ผิวแห้งระคายเคืองง่าย..ใช้โทนเนอร์ได้ไหม ล้างหน้าด้วยอะไรดี ⁉️

รวมคำถามคาใจเกี่ยวกับการทำความสะอาดผิวหน้าสำหรับคนผิวแห้งในโพสนี้

1. เป็นคนผิวแห้งและระคายเคืองง่าย สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีน้ำหอมได้ไหม ❓

บางคนอาจแพ้น้ำหอม แต่หากใครไม่มีปัญหาก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมได้ค่ะ เพียงแต่คนที่ผิวแพ้ง่ายก็ควรต้องระวัง

2. หากแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดชนิดที่กันน้ำ จำเป็นต้อง double cleansing หรือไม่ ❓

ไม่มีอะไรถูกหรือผิด หากล้างด้วย Cleanser ครั้งเดียวแล้วรู้สึกสะอาดดีก็อาจไม่จำเป็นค่ะ แต่ในส่วนผสมหรือ surfactant ของบางผลิตภัณฑ์ที่ล้างออกยากก็อาจจะล้าง double cleansing ได้ค่ะ เริ่มด้วยการเช็ดหรือล้างด้วย Cleansing oil หรือ balm อย่างใดอย่างหนึ่ง
✔️ Cleansing oil : ส่วนใหญ่นิยมใช้ Mineral oil, castor oil, jojoba oil, olive oil (Olive oil อาจก่อสิว) หากล้างสะอาดแล้ว อาจจบขั้นตอนนี้
✔️ Cleansing balm : แนะนำให้ล้างตามด้วย Liquid Syndet Cleanser อีกรอบ

3. ถ้าหากไม่ได้ใช้ waterproof product อะไร แต่งหน้าเบา ๆ แต่พอใช้ Cleanser อย่างเดียวก็รู้สึกไม่สะอาด จะทำอย่างไรดี ❓

กรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้อง double cleansing ก็ได้ค่ะ แต่หากผิวค่อนข้างสกปรก หรือ แต่งหน้าร่วมด้วย และรู้สึกไม่สะอาดหลังล้างหน้าด้วย cleanser ก็แนะนำอาจเริ่มด้วย
✔️ Micellar water
✔️ Cleansing milk
แล้วตามด้วย Cleanser อีกที

4. น้ำตบ Essence หรือ Toner ต้องมีใน routine ไหม และสามารถใช้ในคนที่ผิวแห้งระคายเคืองง่ายได้หรือไม่ ❓

ความจริงแล้วไม่มีนิยามความแตกต่างของ Essence กับ Toner ที่ชัดเจน โดยทั้งสองชนิดจะมีส่วนประกอบของน้ำค่อนข้างเยอะกว่า Serum
✔️ เนื้อ Essence คือสกินแคร์ที่เป็นของเหลวขุ่นเล็กน้อย ส่วน Toner จะค่อนข้างเหลวใสกว่า
✔️ Essence หรือ Toner อาจมีในรูทีนหรือไม่ก็ได้ค่ะ เลือกได้ตามความสมัครใจ โดยควรเลือกที่ส่วนผสมเป็นหลัก
✔️ หากมีทั้งสองอย่างนี้ ก็ควรลำดับไว้ต้น ๆ หลังจากล้างหน้าเสร็จ เสมือนเป็นการเตรียมผิวก่อนลงสกินแคร์อื่นต่อไป

กรณีผิวแห้งแพ้ง่าย แนะนำเลือกดังนี้ค่ะ
✔️ หลีกเลี่ยงที่มีน้ำหอม, แอลกอฮอล์, ส่วนผสมที่อาจก่อการระคายเคือง เช่น กรดผลไม้, อนุพันธ์วิตามินเอ หรือกลุ่มผลัดเซลล์ผิวอื่น ๆ
✔️ มองหาเป็น Propylene glycol-based
✔️ มองหาส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นที่เลียนแบบโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ เช่น hyaluronic acid, ceramide, glycerin หรือ natural moisturizing factors อื่น ๆ
✔️ มองหาส่วนผสมที่ช่วยเคลือบผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการสูญเสียน้ำจากผิว (Occlusive) และ ช่วยปรับสมดุลผิว (Water homeostasis)

5. ผิวแห้งใช้ Cleansing Scrub แต่ล้างเบา ๆ ได้ไหม ❓

คนผิวแห้งไม่แนะนำให้ใช้กลุ่ม scrub เลยค่ะ เพราะจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบตามมาได้

6. ผิวแห้งระคายเคืองง่าย ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียวได้ไหม ❓

ไม่เหมาะค่ะ ไม่แนะนำให้ล้างด้วยน้ำเปล่าเพราะมีค่า pH ไม่เหมาะกับผิว แนะนำว่าหากผิวแห้ง แต่ไม่มีปัญหาอะไรที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ดังนี้ค่ะ
✔️pH balance ใกล้เคียงกับผิว ประมาณ 4.5-6.5
✔️มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นผิว เช่น ceramide, glycerin, amino acid, cholesterol, PCA เป็นต้น
✔️มองหา Syndet Liquid หรือ Non foaming Cleanser ซึ่งมักจะใช้ surfactant กลุ่มที่ไม่ค่อยระคายเคืองผสมกันหลายชนิด ยกตัวอย่าง

กลุ่ม Anionic Surfactant สารลดแรงตึงผิวที่มีประจุลบ

กลุ่มนี้มีความสามารถในการทำความสะอาดดีที่สุด หากเป็นชนิด fatty acid soap or foam มักจะระคายเคือง ดังนั้น ในกลุ่มนี้ควรเลือกชนิดที่เป็น non soap จึงจะมีความอ่อนโยนมากกว่า เช่น sodium lauryl monoethanolamide, disodium laurath sulfosuccinate, sodium cocoyl isethionate, sodium cocoyl alaninate, disodium cocoyl glutamate, sodium cocoyl glutamate เป็นต้น

กลุ่ม Amphoteric Surfactant สารลดแรงตึงผิวที่มีทั้งประจุบวกและประจุลบ

กลุ่มนี้มีความสามารถทำความสะอาดได้ดีและเป็นที่นิยมใช้ เช่น cocamidopropyl betaine, cocoamphoacetate, lauryl hydroxysultaine เป็นต้น

กลุ่ม Non-ionic Surfactant สารลดแรงตึงผิวที่ไม่มีประจุ

กลุ่มนี้นิยมนำไปผสมกับสารลดแรงตึงผิวอื่น ๆ ในสบู่หรือเจลล้างหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชะล้าง เป็น refatting agent ช่วยปกป้องไม่ให้ความชุ่มชื้นผิวถูกชะล้างออกหมด และมีความอ่อนโยน เช่น polysorbate 20, 80, decyl glucoside, lauryl glucoside, polyglyceryl-4 เป็นต้น

กลุ่มนี้อาจทาบนผิวแห้งหรือผิวเปียกก็ได้ หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำ จะเหลือลักษณะคล้ายฟิล์มเคลือบผิวบาง ๆ จะช่วยเรื่องความชุ่มชื้นผิว ดังนั้นไม่ควรเช็ดหรือถูฟิล์มนี้ออก

❌ ไม่แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็นกลุ่ม Soap หรือโฟม เพราะมักผสม negatively charged surfactants ซึ่งก่อการระคายเคืองผิวได้ง่ายตามที่กล่าวไปข้างต้น เช่น SLS (Sodium lauryl sulfate)

7. มีส่วนผสมอะไรที่แนะนำให้มองหาในผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับคนผิวแห้งมาก ❓

แนะนำพิจารณาเลือกเป็นพิเศษในกลุ่ม Cleanser ที่มี ส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น ceramide, hyaluronic acid, glycerin เป็นต้น
✔️ มีข้อมูลพบว่าการใช้ ceramide-dominant physiological lipid-based cleanser อย่างน้อย 4 สัปดาห์ ทำให้ skin barrier ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยวัดจาก
💧 TEWL ลดลง
💧 Skin hydration เพิ่มขึ้น
💧 อาการคัน ผิวแห้งลดลง
💧 Skin smoothness & softness ดี ผิวนุ่มเรียบขึ้น
✔️Glycerin เป็นสารกลุ่ม hydroscopic และเป็น humectant ธรรมชาติในผิวเรา และได้รับความนิยมในการนำมาผสมในสกินแคร์เพราะมีประสิทธิภาพในการดูดน้ำจากบรรยากาศรอบตัวและกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวได้ดี คล้ายกับคุณสมบัติของ Hyaluronic acid ซึ่งสารทั้งสองอย่างนี้จะค่อย ๆ ลดลงไปตามกาลเวลาอายุที่มากขึ้น มีข้อมูลว่าการใช้สกินแคร์ที่มี Glycerin เป็นส่วนผสม ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและยังเสริมความแข็งแรงของกำแพงผิว ผิวนุ่ม ยืดหยุ่นดี

8. BioMimic Technology™ คือ อะไร ❓

เป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบโครงสร้างชั้นไขมันของผิวตามธรรมชาติ ประกอบด้วย Essential lipids ไขมันที่คล้ายคลึงกับที่พบได้ในผิว ได้แก่ Hydroginated lecithin, Caprylic/Capric Triglyceride, Squalane, Ceramide-3, Glycerin ซึ่งสูตรที่เลียนแบบไขมันในผิวตามธรรมชาตินั้นจะช่วยเสริมกำแพงผิวให้แข็งแรง เติมส่วนที่ขาดหายไป เพิ่มความชุ่มชื้น ลด TEWL ได้อย่างอ่อนโยน
✔️ เทคโนโลยีนี้เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Physiogel ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ไลน์ DMT (Daily Moisture Therapy) ซึ่งเหมาะสำหรับกลุ่มคนผิวแห้งหรือแพ้ง่าย ปัจจุบันมีการพัฒนาเนื้อสัมผัสที่บางเบา ทาสบายผิว ไปพร้อมกับการเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไม่เหนียวเหนอะ ยกตัวอย่าง เช่น
💧DMT Cleansing Gel
💧DMT Essence in Toner เป็นต้น

สุดท้ายนี้มีเทคนิคสำรวจผิวมาแถมให้ ลองดูว่าผิวใครเป็น ผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำหรือไม่


⭐️ ผิวแห้ง (Dry skin) ลักษณะหน้าลอก เป็นขุยง่าย คัน เมื่อสังเกตหลังล้างหน้าสักพักแล้วผิวจะแห้งตึง ไม่มีความมัน
⭐️ ผิวขาดน้ำ (Dehydrated skin) ชนิดนี้พบได้ทั้งในทุกสภาพผิว คนผิวมันหรือแห้ง ก็ขาดน้ำได้ค่ะ เมื่อสังเกตหลังล้างหน้าแล้วอาจรู้สึกว่าผิวแห้ง แต่พอทิ้งไว้อีกระยะจะเกิดความมันตามมา บางคนมีสิว หน้ามัน ได้บ่อย ๆ
จะเห็นว่าปัญหาผิวทั้งสองชนิดนี้ สามารถแก้ปัญหาด้วยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมน้ำในผิว (Humectant) ได้ทั้งคู่ และในคนที่ผิวแห้งมาก (Very dry skin) อาจต้องเพิ่มเติมส่วนผสมที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นผิว (Occlusive) ร่วมด้วยค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่ผิวแห้ง (Dry skin) หรือผิวขาดน้ำ (Dehydrated skin) และกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ล้างหน้าคู่ใจนะคะ ผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องลองเลือกที่เหมาะกับตัวเอง


References

Dermatologic Therapy. 2021; 34(4): e14970.
J Cosmet Dermatol. 2018 Feb; 17(1): 8-14.
J Cosmet Dermatol. 2016 Dec; 15(4): 549-558.
Dermatol Res Pract. 2012; 2012: 495917. Dermatol Ther. 2004; 17 Suppl 1: 16-25.

Product mentioned

💎 Physiogel DMT CLEANSING GEL (150 ml. 450 baht)
คลีนซิ่งเจลมีฟองตัวใหม่ มี BioMimic Technology™ และ Hydrating Ingredient 2 ชนิด
✔️ Ceramide ลดการสูญเสียน้ำของผิว
✔️ Glycerin เพิ่มความชุ่มชื้นผิว ผิวนุ่ม
ฟองละเอียดนุ่ม ไม่แห้งตึง ไม่เอี๊ยดหลังล้างหน้า
มี BioMimic Technology เทคโนโลยีที่มีเฉพาะในผลิตภัณฑ์ของ Physiogel ช่วยเสริมเป็นเกราะปกป้องผิว และคืนสมดุลให้ผิว

💎 Physiogel DMT ESSENCE IN TONER ( 200 ml. 700 baht)
เป็น BioMimic Technology™ และมี Hydrating Ingredient หลายชนิดครบทั้ง humectant, emollient, occlusive:”[
✔️ Hyaluronic acid เป็น humectant ช่วยเติมความชุ่มชื้นผิว
✔️ Glycerin ช่วยเสริมกำแพงผิว เพิ่มความนุ่มชุ่มชื้น
✔️ Arginine ช่วยกระบวนการสมานแผลและฟื้นฟูเซลล์ผิว
เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะ
ใช้เป็นขั้นตอนแรกในการเตรียมผิว ใช้ทันทีหลังล้างหน้า หรือสามารถใช้กับสำลีแบบโทนเนอร์หรือใช้แบบน้ำตบก็ได้

ทั้งสองตัวเป็นสูตร non-comedogenic ไม่มีน้ำหอม
ใช้ได้ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้งแพ้ง่าย
สามารถใช้ได้ หาซื้อได้ที่ Watsons, Boots, Shopee, Lazada, Eveandboy, ร้านขายยาชั้นนําทั่วประเทศ

Disclaimer: Branded content [Physiogel]

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สิว 13 vs สิว 30 [รายการ Single Being Podcast]

สิววัยรุ่นกับสิววัยผู้ใหญ่ต่างกันไหม ลองมาฟังได้ในลิ้งค์นี้ค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ Single Being และ พี่ผิง พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ที่ชวนไปพูดคุยในคลิปนี้ค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังประสบปัญหาสิวอยู่นะคะ

เกลื้อน..รักษาอย่างไร

Pityriasis versicolor
ทราบหรือไม่ว่า ผื่นของเกลื้อนอาจมีสีได้หลากหลาย ได้แก่ ขาว ชมพู แดง จนถึงน้ำตาล

รูปแสดงลักษณะผื่น

เกลื้อน Pityriasis versicolor
สีขาว
สีแดง
สีน้ำตาล

ผื่นมักเริ่มจากรอบรูขุมขนแล้วขยายออกกว้างขึ้น อาจมีอาการคันเล็กน้อย หรือไม่คันก็ได้

ความร้อนและความชื้น เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้ขึ้นมาได้

การรักษา

การรักษาเกลื้อน
Reference: Up to date

การซื้อยาสเตอรอยด์มาทาจะทำให้โรคลุกลามมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องเพื่อการรักษาที่เหมาะสม

ขออนุญาตใช้ภาพจากกูเกิ้ลเพื่อประกอบความเข้าใจเนื้อหา

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

7 สกินแคร์พื้นฐานที่ควรมี

แชร์ไอเดีย Step 1 เบสิคพื้นฐาน

❌ หากทาสกินแคร์เหมือนกัน 2 ชิ้นทับกัน แนะนำเอาออกไป 1 เช่น F วิตามินซีมา 3 ยี่ห้อ ทาทับ ๆ กันหลายชั้นอาจดูเป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

❌ หากขาด แนะนำหาเพิ่มชิ้นเดียวพอค่ะ ไม่ต้องกวาดหรือ F มาหลายยี่ห้อให้สิ้นเปลือง ทดลองทีละขวดถ้าไม่ถูกใจค่อยเปลี่ยนใหม่

✅ บางอันผสมในชิ้นเดียวกันแล้ว ช่วยลดขั้นตอนได้ เช่น ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มี antioxidant รวมอยู่

✅ โพสนี้พื้นฐานแบบไม่มีปัญหาผิวอะไรต้องแก้เพิ่มเติม ถ้ามีปัญหาอื่น เช่น สิว ฝ้า รอยดำ ริ้วรอย ต้องเพิ่มสเต็ปถัดไป ถ้าครบพื้นฐานแล้ว -> รออ่าน Step 2

สรุปเบสิค

☀️ตอนเช้า
เน้นบำรุง ปกป้องผิวจากมลภาวะและแสงแดด จึงต้องเน้นครีมกันแดด และ antioxidants
🌙 ก่อนนอน
เน้นบำรุง แก้ไขปัญหา ซ่อมแซมผิว ฟื้นฟู จึงควรเน้นกลุ่มที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ เช่น วิตามินเอ

ไหนขอดูรูทีนของแต่ละคนหน่อยซิ

AHA BHA เลือกยังไง ไม่ถูกเท ไม่โดนแกง

1. AHA BHA คือ อะไร

2. ปัญหาผิวและสิวแบบไหน ที่ AHA BHA ช่วยได้

3. หากหน้ามัน ควรเลือกอะไร

4. สิวเสี้ยนช่วยได้ไหม

5. ใช้ AHA ร่วมกับ BHA ได้หรือไม่ หรือควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

6. AHA BHA ใช้ร่วมกับยาทาสิว tretinoin หรือวิตามินซี ได้ไหม

7. ควรเลือกความเข้มข้น AHA ยังไง

8. ความถี่ที่เหมาะสมในการใช้

9. ควรทาเวลาไหน เช้า หรือ เย็น

10. ถ้าใช้ AHA แล้วแสบแดงลอก ควรทำอย่างไร

11. ทาไปนาน ๆ ผิวจะบางไหม

12. ถ้าหยุดใช้ AHA BHA แล้วสิวจะกลับมาไหม

13. ข้อห้าม หรือ ข้อควรระวังก่อนใช้ AHA BHA

14. แนะนำวิธีการเลือก AHA BHA สำหรับผิว sensitive skin

15. แนะนำคนเป็นสิวที่ไม่เคยใช้ AHA BHA จะเริ่มอย่างไร

ทุกคำตอบอยู่ในไลฟ์นี้ค่ะ https://www.facebook.com/skinxthailand/videos/560411538620607/

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ครีมยูเรีย ที่เหมาะกับคนผิวแห้งมาก ช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งได้อย่างไร ‼️

Urea-containing topical formulation

มีหลายคำถามที่มักมีการถามถึงเสมอ ว่ายูเรียที่ผสมในสกินแคร์ สามารถช่วยอะไรได้บ้าง และคนผิวแห้งทาไปนาน ๆ แล้วจะมีผลอะไรต่อผิวหรือไม่ เราลองมาทำความรู้จักกันค่ะ

1. ยูเรีย คืออะไร เกี่ยวกับผิวเราอย่างไร ทำไมเห็นใช้เป็นส่วนผสมในสกินแคร์ทาผิว ❓

ยูเรียเป็นส่วนประกอบหนึ่งในผิวหนัง
พบได้ประมาณ 7% ของ NMF (Natural Moisturizing Factor) ซึ่งอยู่ที่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าของเราค่ะ ส่วนนี้จะทำหน้าที่ปกป้องผิว กักเก็บความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้แก่ผิว และเมื่อเราอายุมากขึ้น ปริมาณของ urea ใน NMF จะลดลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา

ยูเรียทาผิว urea cream

2. หาก NMF ไม่สมบูรณ์ และปริมาณ urea ที่ผิวลดลง จะเกิดอะไรขึ้นกับผิวหนังบ้าง ❓

ผลที่จะเกิดตามมา คือ ผิวจะสูญเสียน้ำได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น สูญเสียความยืดหยุ่น จึงส่งผลทำให้ผิวแห้งกร้าน ลอก เป็นขุยในที่สุด เราจึงเห็นว่าคนสูงอายุส่วนหนึ่งที่ผิวแห้งนั้น อาจมาจากปัจจัยเรื่องนี้ร่วมด้วยได้ และเมื่อทาครีมที่ผสมยูเรียจึงมักช่วยให้อาการแห้งลอกคันผิวลดลงได้ดี

3. ผลิตภัณฑ์ยูเรียชนิดทาที่มีความเข้มข้นต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ❓

ยูเรียความเข้มข้นต่างกันจะออกฤทธิ์ไม่เหมือนกันค่ะ

✔️ ความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง <10 % จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิว (Moisturizing effect) จึงมักใช้แก้ปัญหาผิวแห้ง หรือ โรคผิวหนังในกลุ่มโรคเช่น Xerosis, Ictyosis, Atopic dermatitis, Psoriasis
✔️ ความเข้มข้นสูงเกิน 10% ขึ้นไป ความเข้มข้นเบอร์นี้จัดว่าเป็นยา จะออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วย (Keratolytic effect) จึงมักใช้ในรอยโรคผิวหนังที่หนา เช่น ขนคุด (Keratosis pilaris), Psoriasis ที่ผื่นหนา หรือใช้แก้ปัญหาที่เล็บ, รักษาหูด, ตาปลา,ใช้ทาส้นเท้าหนาแตกด้าน เป็นต้น

ดังนั้น ควรเลือกให้ถูกวัตถุประสงค์ เช่น หากนำ 40% มาใช้กรณีผิวแห้ง ก็อาจทำให้รอยโรคแย่ลงได้จากการผลัดลอกเซลล์ผิวมากขึ้นกว่าเดิม

ประโยชน์ของยูเรียครีม

4. หากใช้ครีมยูเรียควรใช้ทาเดี่ยว ๆ หรือทาร่วมกับยาเพื่อรักษาโรคทางผิวหนังได้หรือไม่ ❓

สามารถทายูเรียเดี่ยว ๆ หรือ ทาร่วมกับยาทารักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้ค่ะ และมีข้อมูลว่ายังสามารถเพิ่มการดูดซึมของยาตัวอื่นได้ เช่น

✔️ 10% urea ร่วมกับ hydrocortisone หรือ betamethasone-17-valerate ในการรักษาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
✔️ 10% urea ร่วมกับ 1% hydrocortisone, 2% salicylic acid ในการรักษาโรคผิวแห้ง Ictyosis vulgaris
✔️ 10-40% urea ร่วมกับ dithranol หรือ bifonazole ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
✔️ 40% urea ร่วมกับ 1% fluconazole ในการรักษาเชื้อราที่เล็บ

5. ครีม urea มีแบบไหนบ้าง เลือกอย่างไรดี ❓

ปัจจุบันครีมที่ผสมยูเรียมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ครีม, โลชั่น, โฟม, อิมัลชั่น, แลคเกอร์ โดยใช้ความเข้มข้นประมาณ 3-50% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่มีรายงานผลข้างเคียงจากการใช้น้อยมาก เรียกได้ว่า สามารถใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัย

แต่ละรูปแบบควารเลือกใช้ให้เหมาะสม ดังนี้

ชนิดโลชั่นทาผิว

มักผสม urea 3-12% ซึ่งไม่สูงมาก และเนื่องจากเป็น hydrophilic components มักจะมีน้ำหนักโมเลกุลเล็ก สามารถซึมผ่าน Stratum corneum ได้ดี ออกฤทธิ์เป็น humectant ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น, ลด TEWL อีกทั้งยังช่วยกักเก็บความชื้นในผิวได้ยาวนาน จึงมักใช้โลชั่นเพื่อแก้ปัญหาผิวแห้งคัน (xerosis) ได้ดี และยังมีข้อมูลพบว่าลดอาการขุย ผิวแตกเป็นร่อง แดงคัน ช่วยลดการกำเริบของการแห้งคันได้ แนะนำในกลุ่มคนผิวแห้ง xerosis, ผิวผู้สูงอายุ, ผิวแห้งคันในคนเป็นโรคตับ,ไต เป็นต้น

ชนิด cream

ควรเลือกความเข้มข้นให้เหมาะกับปัญหาตามที่กล่าวข้างต้น คร่าวๆ คือ
5-12% cream สำหรับผิวกายแห้งมาก แห้งลอกขุย, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
20-25% cream สำหรับส้นเท้าแห้งแตก, เล็บเป็นขุยหนา
20-40% cream สำหรับเสริมการรักษาเชื้อราที่เล็บ
50% cream สำหรับ psoriatic plaque

ชนิด foam

เป็นทางเลือกสำหรับ hairy area แต่พบไม่ค่อย และกลุ่มนี้มักผสม alcohol vehicle อาจระคายเคืองหรือคันได้

ชนิด ointment

จะมีฤทธิ์ occlusive เพิ่มเติมเข้ามา จึงออกฤทธิ์ได้ดีกว่าชนิด cream สามารถใช้ 40% เป็น chemical nail avulsion ในการรักษา onychomycosis ได้ และแนะนำรูปแบบนี้อย่างยิ่งกรณีส้นเท้าแตกด้าน แต่ข้อเสียคือ เหนียว และใช้ค่อนข้างลำบากในบริเวณผิวที่มีเส้นผมหรือขน

ชนิด gel

พบไม่บ่อย

ชนิด lacquer

รูปแบบยาป้ายทา มักใช้กับรอยโรคที่เล็บ เสริมการรักษา onychomycosis, brittle nails

6. หากมีปัญหาผิวแห้งมาก ลอกขุย แตก คัน ผิวไม่เรียบ เป็นเกล็ดปลา ต้องดูแลผิวอย่างไร ทาครีมยูเรียอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่❓

เนื่องจากปัญหาผิวแห้งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

💢 กำแพงผิวเสียจากอายุที่มากขึ้น
💢 โรคผิวหนังบางอย่าง เช่น ผิวหนังอักเสบ, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, โรคสะเก็ดเงิน, โรค Ictyosis
💢 โรคทางร่างกายอื่น เช่น โรคตับ โรคไต โรคไทรอยด์ มะเร็งบางชนิด ขาดวิตามินหรือสารอาหารบางอย่าง เป็นต้น
💢 การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน เช่น วัยหมดประจำเดือน
💢 สภาพอากาศ มลภาวะ
💢 การใช้สกินแคร์ที่ไม่เหมาะสม

แนะนำวิธีการดูแลผิวแห้ง ดังนี้ค่ะ

ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นผิวเป็นประจำสม่ำเสมอ แนะนำให้ทาหลังอาบน้ำทันทีจะสามารถซึมสู่ผิวและออกฤทธิ์ได้ดี ซึ่งสกินแคร์ที่มียูเรียก็สามารถใช้ได้ และหากผิวแห้งมากก็อาจหาส่วนผสมที่เพิ่มความชุ่มชื้นหลายชนิดร่วมด้วย เช่น Eucerin Urea Repair Plus ซึ่งนอกจาก 5% urea ก็ยังมี Ceramides & Gluco-Glycerol & NMFs ที่ช่วยเพิ่มการส่งผ่านโมเลกุลน้ำไปยังผิวชั้น epidermis และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้ดี
ไม่อาบน้ำนานเกินไป เลี่ยงการอาบน้ำร้อน และ เลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่เป็นด่างสูง หลังอาบแล้วผิวตึงเอี๊ยด
• ในกรณีฤดูหนาว อากาศแห้ง อาจใช้ Humidifier เพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ให้บรรยากาศรอบตัวในบ้านหรือห้องนอน
• สำรวจตัวเองว่ามีความผิดปกติทางร่างกายใด ๆ หรือไม่

และหากปรับสกินแคร์และพฤติกรรมการดูแลผิวข้างต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีความผิดปกติอะไรในร่างกาย แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อช่วยตรวจหาว่าคุณมีสาเหตุอื่นที่อะไรซุกซ่อนอยู่ ที่อาจทำให้ผิวแห้งคัน เรื้อรัง ไม่หายสักที ซึ่งเหล่านี้อาจต้องการการรักษาอื่นโดยแพทย์เพิ่มเติมค่ะ

ผิวแห้งลอก แก้อย่างไร

References:

Dry skin management: practical approach in light of latest research on skin structure and function. J Dermatolog Treat. 2020 Nov;31(7):716-722.
Topical urea in skincare: A review Dermatology Therapy 2018;e12690.
Urea-containing topical formulations. Int J Clin Pract. 2020 Dec;74 Suppl 187:e13660.


Product mentioned:

Eucerin UreaRepair Plus

โลชั่นบำรุงผิวกาย เหมาะสำหรับผิวแห้งถึงแห้งมาก แตกเป็นขุย

• ประกอบด้วย
5% urea lotion + NMF สารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติในผิว
มี Ceramides ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำจากผิว
มี Glyco-glycerol ที่ช่วยเพิ่มการส่งผ่านโมเลกุลน้ำไปยังผิวชั้น epidermis ได้ดี เติมน้ำสู่ผิว ผิวชุ่มชื้นยาวนาน 48 ชั่วโมง
• เนื้อโลชั่น oil-in-water ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะ
• ช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น เนียนเรียบขึ้น แลดูสุขภาพดี เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง (ผลลัพธ์ขึ้นกับสภาพผิวแต่ละบุคคล)

Eucerin urearepair plus

Disclaimer: Content sponsored by Eucerin

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Ectoin หรือ Extremolytes คืออะไร

Ectoin คือ สารที่ผลิตได้จากแบคทีเรียชื่อ Halomonas elongata ถือเป็น naturally Osmolytes อย่างหนึ่งที่มีการศึกษามากมายทั้งในแง่ของการผสมในครีมบำรุงผิวหรือครีมกันแดด, ยาพ่นในระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งยาหยอดตา

ทั้งนี้ เนื่องจาก Ectoin มีคุณสมบัติในการช่วยลดการอักเสบได้ ทั้งที่ผิวหนัง เยื่อบุทางเดินหายใจ และตา

มีการศึกษาพบว่าผิวหลังทาสกินแคร์ที่มี Ectoin เมื่อทดสอบด้วย UVB แล้ว มีอิมมูนเซลล์ที่ผิว (Langerhan cells) ลดลงเพียงเล็กน้อย และยังพบ Sunburn cells ลดลงอย่างชัดเจน

ดังนั้น Ectoin จึงมีคุณสมบัติ ช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายด้วย UVB

มีการศึกษาพบว่าผิวหลังทาสกินแคร์ที่มี Ectoin เมื่อทดสอบด้วย UVA แล้ว เซราไมค์ที่ผิวจะถูกสลายน้อยลงไปเรื่อย ๆ (dose-dependent) และยังพบ ICAM-1 น้อยลง บ่งบอกว่าการอักเสบของผิวน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น Ectoin จึงมีคุณสมบัติ ช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบของผิวที่เกิดจาก UVA ได้อีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยในคน Sensitive & Atopic skin โดยให้ทา 1% และ 4% Ectoin เช้าเย็น นาน 7 วัน พบว่า TEWL ลดน้อยลง (แบบ dose-dependent)

ดังนั้น คนผิวแห้งหรือแพ้ง่ายที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงของกำแพงผิว แนะนำ ectoin ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 0.5-1% ขึ้นไป โดยทาเช้าเย็น จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงประมาณ 1 สัปดาห์

มีการศึกษาพบว่าเมื่อทา 1% Ectoin เช้าเย็น นาน 12 วันขึ้นไป ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการตรวจวัดด้วยเครื่องมือ corneometry และหลังหยุดทาแล้วยังสามารถคงความชุ่มชื้นผิวอยู่ได้อย่างน้อย 7 วัน

ดังนั้น Ectoin จึงมีคุณสมบัติเป็น prolonged moisturizer ช่วยให้ความชุ่มชื้นผิวได้ยาวนาน ในงานวิจัยระบุอย่างน้อย 7 วัน แต่อย่างไรก็ตามคงต้องขึ้นกับสภาพผิวแต่ละบุคคล และ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่มี Ectoin ในแต่ละยี่ห้อ

Ectoin มีคุณสมบัติ anti-inflammatory effect จึงมีการนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการผิวหนังอักเสบจากสาเหตุหลายอย่าง

ดังนั้น จึงเป็นอีกทางเลือกในคนที่มีผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือในกลุ่มโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Mild to moderate Atopic dermatitis) ที่อยากเลี่ยงการทาสเตอรอยด์บ่อย ๆ ในระยะยาว

พบว่า การทาสกินแคร์ที่มี Ectoin สามารถช่วยลดการเกิด Air pollution-induced hyperpigmentation ได้ และลด gene expression ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเสื่อมของผิวได้

ดังนั้น Ectoin-containing Skincare จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากช่วย anti pollution และ anti aging ได้ดี

ถึงแม้มีข้อมูลว่า Ectoin ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB ช่วยป้องกันผิวไหม้และลด aging skin ได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาในแง่ SPF, PA ที่ชัดเจน

ดังนั้น แนะนำให้ทาครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอค่ะ

บางคนเรียก Ectoin ว่าเป็น All-in-One และเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการบำรุงผิว เพราะมีความสามารถ คือ

✔️ ปกป้องผิวจากการทำร้ายโดย UVA ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งผิวชรา ริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ

✔️ ปกป้องผิวจากการทำร้ายโดย UVB ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งผิวไหม้และหมองคล้ำ

✔️ ลดการระคายเคืองผิวจาก PM2.5 ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความแก่, ผิวอักเสบ, การกำเริบของผื่นผิวหนังบางชนิด

✔️ ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง

✔️ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้ยาวนานหลายวัน

โดยสรุป คุณสมบัติของEctoin ก็คือ

“Antiaging + Antiinflammatory + Moisturizing + Barrier repairing effects”

ถ้าหากใครที่กำลังมองหาสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Extremolytes (Ectoin) ขอแนะนำ ดังนี้ค่ะ

• 0.5% ขึ้นไป ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงกำแพงผิวได้ดี

• 1% ขึ้นไป มีคุณสมบัติเหมือน 0.5% และเพิ่มเติมคือ สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานยิ่งขึ้นเป็นสัปดาห์

• 5-7% ขึ้นไป นอกจากช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนานและบำรุงกำแพงผิวได้ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติ anti-inflammatory effect (dose-dependent) แนะนำสำหรับคนที่มีปัญหาภูมิแพ้ผิวหนัง Atopic dermatitis, มีผื่นแพ้อักเสบผิวหนังต่าง ๆ หรือ คนที่ต้องการบำรุงผิวมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มลภาวะฝุ่น PM2.5

ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีในประเทศไทยที่มีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองในการช่วยลดการอักเสบของผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้ดี ก็เช่น Resiskin ซึ่งมีส่วนผสมของ Ectoin 7% เป็นต้น

References

Int J Woman’s Dermatology. 2021; 7: 91-97.

J Eur Acad Dermatol Venereol. 2019 Aug; 33(8): 1496-1505.

Dermatologic Therapy. 2019; e13171.

Archives of Toxicology. 2018; 92: 2077–2091.

Curr Pediatr Rev. 2019; 15(3): 191-195.

Skin Pharmacol Physiol 2014; 27: 57–65.

Appl Microbiol Biotechnol 2006; 72: 623–634.

Clin Dermatol 2008; 26: 326–333.

Product mentioned

Resiskin by Qualisk

✔️ Germany Innovative Ingredient (Extremolyte) นวัตกรรมสูตรผสมนำเข้าจากเยอรมันที่มีส่วนผสมสกัดจากธรรมชาติ ไม่มีสารกันเสีย

✔️ เป็น Skin barrier repair ช่วยเสริมความแข็งแรงของกำแพงผิว ช่วยปกป้อง บำรุงและฟื้นฟูผิวในหลอดเดียว และยังช่วยลดอาการอักเสบของผิวได้ โดยมีส่วนประกอบหลัก คือ Ectoin ในปริมาณสูงถึง 7%

✔️ มีงานวิจัยรับรองประสิทธิภาพในผิวหนังมนุษย์

✔️ No Steroid, No fragrance, Safe for infant, children, adult

✔️ แนะนำในคนผิวธรรมดา, ผิวแห้ง, ผิวแพ้ง่าย, ผู้มีปัญหาผิวหนังอักเสบหรือภูมิแพ้ผิวหนัง

🌟 Where to buy: สามารถหาซื้อได้ที่ โรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำ หรือ สั่งซื้อออนไลน์ที่ช่องทางเพจ @ResiSKIN by Qualisk, เวบไซต์ http://www.resiskin.com, Line: @resiskin

🌟 พิเศษ ‼️ สำหรับแฟนเพจ HELLO SKIN by หมอผิวหนังที่เห็นโพสนี้

สามารถซื้อในราคาที่มีส่วนลดได้ที่ Inbox เพจ ResiSKIN by Qualisk โดยนำ PROMOTION CODE นี้ไปแจ้งได้เลย

– Code [HS1050]: หลอด 30 ml จาก 1,250 บาท เหลือราคา 1,050 บาท

– Code [HS1500]: หลอด 30 ml + Body Serum 140 ml จาก 2,200 บาท เหลือราคา 1,500 บาท แถมฟรี Travel Size (5 ml) 1 หลอด

– Code [HS2100]: หลอด 30 ml 2 หลอด จาก 2,500 บาท เหลือราคา 2,100 บาท แถมฟรี Travel Size (5 ml) 1 หลอด

Disclaimer: Content sponsored by Qualisk

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เคล็ดลับการดูแลผิวที่มือ

มือแห้งอันตรายกว่าที่คิด
เจลแอลกอฮอล์อาจติดไฟใช้อย่างระวัง 🔥🔥🔥

ไม่มีหลักฐานการติดเชื้อจากเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ

แต่มีหลักฐานการติดเชื้อจากมือแห้งแตกหลังการล้างมือ

โพสนี้สรุปการดูแลผิวที่มือ นำไปปรับเลือกผลิตภัณฑ์ได้เลย และอีกอย่างคือ

ในทางทฤษฎี มีงานวิจัยระบุไว้ชัดเจนว่า การล้างมือบ่อยกว่า 8-10 ครั้งต่อวัน ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดมือแห้งอักเสบได้ และมาในวันนี้ การล้างมือบ่อย ๆ เป็นสิ่งจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนต้องทำ

ผลที่ตามมาคือ มือแห้ง ลอก อักเสบ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างในการปกป้องผิวสูญเสียหน้าที่ไป ผลคือ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มือมากขึ้น

สรุปสั้น ๆ เกี่ยวกับวิธีการดูแลผิวที่มือ

( เพิ่มเติมจากการล้างมือให้ถูกวิธี 20 วินาที )
ให้ทุกคนนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้

1. ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเย็นก็ได้

ไม่มีผลต่อการกำจัดเชื้อโรค เพียงแค่ล้างให้ถูกวิธีและล้างให้นานพอ แต่ไม่แนะนำน้ำที่ร้อนเกินไป

2. ผลิตภัณฑ์ล้างมือ

ควรใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมและปริมาณมากเพียงพอในแต่ละครั้ง

• กรณีใช้ alcohol ชนิดที่ไม่ต้องล้างออก และหวังผลในเรื่องการฆ่าเชื้อด้วย แนะนำเป็น gel ดีกว่า spray เนื่องจากเราต้องการ contact time ในการออกฤทธิ์ที่นานพอ
• หากมือสกปรก ควรล้างสิ่งสกปรกออกก่อน
• ควรมีส่วนผสมของสารเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น glycerin, aloe vera
• ปริมาณที่ใช้ ต่อการล้างมือ 2 ข้าง 1 ครั้ง คือ 3-5 ml (ประมาณ 0.5-1 ช้อนชา) ขึ้นกับขนาดของมือว่าเล็กหรือใหญ่
• Alcohol ติดไฟได้ หลังจากใช้โดยเฉพาะชนิดที่ไม่ต้องล้างออก ควรรอให้แห้งก่อนเข้าใกล้ไฟ เช่น ทำอาหาร สูบบุหรี่

3. หลังล้างมือ

ใช้ผ้าสะอาดซับหรือเป่าด้วยเครื่องเป่าลม และรีบทาครีมบำรุงทันทีตอนขณะที่มือยังมีความชุ่มชื้นจากน้ำอยู่ จะทำให้ครีมมีประสิทธิภาพมากกว่าการทาครีมบำรุงตอนมือแห้งสนิทแล้ว

4. ใช้ Hand cream ที่เหมาะสม

• แนะนำแบบ Cream หรือ Oil-based ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าแบบ gel เพราะแบบเจลจะทำให้มีการระเหยสูญเสียน้ำออกจากผิว ผลคือผิวจะยิ่งแห้ง
• หากใช้เป็นกลุ่ม Barrier cream ได้จะดีมาก
• เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระบุ Anti-aging เนื่องจากมักมีสารผลัดเซลล์หรือกลุ่ม retinol ที่มักก่อให้เกิดการระคายเคืองได้
• หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม เพราะอาจแพ้ได้
• แนะนำส่วนผสมที่มี Petrolatum, urea, dimethicone, olive oil, shea butter
• แนะนำผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในหลอดมากกว่าขวดปั๊ม เพราะบรรจุมิดชิดกว่า

5. การใส่ถุงมือหลังทาครีมตอนก่อนนอน

เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครีมได้ดี เนื่องจากเสมือนเป็น Occlusive effect

สรุปโพสนี้อยากบอกว่า

✔️ การล้างมืออย่างถูกวิธี ที่ทุกท่านทราบกันดีว่า ล้างอย่างน้อย 20 วินาที และล้างให้สะอาดตามขั้นตอน สามารถช่วยชะล้างสิ่งสกปรกบนผิวมือได้ แต่เท่านี้อาจไม่เพียงพอ

✔️ การดูแลผิวที่บริเวณมือก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสามารถช่วยป้องกันผลเสียที่ตามมาจากการล้างมือบ่อย ได้แก่ ผิวอักเสบ ผิวแห้ง ผิวลอกเป็นขุย จนเกิดการเจ็บปวด เป็นบ่อเกิดของการติดเชื้อแทรกซ้อนทั้งแบคทีเรียและเชื้ออื่นๆจากการไปสัมผัสตามมาได้


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Anti-Pollution Diet & Skin Care Routines

ทุกวันเราตื่นขึ้นมาไม่ว่าจะออกไปทำงานนอกบ้าน หรือมีกิจกรรมในบ้านก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องพบเจอมลภาวะและฝุ่น PM2.5 ถึงแม้จะใส่มาสก์กันฝุ่นก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า การใส่มาสก์ก็ไม่สามารถช่วยปกป้องผิวหน้าเราได้ทั้งหมดอยู่ดี

มีข้อมูลศึกษาพบว่า หากสูดดมฝุ่นมลภาวะเข้าไปในร่างกายมากถึงระดับหนึ่ง อาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน เช่น ปอด หัวใจ นอกจากนั้นมลภาวะทางอากาศบางอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลง สารละลายต่าง ๆ ปรอท อะครีเลท ไฮโดรคาร์บอน โลหะหนักบางชนิด ฯลฯ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อผิวหนังได้โดยการดูดซึมผ่านผิว, รูขุมขนและท่อเหงื่อได้ขึ้นกับชนิดสารนั้น

Air Pollutions จะส่งผลต่อผิวหนังทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

ในระยะสั้น

ก่อให้เกิดผิวหนังอักเสบระคายเคือง, skin barrier dysfunction และยังกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของผื่นผิวหนังบางชนิดได้ เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis), สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และพบว่าอนุภาคที่มีขนาดที่เล็กมาก ๆ สามารถแทรกซึมลงไปเกิดการอุดตันรูขุมขนก่อให้เกิดสิวอุดตันและอักเสบได้ ผิวมันจากการหลั่งน้ำมันผิวมากขึ้น (Increased sebum) และยังพบว่า vitamin E, squalene ที่ผิวลดลงด้วย

ในระยะยาว

พบว่าฝุ่น PM2.5 ยังสามารถรวมตัวกับโมเลกุลของโลหะต่าง ๆ บางชนิดอาจมีรังสี UV เป็นตัวกระตุ้น และทำร้ายผิวชั้นลึกลงไป ส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย (Photoaging) ฝ้า กระ รอยดำ (Lentigines, Senile lentigines) จากการกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีตามมา

เมื่อรู้ดังนี้แล้วถ้าหากใครไม่อยากให้ผิวเสื่อมไว มีฝ้า กระ รอยดำมากขึ้น หรือใครที่มีผิวแห้งอักเสบ ระคายเคืองง่าย ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญในการดูแลผิวเป็นพิเศษ

หมอมีเคล็ดลับการปกป้องผิวจากมลภาวะทางอากาศมาแนะนำดังนี้ค่ะ

1. ดื่มน้ำวันละ 1-2 ลิตร

2. อาหารเสริมหรือวิตามินต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เช่น วิตามิน B3, C, E, โอเมก้า 3, เบต้าแคโรทีน, Selenium, coQ10, Polypodium leucotomos, Green tea, Lipoic acid เหล่านี้จะช่วยปกป้องผิวจากสารอนุมูลอิสระที่เกิดจาก Air pollution

3. เน้นอาหาร Mediterranean diet เช่น พวกผัก ผลไม้ ธัญพืช น้ำมันมะกอก ปลา สัตว์ปีก พืชตระกูลถั่วฝัก เพราะอาหารเหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระมาก (High-antioxidant diet)

4. Anti-pollution skin care regimen ดูแลผิวอย่างถูกวิธี แบ่งเป็นขั้นตอนเช้า & เย็น ดังนี้

☀️ Morning Regimen

✔️ ล้างหน้าให้สะอาดด้วย gentle cleanser

✔️ สามารถใช้ Silicone-based Primer หรือ Moisturizer ที่เหมาะกับผิวเพื่อเสริมกำแพงผิวให้แข็งแรง ไม่ระคายเคืองง่าย และอาจมีส่วนผสม Topical antioxidant ที่มี evidence-based เช่น วิตามิน A, Niacinamide, C, E, Green tea, coenzyme Q10, resveratrol เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อปกป้องผิวจากมลภาวะและอนุมูลอิสระที่จะต้องเผชิญในแต่ละวัน

✔️ ทาครีมกันแดดทุกเช้า แนะนำ Broad spectrum sunscreen

✔️ สามารถใช้ครีมรองพื้นและแต่งหน้าได้ ไม่ใช่ข้อห้ามค่ะ

🌙 Evening Regimen

✔️ ล้างหน้าให้สะอาด ขั้นตอนนี้ตอนเย็นสำคัญมาก ต้องใส่ใจให้มากกว่าการล้างหน้าตอนเช้า เพราะผิวเราสะสมสิ่งสกปรกและมลภาวะมาทั้งวัน ถ้าหากล้างด้วย Cleanser แล้วยังรู้สึกไม่สะอาด อาจใช้ double cleanser ร่วมด้วย

✔️ หากแต่งหน้า ควรใช้ Makeup remover เสมอ

✔️ แนะนำ Evening Moisturizer ที่มีส่วนผสม repair ingredients เช่น DNA repair cream, resveratrol, retinoids, hyaluronic/chondroitin sulfate, ectoin เป็นต้น

ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ ไปปรับใช้กับตัวเองดูนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.