโยชน์ สามารถกดแชร์ได้ค่ะ

——————————————

References:

J Clin Pharm Ther. 2019;44:134–139.

Plast Surg Nurs. 2019 Oct/Dec;39(4):157-160.

PeerJ. 2019 Aug 12;7:e7473.

Mar. Drugs 2021;19:379.

Environ Health Perspect. 2008 Apr;116(4):441-7.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Sign of Leser-Trelat


ผู้ป่วยมักมาด้วยผื่นของ seborrheic keratoses เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการคันร่วมด้วย เราสามารถบรรยายได้ว่า explosive onset of multiple pruritic stuck-on brownish papules

Reference: Bolognia 4th Edition

สิ่งที่ทำให้ต้องนึกถึงว่า seborrheic keratoses ในรายนี้บ่งบอกถึง paraneoplastic syndrome คือ

• Abrupt onset ภายใน 3-6 เดือน
• Non-sunexposed area

ดังนั้นจึงต้องมองหามะเร็งเหล่านี้

• GI adenocarcinoma (stomach, liver, pancreas, colon) *most common stomach
• Breast cancer
• Lung cancer
• Lymphoid malignancies
• Melanoma

ภาวะอื่นที่เป็น non-malignancies ที่พบได้ มีดังนี้

• Pregnancy
• HIV infection
• Lepromatou leprosy
• Benign neoplasm
• Erythrodermic eczema
• During chemotherapy esp cytarabine

หรือแม้กระทั่งไม่พบภาวะร่วมใดเลยก็ได้เช่นกัน

• Absence of associated condition

หลังการรักษาสาเหตุแล้ว พบว่า Eruptive sebborrheic keratoses สามารถดีขึ้นได้ 50%

Reference: Bolognia 4th Edition

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

กำแพงผิวแห้งเสีย..กู้อย่างไรดี

How to Restore Skin Barrier

Skin barrier คือ ส่วนของ Stratum corneum ชั้นนอกสุดของผิว เป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวเราไว้ ไม่ให้ผิวถูกรุกรานจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก รวมทั้งปกป้องไม่ให้ความชุ่มชื้นภายในผิวต้องสูญเสียออกไป

ถ้า Skin barrier เปรียบเสมือนการก่อกำแพงอิฐขึ้นมาแล้วฉาบปูน

กำแพงผิว
กำแพงผิว

✔️ ก้อนอิฐ —> เปรียบกับ เซลล์ผิวหนังที่ถูกเคลือบไว้ด้วยสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวสร้างได้เอง เรียกว่า NMF (Natural Moisturizing Factor) ซึ่งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวเราสามารถสร้างได้เอง ช่วยดูดน้ำและความชื้นไว้ที่ผิว ทำให้ผิวอวบอิ่มเต่งตึง
✔️ ปูนฉาบก้อนอิฐไว้ให้แข็งแรง —> เปรียบกับ น้ำมันที่เคลือบผิวอยู่ (Sebum) ซึ่งจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ดังนั้นจึงเห็นว่าเป็นข้อได้เปรียบของคนผิวมัน (Oily skin) ผิวจะระคายเคืองน้อยกว่าและเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้น้อยกว่าคนผิวแห้ง (Dry skin)
✔️ ปูนที่ยึดก้อนอิฐไว้ด้วยกัน —> เปรียบกับ ไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิว (Intercellular lipid) เช่น Ceramide, cholesterol, free fatty acids
จะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์ผิว
จะเห็นว่ากำแพงผิวที่แข็งแรงนั้นต้องสมบูรณ์ทั้ง 3 อย่างข้างต้นนี้

เมื่อกาลเวลาผ่านไป Aging skin ผิวหนังถูกทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะมาเป็นเวลานาน จะทำให้ผิวมีปริมาณ Ceramide และ Cholesterol ลดลง รวมทั้งยังสร้างใหม่ได้น้อยลงอีกด้วย ส่งผลให้โครงสร้างกำแพงผิวเปลี่ยนแปลง เสียความชุ่มชื้นง่ายมากขึ้น จึงเกิดปัญหาผิวตามมา ได้แก่
• ผิวแห้ง หยาบกร้าน
• ระคายเคืองได้ง่าย
• ริ้วรอยก่อนวัย

นอกจากอายุที่มากขึ้น (Aging Skin) ยังมีภาวะทางผิวหนังที่ทำให้ Ceramide ที่ผิวลดลงมากกว่าคนอื่น เช่น
• ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
• สะเก็ดเงิน (Psoriasis)
• ผิวแห้ง (Icthyosis)
• สิว (Acne vulgaris)
ทำให้ กลุ่มคนเหล่านี้มีการสูญเสียน้ำจากผิวได้มากกว่าคนทั่วไป

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะมีการสร้างของ cytokines หรือโปรตีนที่ใช้ในการสื่อสารระบบอิมมูนลดลง ส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิวจะอ่อนแอลง
ดังนั้น หากใครมีผิวหนังอักเสบง่าย แห้ง แดง คัน เรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกให้ต้องเริ่มบำรุงกำแพงผิวให้มากขึ้น

ผิวชั้นบนสุดที่มีค่า pH ประมาณ 4.5-5 จะมีความสมดุลแข็งแรงมากที่สุด แต่เมื่ออายุมากขึ้นค่า pH ที่ผิวจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้ความแข็งแรงของกำแพงผิวน้อยลงเรื่อย ๆ
ดังนั้น การปรับสมดุลpH ที่ผิวจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้กำแพงผิวแข็งแรงขึ้นได้

หากใครที่เกิดปัญหาผิวจากกำแพงผิวอ่อนแอ เช่น ผิวแห้ง แดง คัน อักเสบ ระคายเคืองง่าย เป็นสิว มีผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาจลองใช้ วิธีฟื้นฟูกำแพงผิวเบื้องต้น ได้ดังนี้ค่ะ

1️⃣ ทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นผิวสม่ำเสมอทุกวัน โดยเน้นส่วนผสมที่ช่วยเสริม Physiological lipids หรือ ไขมันธรรมชาติที่ผิวนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Ceramide 1, 3, 6 และ Cholesterol

ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดังกล่าว เช่น CeraVe Moisturizing Cream ก็เป็นสกินแคร์ที่มีส่วนผสมพื้นฐานที่เหมาะกับการเสริมกำแพงผิว ได้แก่

  1. Ceramide 1, 3 ,6-II ซึ่งเป็นสารสำคัญที่คล้ายไขมันแทรกผิวตามธรรมชาติในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อการเสริมความแข็งแรงของกำแพงผิว
  2. มี Cholesterol ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกำแพงผิว
  3. มี Glycerin
  4. มี Hyaluronic acid ช่วยลดการสูญเสียน้ำ, เพิ่มความชุ่มชื้นผิวร่วมด้วย

2️⃣ เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีค่า pH เป็นกรดอ่อน ๆ เพื่อให้กำแพงผิวสมดุลและแข็งแรง

3️⃣ เลี่ยงการอาบน้ำร้อน, การใช้สบู่ที่ pH เป็นด่าง

4️⃣ ใช้ Humidifier ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวในช่วงฤดูหนาวหรือต้องอยู้ในห้องแอร์ประจำ

5️⃣ หากดูแลผิวตามวิธีข้างต้นแล้วยังมีอาการผิวแห้ง อักเสบเรื้อรัง หรือไม่แน่ใจในความผิดปกติที่เป็นอยู่ แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมประเมิน


ใครอยากมีผิวที่แข็งแรง เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะก่อสร้างกำแพงผิวของตัวเองให้แข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐาน..ที่สำคัญที่สุดในการดูแลผิวค่ะ


References

Clinics in Dermatology 2019; 37: 336-345.
Yakugaku Zasshi. 2019; 139(12): 1549-1551.
J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(1): 26-32.
Am J Clin Dermatol. 2005; 6(4): 215-223.
Am J Clin Dermatol 2003; 4 (2): 107-129.
Arch Dermatol Res. 1995; 282: 214-218.


Product mentioned

⭐️ CeraVe Moisturizing Cream
✔️ เป็น Oil-free moisturizer for restore skin barrier ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้นานถึง 24 hrs
✔️ มี Ceramide 1, 3, 6-II และ Cholesterol, Glycerin ที่คล้ายไขมันแทรกผิวตามธรรมชาติ (Natural lipids) ช่วยลดการสูญเสียน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นผิว
✔️ MVE (Multivesicular Emultion) technology นวัตกรรมเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของเซราวี ด้วยกลไก “time-released” ค่อย ๆ ปล่อยสารสำคัญออกจากแคปซูลหลาย ๆ ชั้นให้แทรกซึมลงสู่แต่ละชั้นผิวได้ตลอด 24 ชั่วโมง
✔️ Hypoallergenic, non-comedogenic, เนื้อครีมไม่เหนียว เกลี้ยง่าย นุ่ม
✔️ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีแอลกอฮอล์
✔️ เหมาะสำหรับผิวแห้งถึงแห้งมาก ผิวที่อักเสบ ผิวที่ระคายเคืองง่าย หรือผู้ที่ต้องการเสริมกำแพงผิวเพื่อลดการระคายเคืองจากการใช้ยารักษาสิว

Disclaimer: Sponsored Content by CeraVe


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Basic Skincare Routine สำหรับผู้เริ่มต้นดูแลผิว

Basic Skincare Routine
หากไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี เริ่มจากตรงนี้เลยค่ะ ‼️

สูตรนี้เหมาะสำหรับ

• กลุ่มช่วงอายุ 20-30 ปี
• คนที่เริ่มหันมาใส่ใจดูแลผิวหน้า แต่ไม่รู้จะเลือกใช้อะไรดี
• คนที่ผิวหน้าไม่ค่อยมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขพิเศษ

สิ่งที่ควรเน้นในวัยนี้

• บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Moisturizer
• ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย Sunscreen
• ผลัดเซลล์ผิวด้วย Exfoliants

1. Sunscreen

ครีมกันแดดควรทาทุกเช้า หากเป็นกิจวัตรประจำวันทั่วไป แนะนำให้ใช้ที่ป้องกันได้ทั้ง UVA, UVB อย่างน้อย SPF30 หรือหากเป็น physical sunscreen ควรอย่างน้อย 5% zinc oxide

2. Moisturizer

ช่วยบำรุงผิว เพิ่มความชุ่มชื้นผิว และช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ที่ผิวเป็นไปอย่างสมดุล

ผิวมันหรือผิวผสม
แนะนำกลุ่ม Humectant
เช่น Glycerin, Hyaluronic acid, Lactic, Urea เป็นต้น

ผิวแห้ง
อาจใช้กลุ่ม Emollient
เช่น Ceramide, Cholesteral, Squalene, Plant oil
หรือใช้กลุ่ม Humectant ข้างต้น ร่วมกับ Occlusive
เช่น Dimethicone, Petroleum jelly, Mineral oil, Bee wax เป็นต้น

3. Exfoliants

ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ ผลัดเอาเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดออกไป โดยไม่ได้ทำให้ผิวหนังบางลงอย่างที่หลายคนกังวลใจ
ถ้าหากใครได้ฟังคาบที่หมอได้สอนเรื่อง Antiaging Skincare คงจำได้ว่ากระบวนการผลัดเซลล์ผิวเราจะเริ่มช้าลงตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ร่วมด้วย โดยอาจใช้เพียงแค่ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ก็เพียงพอค่ะ
กลุ่มนี้ เช่น alpha hydroxy acid เป็นต้น

4. Cleanser

การล้างหน้าให้สะอาดเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นขั้นตอนแรกของการเริ่มดูแลผิวในแต่ละวันค่ะ หากล้างไม่สะอาดก็อาจเกิดการอุดตันของรูขุมขนตามมา และทำให้ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่จะทาลงไปนั้นลดลงได้ แนะนำให้ทุกคนหาผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวตัวเองไว้เลยค่ะ

ส่วนคนที่อายุ 20-30 ปี และเป็นสิวก็ใช้ step นี้ได้ แต่เลือกกลุ่ม Moisturizer เป็นสำหรับกลุ่มสิวแทน ลองดูในโพสก่อนนี้เพิ่มเติมได้ค่ะ

สุภาพบุรุษทั้งหลายที่ไม่ชอบทาครีม ทาเท่านี้ก่อนก็ได้ค่ะ เชื่อว่าถ้าผิวเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีแล้วจะอยากดูแลผิวมากขึ้นไปอีกแน่เลย

ใครผ่าน step นี้แล้ว มารอฟังขั้นตอนต่อไปจะเพิ่มอะไรยังไงดี

เป็นอย่างไรบ้างคะ ใครชอบบทความ Basic Skincare Routine นี้บ้าง
อยากให้ต่อไปแนะนำเป็นสูตรสำหรับใครดีคะ คอมเม้นท์มาได้เลยนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Gluten-free diet ช่วยในโรคผิวหนังอะไรบ้าง

Gluten เป็นโปรตีนที่พบในอาหารพวก wheat, rye, and barley ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาอิมมูนในอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของผู้ป่วยบางโรคตามมาได้

Photo credited: diabetes.co.uk

โรคที่สัมพันธ์ชัดเจนว่าผู้ป่วยจะมีอาการทางผิวหนังดีขึ้นหลังได้รับ GFD คือ Dermatitis Herpetiformis

โรคที่พบว่าการได้รับ GFD ไม่มีผล คือ Atopic dermatitis, Systemic Sclerosis, Undifferentiated CTD

โรคอื่น ๆ ที่เหลือในรูป มีทั้งรายงานที่พบว่าช่วยและไม่ช่วยอะไร อาจต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต

ตัวอย่าง Gluten-free Diet ดังรูป สามารถดาวโหลดไฟล์ได้ที่ https://assets.aboutkidshealth.ca/akhassets/PDF_gluten_free_diet_tables_EN.pdf

Reference
Gluten and skin disease beyond dermatitis herpetiformis: a review
International Journal of Dermatology 2020
doi: 10.1111/ijd.15098

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Update CPG โรคผิวหนังน่ารู้

โพสนี้คุณหมอได้รวบรวม Update CPG Dermatology โดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย มาให้น้องๆ Extern และแพทย์ทั่วไป หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการใช้ดูแลรักษาคนไข้โรคผิวหนังทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ในเบื้องต้นนะคะ


⭐️ Acne: https://goo.gl/iaAjqQ
⭐️ Alopecia Areata: https://goo.gl/n4hhLv
⭐️ Anaphylaxis: https://goo.gl/hqbUu7
⭐️ Androgenetic Alopecia: https://goo.gl/LguGM8
⭐️ Atopic Dermatitis: https://goo.gl/YJHuJM
⭐️ Bullous Pemphigoid: https://goo.gl/15hbfW
⭐️ Drug eruption: https://goo.gl/aoxznp
⭐️ Exfoliative Dermatitis: https://goo.gl/Fcicnb
⭐️ Molluscum Contagiosum: https://goo.gl/Rhw6v7
⭐️ Pediatric Dermatology: https://goo.gl/LPVigK
⭐️ Psoriasis: https://goo.gl/HyGg6Z
⭐️ Scabies: https://goo.gl/e3SzJt
⭐️ Sunscreen usage: https://goo.gl/7mnM4e
⭐️ Superficial Fungal Infection: https://goo.gl/zPmQa8
⭐️ Topical corticosteroid Usage: https://goo.gl/WtEiqL
⭐️ Urticaria/Angioedema: https://goo.gl/u9pz6f

ไฟล์รวม (Medshare) https://www.scribd.com/document/416036796/CPG-Dermatology-Update-2019-Medshares-pdf

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.