Category Archives: Basic Skincare

4 Steps เช็คสภาพผิวก่อนเลือกซื้อสกินแคร์

เชื่อไหมว่า..เพียงแค่เลือกสกินแคร์ให้ตรงกับสภาพผิว ก็ทำให้ผิวดีขึ้นได้แล้ว‼️

ถ้าอยากให้ผิวสวยแบบไม่ต้องเสียเงินไปอย่างสูญเปล่า กับการซื้อสกินแคร์ที่ไม่ตรงกับผิวตัวเอง ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณมีผิวประเภทไหน

มาเริ่มเลยค่ะ

4 ขั้นตอนเช็คง่าย ๆ ว่าคุณมีผิวประเภทไหน❓

1.🔴 เช็ดเครื่องสำอางและล้างหน้าให้สะอาด แล้วรอ 1 ชั่วโมง โดยไม่ได้ทาครีมและไม่มีการสัมผัสใบหน้าใด ๆ แล้วดูว่าความรู้สึกที่ผิวหน้าเป็นอย่างไร ❓
• ถ้าสบายผิวดี —> อ่านต่อข้อ 2.🟡
• ถ้ารู้สึกแห้งตึง —> อ่านต่อข้อ 4.🟢

2.🟡 รออีก 1-2 ชั่วโมงถัดมา แล้วลองใช้ทิชชูซับที่ผิวหน้าบริเวณ T-zone ดูซิว่ามีความมันจากผิวหน้า ติดมากับทิชชูหรือไม่ ❓
• ถ้าไม่มีน้ำมันติด —> ผิวปกติ (Normal skin)
• ถ้ามีน้ำมันติด —> อ่านต่อข้อ 3.🟣

3.🟣 ต่อไปสังเกตที่แก้ม ดูว่าแห้งตึงหรือไม่ ❓
• ถ้าแก้มไม่แห้งตึง —> ผิวมัน (Oily skin)
• ถ้าแก้มแห้งตึง —> ผิวผสม (Combination skin)

4.🟢 ลองดูว่ามีอาการหน้าแดง แสบ คัน หรือไม่❓
• ถ้าไม่มี —> ผิวแห้ง (Dry skin)
• ถ้ามี —> ผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin)

หลายคนอินบอกซ์มาบอกหมอว่า หลังจากปรับลำดับการทาครีมตามที่หมอแนะนำไป 2-3 สัปดาห์ โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนครีมอะไร สภาพผิวก็ดีขึ้นมากเลย และนี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะทำให้ผิวของทุกคนดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

“ลำดับการทาครีมที่ว่าสำคัญมาก ๆ แล้วนั้น การเลือกสกินแคร์ให้ตรงกับสภาพผิวก็สำคัญมาก ๆ ไม่แพ้กัน”

ไหนลองตอบสิคะ..ว่าคุณมีผิวประเภทไหน‼️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เคยสงสัยไหมว่า..ทำไมทาครีมอะไรก็แสบหน้าไปหมด ‼️

คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่มีผิวบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบข้างก็เป็นได้ ลองอ่านโพสนี้ดูนะคะ

ลองมาดูว่า ผิวของเราเป็นผิวชนิด Sensitive skin หรือไม่ ⁉️

1. Sensitive skin คือ ผิวที่มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวได้มากกว่าผิวปกติ ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์บางอย่าง, การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ, ฝุ่น PM2.5, รังสียูวี หรือแม้แต่ความเครียด
🌟 ดังนั้น คนกลุ่มนี้อาจมีการระคายเคือง รู้สึกไม่สบายผิว หน้าแห้ง แดง คันยุบยิบ หรือลอกได้ เวลาที่มีปัจจัยกระตุ้นที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งความรุนแรงของอาการก็แล้วแต่บุคคล

2. พบว่ากลุ่มคนเหล่านี้มักจะมีผิวที่ sensitive มากขึ้น ได้แก่
🌟 กลุ่มคนที่เป็นโรคผิวหนัง เช่น เซบเดิร์ม, ผิวหนังอักเสบ, โรคภูมิแพ้ผิวหนัง, โรเซเชีย
🌟 คนที่ทายาสเตอรอยด์ต่อเนื่องนาน ๆ
🌟 ผิวหลังทำเลเซอร์
🌟 คนที่ใช้ยาบางชนิด เช่น topical retinoids, benzoyl peroxide
จะเห็นได้จากตัวอย่าง คนที่ต้องทายาสิว บางคนก็จะมีอาการแสบแห้งแดงลอกและระคายเคืองได้ง่าย ซึ่งคนเหล่านี้ก็ต้องดูแลผิวเพิ่มเติมให้ดี

3. หากเรารู้ว่า เกิดปัญหาอะไรขึ้นในผิวของคนที่เป็น sensitive skin เราก็จะแก้ไขได้ตรงจุด ซึ่งหลัก ๆ จะมี 3 อย่างด้วยกัน คือ

📍📍พบว่ากำแพงผิว (Skin barrier) ของกลุ่มคน sensitive skin จะไม่แข็งแรงเท่าผิวคนทั่วไป จึงทำให้พวกสารและมลภาวะต่าง ๆ สามารถซึมผ่านผิวลงไปได้ง่าย และก่อให้เกิดการระคายเคืองตามมา นอกจากนี้ยังพบว่า ที่ผิวมีการลดลงของสารเพิ่มความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMFs), fatty acids, hyaluronic acid, dexpenthenol
🌟 ดังนั้น คนที่มีผิว sensitive อาจพิจารณาเลือก Moisturizer ที่มีส่วนผสมเน้นบำรุงกำแพงผิวให้แข็งแรง เช่น hyaluronic acid, fatty acid, dexpenthenol เป็นต้น และที่สำคัญควรเลือกที่ไม่ก่อการระคายเคือง ควรเลี่ยงน้ำหอม, สารกันเสีย, แอลกอฮอล์

📍📍พบว่าคนกลุ่ม sensitive skin จะมีเส้นประสาทรับความรู้สึก & ตัวรับความร้อน มีความไวมากขึ้น จึงถูกกระตุ้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป และโดยเฉพาะความร้อนหรือฝุ่นมลภาวะ จะยิ่งทำให้มีอาการไม่สบายผิว และแสบร้อนผิวได้มากขึ้น
🌟 ดังนั้น ถ้าหากใครมีอาการเช่นนี้ ก็อาจจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว (Calming or soothing ingrediant) เช่น Symsitive จะสามารถช่วยบรรเทาอาการคัน แสบร้อนได้

📍📍 พบว่าคนที่มีผิว sensitive skin มักหน้าแดงได้ง่าย ทั้งนี้เพราะเกิดจากการกระตุ้นกระบวนการอักเสบที่ผิว ทำให้เกิดการขยายของหลอดเลือดตามมา จึงเห็นว่าผิวหน้าแดงขึ้น
🌟 ดังนั้น ถ้าหากมีการอักเสบของผิวเกิดขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษา อาจใช้ยาทากลุ่มสเตอรอยด์หรือ topical calcineurin inhibitor หรือ เดอโมคอสเมติกส์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยลดการอักเสบผิว แทนการใช้ยาก็ช่วยได้เช่นกัน เช่น licochalcone A เป็นต้น

4. เทคนิคการดูแลผิวในคนที่มี sensitive skin ที่อยากแนะนำมีดังนี้ค่ะ

✔️ ล้างหน้าให้สะอาดเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ให้หมด จะช่วยลดการระคายเคืองจากการตกค้างได้ โดยควรเลือก ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่อ่อนโยน ล้างสะอาด มีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิว ไม่ก่อการระคายเคือง
✔️ โทนเนอร์หรือพรีเซรั่ม เป็นตัวเลือกเสริม อาจใช้ก็ได้ (หรือบางคนอาจข้ามขั้นตอนนี้ไป) แนะนำให้เลือกที่อ่อนโยน ไม่ผสมแอลกอฮอล์หรือสารที่อาจก่อการระคายเคือง
✔️ มอยเจอไรเซอร์ ที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงกำแพงผิว, ลดการอักเสบ, ปลอบประโลมลดความไวของตัวรับเส้นประสาทที่ผิว ถ้าหากมีครบทั้ง 3 อย่างก็มีแนวโน้มได้ผลดีกว่า ซึ่งปัจจุบันมีหลายแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น UltraSENSITIVE Repair Cream ก็มีคุณสมบัติครบทั้งสามกลไก
✔️ ผลิตภัณฑ์กันแดด แนะนำเป็น Physical sunscreen จะก่อการระคายเคืองน้อยกว่ากลุ่ม Chemical sunscreen และหากกันแดดให้ดี ก็จะช่วยลดอาการแสบร้อนหรือไม่สบายผิวได้ด้วย

5. นอกจากการดูแลผิวข้างต้นอย่างถูกวิธีแล้ว อย่าลืมมองหาเสมอว่า คุณมีโรคผิวหนังที่ทำให้ผิวระคายเคืองง่ายขึ้นกว่าคนทั่วไปหรือไม่ หรือมีปัจจัยอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นอยู่หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องรักษาควบคู่กันไปกับการดูแลผิวอย่างถูกวิธีค่ะ

🎏🎏🎏 การดูแล Skin barrier ให้แข็งแรง เป็นปราการด่านสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเปรียบเสมือนเกราะปกป้องผิวจากมลภาวะ สารพิษต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายผิวเรา ใครที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้วหมอเชื่อว่า หากพื้นฐานผิวแข็งแรงขึ้น อาการแสบ แห้ง ลอก แดง คัน ไม่สบายผิว จะค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ ลองนำไปปฏิบัติใช้กันดูนะคะ

References
J Drugs Dermatol. 2019;18(1 Suppl):s68-74.
Int J Cosmet Sci. 2013 Feb;35(1):2-8.

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
Product mentioned
🛒🛒 Eucerin Ultra SENSITIVE Repair cream
สกินแคร์นวัตกรรม Barrier repair innovation ครบสามกลไก
เหมาะสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย ผิวหนังอักเสบเซบเดิร์ม ผิวหลังทำเลเซอร์
▫️มี Licochalcone A ช่วย anti inflammation มีการทดลองพบว่า ช่วยลดรอยแดงจากการอักเสบผิว, หลังเลเซอร์ได้ดีประมาณ 3-7 วัน
▫️มี Symsitive ฤทธิ์ Calming effect โดยไปยับยั้งที่ nerve system มีงานวิจัยว่าช่วยลดอาการคัน ระคาย ยุบยิบ แสบร้อนได้ใน 2 นาที
▫️มี Dexpenthenol ช่วยเสริมสร้างกำแพงผิวให้แข็งแรง
▫️No steroid, alcohol, paraben, fragrance, silicone, colorants
🛒🛒 UltraSENSITIVE Hyaluron Cleansing Gel
ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย
▫️มี hyaluronic acid เพิ่มความชุ่มชื้น
▫️มี APG Complex สารทำความสะอาดที่อ่อนโยน สลายน้ำมัน สิ่งสกปรกและเครื่องสำอางได้ดี
▫️ปราศจากสบู่ พาราเบน
🛒🛒 UltraSENSITIVE Hyaluron Toner
ผลิตภัณฑ์โทนเนอร์ เพิ่มความชุ่มชื้นผิวก่อนลงสกินแคร์ สามารถใช้แบบน้ำตบ หรือใช้เทใส่สำลีเช็ดเบา ๆ หลังล้างหน้าก็ได้

Disclaimer: Sponsored by Eucerin

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สกินแคร์สำหรับผิววัย 40++ (ฉบับดูแลตัวเองที่บ้าน)

เช็คลิสต์ส่วนผสมในสกินแคร์สำหรับสาววัย 40 ‼️

คำถามที่หลายท่านมีในใจก็คงจะหนีไม่พ้น “ อายุเริ่มเยอะไม่อยากผิวแก่เร็วควรเลือกสกินแคร์อย่างไรดี …⁉️”

ขอสรุปมาให้สั้น ๆ 5 ข้อ ดังนี้ค่ะ

1️⃣🔰 เมื่ออายุเข้าเลขสี่ ผิวจะมีการเสื่อมไปตามกาลเวลา นอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว แสงแดดและการดูแลผิวไม่ถูกวิธี จะยิ่งทำให้ผิวเสื่อมโทรมไปเร็วกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
⭐️ ดังนั้น หากใครอยากให้ผิวดูเด็กและสุขภาพผิวที่ดีกว่าจึงต้องปกป้องผิวจากแสงแดด ใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอ ดูแลผิวให้ถูกวิธี เลือกสกินแคร์ดูแลผิวอย่างเหมาะสมกับวัย โดยในวัยนี้ ผิวมักจะแห้งมากขึ้น หากผิวแห้งแนะนำเป็นกันแดดเนื้อครีมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าแบบโลชั่นค่ะ

2️⃣🔰 นอกจากแสงแดดแล้ว ฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะต่าง ๆ ในล่องลอยในอากาศ ยังสามารถรวมตัวกับโมเลกุลของโลหะต่าง ๆ และทำร้ายผิวชั้นลึกลงไป ผลจากความเครียดจากภาวะออกซิเดชั่นในระยะยาวส่งผลให้เกิดริ้วรอยและจุดด่างดำและผิวชรายิ่งไปกว่าเดิม
⭐️ ดังนั้น Topical antioxidants จึงแนะนำให้มีในสกินแคร์สำหรับวัยนี้ ยกตัวอย่างเช่น
Topical vitamin C, vitamin E (เคยมีในบทความก่อนนี้)
Topical arctiin เป็นสารอีกตัวเด่นที่กำลังมาแรง โดย arctiin เป็นสารสกัดที่มาจากพืชชื่อว่า Arctium lappa L ซึ่งเป็น phytoestrogen มีคุณสมบัติช่วย antiaging ได้ครอบคลุมทั้งการไปยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ช่วย antioxidation และยังเป็นสารที่เพิ่มความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMF) ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและยืดหยุ่นขึ้น เช่น ในสกินแคร์ Radiant Lift 3D Serum ก็มีงานวิจัยโดย MW Research GmBH ประเทศเยอรมนี ว่าช่วยเรื่องริ้วรอยเล็ก ๆ ดูลดลง ผิวเต่งตึง เรียบเนียนขึ้นหลังการใช้ประมาณ 2-4 สัปดาห์

3️⃣🔰 ผิววัยนี้นอกจากจะมีการสูญเสียน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้ผิวแห้งหยาบกร้านแล้ว ผิวชั้นลึกลงไปยังมีการสร้างคอลลาเจนลดลง และไฮยารูรอนิกแอซิดในชั้นผิวยังถูกสลายไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผิวเกิดมีริ้วรอย ความยืดหยุ่นผิวลดลง และผิวไม่อิ่มฟู
⭐️ ดังนั้น Topical hyaluronic acid จึงแนะนำให้มีในสกินแคร์สำหรับวัยนี้ โดยแนะนำว่าควรมีทั้ง hyaluronic acid ที่มีโมเลกุลใหญ่ + เล็ก เนื่องจากโมเลกุลใหญ่จะช่วยเคลือบผิว ลดการสูญเสียน้ำ ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระได้ ส่วนโมเลกุลเล็กจะซึมลงไปในผิวชั้นลึก ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้าง HA ในผิว ช่วยให้ผิวอิ่มฟูและริ้วรอยดูลดลง โดยที่การใช้ Topical HA เพื่อ antiwrinkle effect มีงานวิจัยพบว่าหลังทาจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวอิ่มน้ำขึ้น ส่วนระยะเวลาการลดริ้วรอยต้องใช้เวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 60 วันขึ้นไป

4️⃣🔰 ผิวที่มีการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังที่เกิดจากการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติให้เห็น เช่น ความหมองคล้ำ ฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
⭐️ ดังนั้น Topical Lightening จึงเป็นอีกกลุ่มที่แนะนำให้มีในสกินแคร์สำหรับวัยนี้ ยกตัวอย่างเช่น Arbutin/deoxyarbutin, licorice, kojic acid, ascorbic acid, resorcinol และ Thiamidol (Isobutylamido thiazolyl resorcinol) ซึ่งเป็นสารนวัตกรรมตัวใหม่ที่เคยเขียนไว้ในบทความก่อนนี้ว่าช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยับยั้งที่เอนไซม์ไทโรซิเนสโดยตรง มีงานวิจัยรองรับตีพิมพ์ใน Journal of Investigative Dermatology 2018 ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยใน Human tyrosinase และมีงานวิจัยในผิวคนไทยพบว่า Thiamidol สามารถใช้ได้ผลในการรักษาฝ้าที่รุนแรงน้อยถึงปานกลาง (mild to moderate melasma), กระ (freckle) และกระแดด (solar lentigines) โดยพบว่าได้ผล ดีกว่า “4% Arbutin + 2% Hydroquinone” ในเวลา 8-12 สัปดาห์ ซึ่งปลอดภัยกับร่างกาย

5️⃣🔰 กระบวนการผลัดเซลล์ผิวในวัยนี้จะช้าลงเรื่อย ๆ ทำให้มีการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ส่งผลให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ และประสิทธิภาพการบำรุงผิวจากการใช้สกินแคร์จึงลดลงตามมาด้วย
⭐️ ดังนั้น การผลัดเซลล์ผิวจึงมีส่วนช่วยปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ โดยแนะนำว่าอาจเพิ่มกลุ่มผลัดเซลล์ผิว เช่น glycolic acid หรือ topical tretinoin ใน skincare routine ก่อนนอน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งร่วมด้วย

✅ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรคาดหวังเกินความเป็นไปได้ ก็คือ บางคนอยากให้ผิวดูเด็กลง 10 ปีภายในไม่กี่วัน เพราะความจริงเป็นไปได้ยาก การดูแลผิวด้วยสกินแคร์อย่างถูกวิธีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลดอายุผิว และต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ อาจหลายเดือนหลายปี นอกจากนั้น อาจต้องร่วมกับ หัตถการหรือการใช้เลเซอร์อื่น ๆ ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีสุขลักษณะ จึงจะส่งผลให้ผิวมีสุขภาพดี และเสื่อมสภาพช้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

สุดท้ายนี้ ใครอายุเข้าเลข 4 แล้ว ก็ลองมาเช็คกันดูว่าสกินแคร์ที่ตัวเองใช้อยู่ มีส่วนผสมตามนี้มั้ย หรือใครที่กำลังมองหาสกินแคร์ที่เหมาะสมกับตัวเองในวัยนี้ ก็ลองดูตามนี้ได้เลย

⭐️Sunscreen ควรทาครีมกันแดดทุกเช้า ในวัยนี้มักมีผิวที่แห้งมากขึ้น ดังนั้น ในกิจวัตรประจำวันปกติ อาจใช้ SPF30 PA+++ ขึ้นไป หากผิวแห้ง
แนะนำเป็นเนื้อครีมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าแบบโลชั่นค่ะ
⭐️Hyaluronic acid อย่างน้อย 2 โมเลกุล
⭐️Topical antioxidant ได้แก่ กลุ่มจำพวก Topical vitamin C, vitamin E และ Topical arctiin
⭐️Topical lightening เช่น Arbutin/deoxyarbutin, licorice, kojic acid, ascorbic acid, resorcinol และ Thiamidol
⭐️Topical exfoliants เช่น glycolic acid ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ ผลัดผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดออกโดยไม่ทำให้ผิวบางลง

References
Natural anti-aging skincare: role and potential.
Biogerontology. 2020 Jun;21(3):293-310.
Women’s attitudes to beauty, aging, and the place of cosmetic procedures: insights from the QUEST Observatory.
J Cosmet Dermatol. 2016 Mar;15(1):89-94.
How to select anti-aging skincare products
AAD.org

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
Product mentioned
Eucerin Radiant Lift 3D Serum
Main ingrediants 3 อย่างหลัก :
✔️ มี Hyaluron 2 โมเลกุล คือ 52 kDa และ 2000 kDa ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูตื้นขึ้น ผิวอิ่มฟู
✔️ มี Thiamidol ช่วยยับยังเอนไซม์ไทโรซิเนสในกระบวนการสร้างเม็ดสี ช่วยเรื่องความหมองคล้ำ รอยดำ ฝ้ากระ
✔️ มี Arctiin เป็น powerful antioxidant สกัดจาก phytoestrogen ช่วยเพิ่ม NMF ยับยั้งการทำลายคอลลาเจน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ Radiant Lift 3D Serum
✔️ Anti wrinkle Studies : พบว่าริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตาดูลดลงหลังการทดสอบทา 2 ครั้งต่อวัน นาน 4 สัปดาห์ จากการวัดด้วยเครื่องมือ FOITS (Fast Optical in vivo Topometry of Human skin)
✔️ More Elasticity Studies : พบว่าความยืดหยุ่นผิวดีขึ้น ผิว firm ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการทดสอบทา 2 ครั้งต่อวัน นาน 2 สัปดาห์ จากการวัดด้วยเครื่องมือ Cutometer MPA 580 and Self Grading of patients + Moisture measurement
✔️ Overall Skin Quality : จากภาพถ่ายงานวิจัยเปรียบเทียบพบว่า หลังการทา 12 สัปดาห์ ผิวเรียบเนียบขึ้น ริ้วรอยดูลดลง ฝ้ากระรอยดำลดลง และโดยรวม Younger looking


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง & Beiersdoft Company All rights reserved.

สกินแคร์สูตรไหน..จับคู่แล้วเวิร์ค

HELLO SKIN Tips ที่หมอเจี๊ยบนำมาฝากแฟนเพจที่น่ารักก่อนนอนวันนี้หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ 😊

ใครชอบสูตรไหน ใครใช้สูตรไหนอยู่บ้าง ลองคอมเม้นบอกหน่อยสิคะ 💓💓💓

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เริ่มต้นเลือกสกินแคร์อย่างไรดี ?

Dermatologist tips for selecting skincare products

⭐️ เลือกครีมอย่างไรดี ⭐️

ขอแนะนำแบบนี้นะคะ เริ่มทีละสเต็ปและค่อยประเมิน แล้วดูอีกทีว่าต้องเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ ไม่แนะนำให้เริ่มทีเดียวทั้งหมด เพราะการใช้เพียงไม่กี่ชิ้นที่จำเป็นอย่างถูกวิธี ก็สามารถแก้ปัญหาได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ลองดูตามนี้สิคะ📣

▶️ Step 1
“ครีมกันแดด + Moisturizer”

เลือกที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง
ใช้ไป 2 สัปดาห์ เชื่อว่าผิวดีขึ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อย ๆ ความหมองคล้ำและริ้วรอยเล็ก ๆ จะลดลง

หลังจากนั้นมาประเมินอีกครั้ง ว่ายังเหลือปัญหาอะไรที่อยากแก้ไขเพิ่มเติม

▶️ Step 2
เลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับปัญหา
เช่น

  • รอยดำ หมองคล้ำ
  • ฝ้า กระ (บางชนิดอาจต้องใช้เลเซอร์ร่วมด้วย)
  • สิว
  • ริ้วรอย (ถ้าเป็นรอยเล็กๆ การใช้ครีมช่วยได้ แต่ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใบหน้านั้นอาจต้องใช้ botulinum toxin ร่วมด้วย)
  • ผิวแพ้ง่าย

สามารถติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับสกินแคร์ได้เรื่อย ๆ ทางเพจนะคะ

ตรงนี้สำคัญ ‼️‼️‼️

❌ ไม่มีครีมอะไรที่ช่วยยกกระชับใบหน้าได้

❌ Clinical tested ต่างๆที่เขียนไว้ข้างขวด คือ การนำครีมนั้นไปให้กลุ่มบุคคลทำการทดลองใช้ โดยไม่ถือเป็นการรับรองจาก FDA หรือผ่านกระบวนการวิจัยทางการแพทย์ใดๆ

❌ ไม่ควรเริ่มใช้ครีมพร้อมกันหลายอย่าง เนื่องจากอาจเกิดการแพ้หรือผลข้างเคียงที่ทำให้ผิวมีปัญหา เกิดการหมองคล้ำ ริ้วรอยตามมา ผลคือ แย่ลงกว่าเดิม

❌ อย่าเลือกครีมตามเพื่อนหรือตามความฮิตฮอต ควรเลือกครีมให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Reference https://www.aad.org/skin-care-secrets/selecting-anti-aging-products

Copyright บทความลิขสิทธิ์ ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

How to ทาครีมกันแดดไม่ให้มีขุย

ทาครีมกันแดดอย่างไรไม่ให้มีขุย ‼️

☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️

อีกคำถามที่มีคนถามมาเยอะ คือ ทาครีมกันแดดแล้วมีขุย เกิดจากอะไร และจะแก้อย่างไรดี เท่าที่ลองไปรวบรวมข้อมูลและสอบถามไปทางหลายแบรนด์ร่วมด้วย ก็สรุปรวมออกมาได้ประมาณนี้ค่ะ

🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰
การทาครีมกันแดดแล้วมีขุย
อาจเกิดได้จาก 3 อย่าง คือ

1️⃣ สภาพผิว ไม่เหมาะกับครีมกันแดดตัวนั้น
ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขุยในคนที่สภาพผิวแห้งได้บ่อยกว่าค่ะ

🌟 วิธีแก้
✔️ ปรับผิว : ทามอยเจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นผิวก่อน รอให้ซึมลงผิวสักครู่ แล้วจึงตามด้วยทาผลิตภัณฑ์กันแดด
✔️ ปรับครีมกันแดด : เปลี่ยนชนิดของผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น
คนผิวแห้ง —> แนะนำชนิดเนื้อครีม
คนผิวมัน —> แนะนำชนิดเนื้อโลชั่น หรือ ฟลูอิด

2️⃣ ครีมกันแดดมีปฏิกิริยาจับกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ทาลงไปก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังการทาร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีซิลิโคน (Slilicone-based) หรือมีสารที่มีคุณสมบัติคล้ายฟิล์มเคลือบอยู่บนผิว รวมทั้งสารที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว

🌟 วิธีแก้ คือ ปรับสกินแคร์ที่ใช้ก่อนทาครีมกันแดด อาจทำได้โดย

✔️ ปรับเป็นกลุ่ม Non Silicone-based แทน เช่น กลุ่มพวก water-based ก็ใช้ได้
✔️ เลือกสกินแคร์ที่เนื้อบางเบา ซึมได้ดี เช่น เซรั่ม เอสเซนท์ เพราะหากเป็นกลุ่มเนื้อครีมหนักๆ อาจทำให้ครีมกันแดดซึมลงได้ไม่ดีเท่าที่ควร
✔️ เปลี่ยนเวลาการทาสกินแคร์ที่เป็น silicone-based ไปทาเวลาอื่นแทน หากซื้อมาแล้วอาจไม่จำเป็นต้องทิ้งนะคะ
✔️ หลีกเลี่ยงการทาผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวในตอนเช้าก่อนทาครีมกันแดด

3️⃣ หากปรับ 2 ข้อข้างต้นแล้วยังมีขุย แสดงว่าครีมกันแดดยังซึมลงผิวได้ไม่ดี อาจเป็นเพราะ สภาพผิวที่ยังมีสิ่งสกปรกหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วปกคลุมอยู่ ซึ่งสาเหตุนี้มักเกิดในคนที่ล้างหน้าไม่สะอาด และไม่ค่อยได้ผลัดเซลล์ผิวค่ะ

🌟 วิธีแก้
✔️ ล้างหน้าให้สะอาดอย่างถูกวิธี
✔️ กรณีใช้ครีมกันแดดชนิดกันน้ำ หรือ กรณีแต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างครีมกันแดดและเครื่องสำอางร่วมด้วย ก่อนล้างหน้าตามปกติ
✔️ ผลัดเซลล์ผิว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจใช้เป็น glycolic หรือ BHA ความเข้มข้นต่ำก็ได้ค่ะ

หากใครมีวิธีการอะไรที่ทำแล้วช่วยให้ทาครีมกันแดดไม่มีขุย ก็ลองคอมเม้นแชร์วิธีให้เพื่อนได้เลย เพราะปัญหาเรื่องการทาครีมกันแดดแล้วมีขุย เป็นอะไรที่บอกยากมากจริง ๆ ว่าในแต่ละคนเกิดจากอะไร

🛑 บางคนผิวแห้ง ไม่เคยผลัดเซลล์ —> ก็ต้องไปปรับการดูแลผิวของตัวเอง
🛑 บางคนใช้ครีมกันแดดไม่เหมาะกับสภาพผิว —> ก็ต้องไปมองหาครีมกันแดดที่เหมาะกับตัวเอง
🛑 บางคนใช้สกินแคร์ที่ส่วนผสมไม่เข้ากันกับครีมกันแดด —> ก็ต้องไปปรับเอาเอง

ครีมกันแดดไม่ได้ผิดอะไร ‼️
ผิวหน้าของแต่ละคนก็ไม่ผิดอะไร ‼️
เพียงแค่เราปรับใช้ทุกอย่างอย่างมีหลักการให้ได้สูตรที่ลงตัวกับตัวเองเท่านั้นเองค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับหลายคนนะคะ ☀️☀️☀️

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

9 ความลับของกำแพงผิว (Skin barrier)

Skin Barrier หรือที่เรียกว่า กำแพงผิว..สำคัญอย่างไร..เคยได้ยินคำนี้ไหม ⁉️

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

1️⃣🔰 Skin barrier เป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวเราไว้ ไม่ให้ผิวถูกรุกรานจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก รวมทั้งปกป้องไม่ให้ความชุ่มชื้นภายในผิวต้องสูญเสียออกไป

ลองนึกภาพตามนะคะ ถ้า Skin barrier เปรียบเสมือนการก่อกำแพงอิฐขึ้นมาแล้วฉาบปูน
✔️ ก้อนอิฐ —> เปรียบกับ เซลล์ผิวหนังที่ถูกเคลือบไว้ด้วยสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวสร้างได้เอง เรียกว่า NMF (Natural Moisturizing Factor)
✔️ ปูนฉาบก้อนอิฐไว้ให้แข็งแรง —> เปรียบกับ น้ำมันที่เคลือบผิวอยู่ (Sebum)
✔️ ปูนที่ยึดก้อนอิฐไว้ด้วยกัน —> เปรียบกับ ไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิว (Intercellular lipid)

จะเห็นว่ากำแพงผิวที่แข็งแรงนั้นต้องสมบูรณ์ทั้ง 3 อย่างข้างต้นนี้

2️⃣🔰 น้ำมันเคลือบผิว (Sebum)
จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ดังนั้นจึงเห็นว่าเป็นข้อได้เปรียบของคนผิวมัน (Oily skin) ผิวจะระคายเคืองน้อยกว่าและเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้น้อยกว่าคนผิวแห้ง (Dry skin)

3️⃣🔰 ไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิว (Intercellular lipid)
เช่น Ceramide III, cholesterol, กรดไขมันอิสระ
จะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์ผิว

4️⃣🔰 Natural Moisturizing Factor (NMF)
เป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวเราสามารถสร้างได้เอง ช่วยดูดน้ำและความชื้นไว้ที่ผิว ทำให้ผิวอวบอิ่มเต่งตึง เช่น amino acid, lactic acid, urea

5️⃣🔰 หากกำแพง 3 ส่วนนี้ มีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์ ผิวก็จะเกิดปัญหาตามมา ได้แก่

💢 ผิวแห้ง หยาบกร้าน
💢 ระคายเคืองได้ง่าย
💢 เกิดผิวหนังอักเสบเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ
💢 สีผิวไม่สม่ำเสมอ หมองคล้ำ รอยดำ
💢 ริ้วรอยก่อนวัย

🔔 ดังนั้น หากใครอยากมีผิวที่แข็งแรง เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะก่อสร้าง กำแพงผิว ของตัวเองให้แข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐาน..ที่สำคัญที่สุด 🔔

6️⃣🔰 อะไรบ้างที่สามารถทำให้กำแพงเกิดรูรั่ว

🛑 Sebum น้อยลง
🛑 ใช้สารผลัดเซลล์ผิวหรือเครื่องขัดล้างหน้าบ่อย
🛑 ล้างหน้าบ่อย
🛑 ต่อมไขมันทำงานลดลงจากอายุที่มากขึ้น
🛑 โรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง
🛑 การได้รับยาบางชนิด
🛑 การอยู่ในที่อากาศเย็นหรือห้องแอร์ตลอดเวลา

7️⃣🔰 การซ่อมกำแพง เรามีเครื่องมือก่อสร้าง.. ที่ทุกคนรู้จักและเรียกว่า “ มอยซ์เจอไรเซอร์ ” แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า มอยซ์เจอไรเซอร์นั้นแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ 3 แบบด้วยกัน ได้แก่

⭐️ Occlusive กลุ่มนี้จะเคลือบผิวไว้ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ไม่ให้ระเหยออก
กลุ่มนี้จะเนื้อค่อนข้างเหนียวข้น เช่น petroleum, squalane, waxes, silicone, olive oil, jojoba oil
แนะนำในคนผิวแห้งมาก ๆ (dry skin) และมักใช้ผสมในครีมทากลางคืน เพราะให้ความรู้สึกหนาและเหนียว

⭐️ Humactant กลุ่มนี้จะช่วยดูดน้ำจากอากาศและจากชั้นผิวหนังแท้เข้ามาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวชั้นหนังกำพร้า เช่น Hyarulonic acid, glycerin, sorbitol, urea, and lactic acid
เนื้อสัมผัสค่อนข้างเบา จึงนิยมผสมใน day cream

⭐️ Emollient กลุ่มนี้จะช่วยซึมลงไปเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว เช่น Ceramide, shea butter, collagen, jojoba oil, or elastin

8️⃣🔰 การซ่อมกำแพงที่ถูกวิธี ควรซ่อมให้ถูกจุด และการบำรุงกำแพงที่ดี ควรบำรุงทั้ง 3 ส่วน โดย #เลือกชนิดของมอยซ์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตน

ยกตัวอย่าง เช่น คนผิวมัน (Oily skin) แต่มีช่วงที่ผิวแห้งระคายเคือง ก็ควรเลือกมอยซ์เจอไรเซอร์กลุ่มที่เป็น Humectant เพื่อดูดความชุ่มชื้นเข้าสู่ผิว และไม่ควรเลือก Occlusive เพราะอาจอุดตันเกิดสิวได้ง่าย เป็นต้น

9️⃣🔰 หากเรารู้แล้วว่าเรามีผิวชนิดไหน เราจะมีวิธีการเลือกมอยซ์เจอไรเซอร์ตามชนิดผิวได้อย่างไร ❓

ผิวหนังมีความซับซ้อน หากเราศึกษาและเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของผิวหนังให้ดี จะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้เหมาะสมมากขึ้น หมอเชื่อว่าแฟนคลับเพจ HELLO SKIN by หมอผิวหนัง ทุกคนจะค่อย ๆ มีพัฒนาการในการดูแลผิวของตัวเองให้สวยขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ

พรุ่งนี้หมอจะมา รีวิวสอนการเลือกมอยเจอไรเซอร์ชนิดต่างๆพร้อมกับยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ‼️

มีใครจะมารออ่านตอน 2 บ้างมั้ย ยกมือขึ้นจ้า 🙋🏻‍♀️✋🏻✋🏻✋🏻

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

4 Steps เช็คสภาพผิวก่อนเลือกซื้อสกินแคร์

เชื่อไหมว่า.. เพียงแค่เลือกสกินแคร์ให้ตรงกับสภาพผิว ก็ทำให้ผิวดีขึ้นได้แล้ว‼️

ถ้าอยากให้ ผิวสวยแบบไม่ต้องเสียเงินไปอย่างสูญเปล่า กับการซื้อสกินแคร์ที่ไม่ตรงกับผิวตัวเอง ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณมีผิวประเภทไหน❓

มาเริ่มเลยค่ะ
🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

⭐️ 4 ขั้นตอนเช็คง่าย ๆ ว่าคุณมีผิวประเภทไหน❓

1.🔴 เช็ดเครื่องสำอางและล้างหน้าให้สะอาด แล้วรอ 1 ชั่วโมง โดยไม่ได้ทาครีมและไม่มีการสัมผัสใบหน้าใด ๆ แล้วดูว่าความรู้สึกที่ผิวหน้าเป็นอย่างไร ❓
✔️ ถ้าสบายผิวดี —> อ่านต่อข้อ 2.🟡
✔️ ถ้ารู้สึกแห้งตึง —> อ่านต่อข้อ 4.🟢

2.🟡 รออีก 1-2 ชั่วโมงถัดมา แล้วลองใช้ทิชชูซับที่ผิวหน้าบริเวณ T-zone ดูซิว่ามีความมันจากผิวหน้า ติดมากับทิชชูหรือไม่ ❓
✔️ ถ้าไม่มีน้ำมันติด —> ผิวปกติ (Normal skin)
✔️ ถ้ามีน้ำมันติด —> อ่านต่อข้อ 3.🟣

3.🟣 ต่อไปสังเกตที่แก้ม ดูว่าแห้งตึงหรือไม่ ❓
✔️ ถ้าแก้มไม่แห้งตึง —> ผิวมัน (Oily skin)
✔️ ถ้าแก้มแห้งตึง —> ผิวผสม (Combination skin)

4.🟢 ลองดูว่ามีอาการหน้าแดง แสบ คัน หรือไม่❓
✔️ ถ้าไม่มี —> ผิวแห้ง (Dry skin)
✔️ ถ้ามี —> ผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin)

หลายคนอินบอกซ์มาบอกหมอว่า หลังจากปรับลำดับการทาครีมตามที่หมอแนะนำไป 2-3 สัปดาห์ โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนครีมอะไร สภาพผิวก็ดีขึ้นมากเลย และนี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะทำให้ผิวของทุกคนดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

“ลำดับการทาครีมที่ว่าสำคัญมาก ๆ แล้วนั้น การเลือกสกินแคร์ให้ตรงกับสภาพผิวก็สำคัญมาก ๆ ไม่แพ้กัน”

ไหนลองตอบหมอหน่อยสิคะ..ว่าคุณมีผิวประเภทไหน‼️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ไขความลับ 18 ข้อของ Azelaic acid

วันนี้มาดึก ไม่เวิ่นเว้อ เริ่มเลยแล้วกันค่ะ

1. AzA มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ (ย้ำ..!! เฉพาะเม็ดสีผิวที่ผิดปกติ) จึงสามารถใช้รักษาฝ้าและรอยดำได้ดี แต่ในคนที่เซลล์สร้างเม็ดสีผิวปกติดี และหวังผลจากการขาวขึ้นจากการใช้ AzA ก็อาจจะไม่ได้ผลเท่าไรนัก

2. การทา 20% AzA ต่อเนื่อง 3-4 เดือน ทำให้ฝ้าจางลงได้ ใกล้เคียง 4% Hydroquinone แต่ได้ผลดีกว่า 2% Hydroquinone

3. กรณีต้องการลดรอยดำ สามารถใช้ตั้งแต่ 15% AzA ขึ้นไป

4. การทา Retinoic acid ร่วมกับ AzA สามารถเสริมฤทธิ์ช่วยลดรอยดำได้ดีกว่าการทา AzA เดี่ยว ๆ แต่ระวังการระคายเคือง

5. AzA มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการอักเสบ, ลดการอุดตันของรูขุมขน และยังช่วยในการฆ่าเชื้อสิวและเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (S.aureus, S.epidermidis) ได้ กลไกครอบคลุมขนาดนี้จึงสามารถ ใช้รักษาได้ทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตันได้ทั้งคู่

6. AzA ฆ่าเชื้อ C.acne ได้ 2 กลไล คือ โดยวิธีการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโดยตรง และโดยการลดการสร้าง sebum ซึ่งเป็นอาหารของเชื้อ

7. สิวที่รักษาได้ผลดี คือ สิวในระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง หากสิวหัวหนองที่รุนแรง อาจได้ผลไม่ดีนักจึงควรพบแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนังเพื่อรักษาวิธีอื่นร่วมด้วย

8. การทา 20% AzA cream เช้าเย็น จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในการรักษาสิวเมื่อใช้ต่อเนื่อง 2 เดือน และหากทาต่อเนื่อง 4 เดือนขึ้นไปผลใกล้เคียงกับการทายาสิวชนิดอื่น

9. ผลการรักษาสิวอุดตันด้วย 20% AzA เทียบกับ topical 0.05% tretinoin (4 เดือน) พบว่าลดสิวอุดตันได้ใกล้เคียงกัน และผลข้างเคียงจาก AzA น้อยกว่า

10. ผลการรักษาสิวอักเสบด้วย 15% AzA เทียบกับ 5% benzyl peroxide (3-4 เดือน) พบว่าไม่ต่างกัน การใช้ BPO อาจทำให้สิวอักเสบยุบได้เร็วกว่าเล็กน้อย และพบว่ากลุ่ม BPO พบมีการระคายเคืองมากกว่า

11. ยังไม่มีรายงานเชื้อดื้อยาจากการรักษาสิวด้วย AzA จึงเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการใช้ยาทากลุ่ม topical antibiotics เช่น clindamycin, erythromycin ดังนั้น สามารถทาได้ต่อเนื่องยาวไปหากไม่มีผลข้างเคียงอะไร

12. AzA ยังมีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวอ่อน ๆ จึงได้ผลดีในการช่วยลดรอยแดงและรอยดำตามหลังการเกิดสิวได้อีกด้วย จึงทำให้สีผิวเนียนสม่ำเสมอขึ้น

13. AzA ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและลด ROS ที่เกิดในชั้นผิวหนังได้ดี กลไลนี้จึงทำให้สามารถใช้รักษาภาวะ Rosacea ได้ผลดี

14. ผลข้างเคียงไม่ค่อยมาก ไม่ค่อยแพ้ และ ไม่ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น จึงสามารถทาได้ทั้ง เช้าหรือเย็น

15. อาจมีการระคายเคือง ยุบยิบ แสบได้เล็กน้อย ในผู้ที่เริ่มใช้ช่วงแรก อาการเหล่านี้จะค่อยดีขึ้นและหายไปหลังจากผิวมีการปรับสภาพ หากแสบมากแนะนำให้เริ่มทาเป็นบางบริเวณ หรือทาแล้วล้างออก ค่อยเพิ่มระยะเวลามากขึ้น จนสามารถทาทิ้งไว้ได้

16. การใช้รูปแบบทา 15-20% AzA พบว่าดูดซึม <4% จึงค่อนข้างปลอดภัย ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่มีปัญหาสิวหรือฝ้าในระหว่างนี้

17. การทาครีมกันแดดร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้การรักษาฝ้าได้ผลดียิ่งขึ้น

18. สามารถใช้ต่อเนื่องได้ยาว ๆ หากไม่มีข้อห้ามหรือผลข้างเคียงจากการใช้ และสามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ เพียงระวังเรื่องการระคายเคืองที่อาจมากขึ้น และเว้นระยะห่างการทาจากกลุ่ม Vitamin C หรือ AHA, BHA เนื่องด้วยเรื่องของ pH

ฟังไปฟังมาเหมือนจะได้ผลดีไปหมด ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ รอยแดง รอยดำ ฝ้า หน้าแดง หน้าก็เนียนใส ครอบจักรวาลจริงเหรอนี่
แต่ ๆๆๆๆๆๆ ….. อย่าลืมว่า ‼️

Azelaic acid

• ถึงแม้ฤทธิ์ในการรักษาจะค่อนข้างครอบคลุมหลายภาวะหลายกลไก แต่จัดว่า ออกฤทธิ์ไม่แรงมาก จึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหลายอย่างปะปนกันแต่เป็นปัญหาที่ไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก
• จะเห็นผลที่กล่าวมาข้างต้นได้ชัดเจนดีที่สุดตามงานวิจัย หากเมื่อใช้ในรูปแบบยา 20% azelaic acid
• หากบางท่านมีอาการระคายเคือง อาจลองใช้ในกลุ่มที่ผสมใน Dermocosmetics หรือเครื่องสำอาง ก็อาจได้ผล แต่อาจต้องใช้ความเข้มข้น 15-20% และต้องใช้ต่อเนื่องค่อนข้างนานกว่า ซึ่ง AzA ในเค้าเตอร์แบรนด์มีหลายยี่ห้อที่ได้ผลดีค่ะ มีทั้งเจล ครีม โลชั่น 🧴

ถ้ามีคนอยากรู้เยอะ -> พิมพ์อยากรู้ เดี๋ยวหาข้อมูลมาให้เพิ่มเติมค่ะ

อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะเหล่านี้ ตามแนวทางการรักษาอาจต้องใช้ยาหลายอย่างร่วมกันจึงจะได้ผลดีที่สุด หมอก็แนะนำว่า… หากอยากลองทาก็จัดเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย ที่หาซื้อได้ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือไม่แน่ใจว่าเป็นสิว ฝ้า จริงหรือไม่ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนัง (Board-certified Dermatologist) เพื่อร่วมดูแลค่ะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
J Clin Aesthet Dermatol. 2018; 11(2): 28-37.
Br J Dermatol. 2013; 169 Suppl 3:4-56.
J Cosmet Dermatol. 2011; 10(4): 282-287.
J Drugs Dermatol. 2011; 10(6): 586-90.
Drugs 41(5): 780-798.


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.