Category Archives: Aesthetics

Facial Cotton สำลีเช็ดหน้าเลือกอย่างไรดี

สำลีเช็ดหน้า เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญค่ะ เพราะหลายคนใช้สำลีเช็ดหน้าทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่แต่งหน้า ถ้าหากสำลีไม่ดี ยิ่งเช็ดถูเสียดสีผิวหน้าระคายเคืองทุกวัน สิ่งที่ตามมา ก็คือ ริ้วรอยและความเหี่ยว

มีอินบ๊อกซ์มาถามเยอะเหมือนกันว่า คุณหมอเจี๊ยบใช้สำลีอะไรเช็ดหน้า วันนี้หมอเลยจะมาเล่าว่าส่วนตัวมีวิธีการเลือกสำลีอย่างไร ?

1. เลือกที่อ่อนโยนต่อผิว ปราศจากสารเคมี ไม่ฟอกสี ยิ่งถ้าใครผิวบอบบางแพ้ง่าย ยิ่งต้องเลือกที่อ่อนโยนมาก เช่น พวกสำลีออแกนิค จะนุ่มนวลมาก

2. ราคา จะดูแค่ราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้ แนะนำว่าควรประเมินคุณภาพร่วมด้วย

3. กำจัดสิ่งสกปรก ที่ตกค้างบนผิวได้ดี

4. เช็ดแล้วไม่เป็นขุย ติดมือหรือติดหน้า

5. ความสามารถในการดูดซับสกินแคร์พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าหากมากเกินไป ก็จะเปลืองสกินแคร์โดยใช่เหตุ หากน้อยเกินไป ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่

สำลีที่ตัวเองใช้แล้วคิดว่าโอเค มีดังนี้ค่ะ
{ รีวิวไม่ได้เรียงตามลำดับอะไร นึกอะไรออกพิมพ์ก่อนค่ะ }

Muji Cut Cotton Ecru
เป็นสำลีออแกนิค ใยฝ้าย 100% โดยไม่ผ่านกระบวนการฟอกสี มีจุดดำ ๆ ที่แผ่นไม่ต้องตกใจ เนื้อนุ่มแต่ไม่มาก แต่ตัวนี้มีขุยนิดหน่อย ตอนเช็ดไม่ลื่นมาก แต่ก็ไม่ระคายเคือง เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

• Watsons Unbleached Cotton Puffs
เป็นสำลีออแกนิค ใยฝ้าย 100% โดยไม่ผ่านกระบวนการฟอกสี มีจุดดำ ๆ ที่แผ่นไม่ต้องตกใจ เนื้อนุ่ม ไม่มีขุย ตอนเช็ดไม่ลื่นมาก แต่ก็ไม่ระคายเคือง เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

• Shiseido Facial Cotton
ใยฝ้าย 100% นุ่มมาก เช็ดสะอาดมาก ไม่เป็นขุย ดูดสกินแคร์พอดี ไม่เปลืองสกินแคร์ ราคาสูงหน่อย

• Aime Facial Cotton
ใยฝ้าย 100% นุ่มมากกก ไม่มีขุย ใช้แรงดันน้ำอัดเนื้อสำลีให้ติดกัน มั่นใจปราศจากสารเคมีแน่นอน ดูดสกินแคร์ไม่เปลืองมาก เช็ดได้ดี สะอาดหมดจด แต่หลังเช็ดจะยุ่ยนิดหน่อย

• Rii 26 Cleans Perfect Cotton Pads
ใยฝ้าย 100% ถักทอด้วยระบบน้ำ นุ่มมาก ไม่มีขุย เหมาะเช็ดคลีนซิ่ง ดูดสกินแคร์น้อยกว่า Aime ไม่เปลือง

• Rii 52 Less Toner
ใยฝ้าย 100% ต่างกับสูตร Rii 26 นิดหน่อยคือ จะบางมาก เหมาะเช็ดโทนเนอร์

• Ideal Cleansing Cotton Pads
ใยฝ้าย 100% ถักทอด้วยระบบน้ำ ไม่มีสารเคมี ไม่มีสารเรืองแสง นุ่มมาก ไม่มีขุย

• Silicot Soft touch
ใยฝ้าย 100% ถักทอด้วยระบบน้ำ ไม่มีสารเคมี ไม่มีสารเรืองแสง นุ่มมาก ไม่มีขุยเลย ใช้ได้ทั้งหน้าหลังเพราะดูดสกินแคร์น้อยที่สุดกว่าตัวอื่น เช็ดสะอาดเกลี้ยง ไม่เปลืองเลย หลังเช็ดยังอยู่สภาพเดิม

❌❌ Evergreen, Ambulance, D-nee ❌❌
ใยฝ้าย 100% หาซื้อง่าย หนานิดหน่อย เป็นขุยนิดหน่อย กลุ่มนี้เหมาะกับเช็ดทั่วไป ไม่แนะนำเช็ดหน้า

ไหน ไหน ไหน .. ใครใช้สำลีเช็ดหน้า ยี่ห้อไหนบ้างเอ่ย ?

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ..ยากินวิตามินเอรักษาสิว

Update in Oral Isotretinoin for acne treatment

1. เป็นยาอันตรายที่มีการควบคุมการใช้โดยแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อกินเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ และระวังยาปลอมลอกเลียนแบบ

2. แคปซูลของยามีส่วนผสมที่ทำจากพาราเบน : ห้ามใช้ในคนที่แพ้พาราเบน
กลุ่มคนเหล่านี้ ควรหลีกเลี่ยงสารพาราเบนที่มักผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว

3. ข้อบ่งชี้ : ไม่แนะนำให้ซื้อกินเองหากไม่มีข้อบ่งชี้
▫️สิวหนองรุนแรง (Severe nodulocystic / papulopustular acne)
▫️ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น (Minimal response to previous treatment)
▫️กรณีอื่น ๆ อาจพิจารณาโดยแพทย์เป็นรายไป ได้แก่ Significant psychological concern, prone to scarring, limited use of antibiotics

4. ขนาดที่ใช้
▫️Standard dose (กรณีสิวรุนแรงมาก): International guideline แนะนำเริ่มที่ 0.1-0.2 mg/kg/day เพิ่มจนถึง standard dose 0.5 mg/kg/day หากไม่มีข้อห้ามและผู้ป่วยสามารถทนผลข้างเคียงได้
▫️Low dose (กรณีสิวรุนแรงปานกลาง): 0.2-0.3 mg/kg/day กินอย่างน้อย 6-12 months หรือจนสิวสงบอย่างน้อย 2 เดือน

Dose อื่นยังไม่มีรายงานว่าได้ผล และการหยุดยาเร็วเกินไปจะทำให้สิวกลับเป็นซ้ำ แนะนำให้ทานหลังอาหารทันทีเพื่อเพิ่มการดูดซึมยา

5. ภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตายจากยา

ควรซักประวัติซึมเศร้าของผู้ป่วยและครอบครัว และพิจารณาเป็นราย ๆ ร่วมกับติดตามใกล้ชิด
▫️มีรายงานเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า เป็น idiosyncratic effect ในคนมีประวัติครอบครัวมีภาวะ depression, MDD
▫️แต่ในบางรายงานพบว่า ทำให้ภาวะซึมเศร้าลดลงหลังจากใช้ยารักษาให้สิวดีขึ้น

6. ผลข้างเคียงแบ่ง 3 อย่างหลัก ๆ ได้แก่

• Teratogenic ไม่ขึ้นกับ dose

ตรวจการตั้งครรภ์ยืนยัน 2 ครั้ง และคุมกำเนิด 2 วิธี
▫️เด็กพิการ คลอดก่อนกำหนด แท้ง
▫️ตรวจการตั้งครรภ์ : ก่อนรักษา 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน, หลังสิ้นสุดการรักษาแล้ว 1 เดือน
▫️อย่าลืม consent form, Pregnancy Prevention Program หรือ iPLEDGE
▫️คุมกำเนิด 2 วิธี : เริ่มตั้งแต่ก่อนรักษา 1 เดือน จนถึงหลังสิ้นสุดการรักษา 1 เดือน

• Clinical


Cutaneous
▫️ปากแห้ง ตาแห้ง ผิวลอกแตกเป็นแผล เลือดกำเดาไหล เป็น dose-dependent จากการที่ยาทำให้เกิด sebum suppressive effect, epidermal dyscohesion
▫️ ผื่นรุนแรง Steven-Johnson syndrome, Toxic Epidermal Necrolysis เสียชีวิตได้
▫️บางรายเกิดสิวเห่อรุนแรง acne fulminans หลังการเริ่มทานยา มักเกิดในเดือนแรก
Extra-cutaneous
▫️เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ทุกระบบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า (ดังรูป) *คิดก่อนซื้อมากินเองเสมอว่าคุ้มแลกกับผลข้างเคียงหรือไม่
▫️อาการปวดหัวจากความดันในสมองสูงขึ้น หากทานคู่กับยาฆ่าเชื้อกลุ่ม tetracycline จึงห้ามให้ร่วมกัน

• Laboratory


▫️ไขมันสูง : แนะนำตรวจ cholesterol, triglyceride ก่อนเริ่มยา, หลังเริ่มยา 6 สัปดาห์ และต่อไปทุก 6 เดือน
▫️ตับอักเสบ : แนะนำตรวจ SGOT, SGPT ก่อนเริ่มยา, หลังเริ่มยา 6 สัปดาห์ และต่อไปทุก 6 เดือน
▫️เอนไซม์กล้ามเนื้อสูง : อาจตรวจ CPK ก่อนเริ่มยาในกรณีเคส moderate physical excercise
▫️Bone change

7. ยาสิว isotretinoin มีผลต่อโครงสร้างของ skin barrier function จึงต้องใช้ครีมกันแดดและครีมบำรุงผิวร่วมด้วยเสมอ นอกจากนั้นยังส่งผล ดังนี้
▫️เพิ่มการสูญเสียน้ำ
▫️เพิ่มการสะสมเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ที่ผิวหนัง
▫️ผิวไวต่อแสงแดด

8. วิธีการดูแลและป้องกันอันตรายต่อดวงตา
▫️หากตาแห้งควรหยอดตา
▫️เลี่ยงการใช้ contact lens
▫️สวมแว่นกันแดด

9. วิธีการดูแลริมฝีปาก
▫️อาการปากแห้งนิด ๆ เป็นสัญญาณดีที่อยากให้มี บอกถึงการตอบสนองของยา
▫️ควรทาลิปมันหรือวาสลีนบ่อย ๆ และควรผสม SPF อย่างน้อย 15-30

10. งดบริจาคเลือดในระหว่างรับประทานยา จนกระทั่งหลังหยุดยา 1 เดือน

Reference: Journal of American Academy of Dermatology 2016; 74: 945-73.

🚩 โพสนี้อยากแชร์ให้เห็นถึงข้อมูลของยากรดวิตามินเอรับประทานรักษาสิว ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ต้องควบคุมการจ่ายในสถานพยาบาลโดยแพทย์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบมีการนำมาขายตามร้านยา การฝากเพื่อนซื้อ หรือวิธีการใดก็ตาม และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจเพราะกินตามเพื่อน หรือ ได้ข้อมูลมาเพียงบางมุมของยา เช่น กินแล้วหน้าใส ลดความมัน สิวหายเร็วกว่าการทายา
🚩ควรศึกษาให้ดีก่อนเกิดผลเสียที่รุนแรงตามมาจากการทานยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้

✔️ การรักษาสิวให้หาย อาจต้องใจเย็นและให้เวลากับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
✔️ ในมุมมองของหมอในฐานะอายุรแพทย์โรคผิวหนัง ผ่านการรักษาเคสสิวรุนแรงมาไม่น้อย และพบเจอเคสสิวที่มีผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยากินตัวนี้มาก็ไม่น้อยเช่นกัน การมีโอกาสได้เห็นทั้งมุมมืดและมุมสว่าง ทำให้ตระหนักถึงความปลอดภัยก่อนจ่ายยาตัวนี้ให้คนไข้เสมอ และอยากให้ทุกคนที่ได้อ่านโพสนี้ตระหนักในความปลอดภัยของตัวเองเช่นกัน
✔️ อย่ามัวกังวลว่าจะสวยช้า เอาเป็นว่าสวยช้าแต่สวยนานและปลอดภัยดีกว่าสิ่งอื่นใด
✔️ ใครกินอยู่ควรอ่าน เพื่อนใครกินควรแชร์ให้เพื่อนมาอ่านเช่นกัน

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
Reference:
Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology. 2019; 12: 943-951.
Journal of American Academy of Dermatology 2016; 74: 945-73.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “อายครีม & วิธีดูแลผิวรอบดวงตา”

Eye cream จำเป็นไหม ?

ใช้ครีมบำรุงผิวหน้าแทนได้รึเปล่า ?

ครีมบำรุงผิวหน้าที่เรามีอยู่ในกรุมากมาย สามารถใช้แทนอายครีมได้หรือไม่ ?

บางคนบอกว่า —> ต้องมี
บางคนบอกว่า —> ไม่จำเป็น

ขอแชร์บางมุมให้ทุกคนลองอ่านประกอบการตัดสินใจค่ะ

ผิวรอบดวงตา ผิวที่บอบบาง มีโอกาสระคายเคือง แห้ง และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ในบริเวณนี้ก็ควรต้องอ่อนโยนมาก ๆ

ส่วนผสมของ Eye cream ส่วนใหญ่แล้ว active ingredients จะไม่ต่างจากครีมบำรุงผิวหน้ามากนัก เพียงแต่จะผสมในความเข้มข้นที่น้อยกว่า ทั้งนี้เพื่อลดความระคายเคือง

ส่วนผสมของ Eye cream มักจะไม่มีน้ำหอม (Synthetic fragrance) เพราะถ้าพูดตรงไปตรงมาก็คือ ไม่ได้จำเป็น และยังเพิ่มโอกาสการแพ้และระคายเคืองได้มากขึ้นอีก

ส่วนผสมของ Eye cream มักจะไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองง่ายและอาจแพ้ได้

หากผิวรอบดวงตาบวมคล้ำจากการคั่งของน้ำและการไหลเวียนของเลือด

อาจสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยความเย็น ดังนั้นบางคนอาจเก็บครีมไว้ในตู้เย็น หรือใช้เจลเย็นประคบ ก็ช่วยทุเลาการบวมจากสาเหตุนี้ได้

หากผิวรอบดวงตาแห้งคล้ำและมีริ้วรอยที่เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ

โดยเฉพาะในคนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังและจมูก อาจบรรเทาได้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น Ceramide, hyaluronic acid และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา

หากผิวรอบดวงตามีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัย

ถ้าเป็นริ้วรอยเล็กน้อยอาจช่วยทุเลาได้ด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ เช่น Vitamin C, peptides, retinol หรืออาจใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพื่อดูดน้ำทำให้ผิวเต่งตึงอิ่มฟูก็สามารถทำให้ริ้วรอยลดลงได้ แต่หากเป็นริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อต้องแก้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์

หากผิวรอบดวงตามีความหมองคล้ำตามวัย

ควรเลือกสกินแคร์ที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสี เช่น niacinamide, vitamin C, kojic หรือส่วนผสมอื่น ๆ ลองกลับไปดูเนื้อหาส่วนผสมลดการสร้างเม็ดสีที่หมอเคยเขียนไว้

บางคนมีใต้ตาคล้ำจากโครงสร้างผิว

เช่น ที่มีไขมันน้อย หรือ โครงหน้าเบ้าตาที่ลึกโบ๋ ทำให้เกิดเงามืดจากแสง สาเหตุนี้ต้องแก้ด้วยการผ่าตัดหรือฉีดสารเติมเต็ม หรือปัญหาถุงใต้ตา การใช้ครีมก็อาจไม่ช่วยอะไร

การสูบบุหรี่ และ แสงแดด เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีริ้วรอยและรอยคล้ำรอบดวงตาได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยทั้งสอง

อายุที่เหมาะกับการเริ่มบำรุงผิวรอบดวงตา คือ 20 ปี โดยเน้นสกินแคร์เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นหลัก เช่น กลุ่มที่มีส่วนผสมของ hyaluronic acid, squalane, ceramide, glycerin

ประสิทธิภาพของ Topical Caffeine เรื่องช่วยเรื่องการหดตัวเส้นเลือดบริเวณรอบดวงตา เพื่อหวังผลลดการบวมคล้ำที่ใต้ตาได้นั้น ยังมีข้อถกเถียงในรูปแบบทา มีทั้งบอกว่าได้ผลและไม่ได้ผล ส่วนในรูปแบบ 3% Caffeine pad มีงานวิจัยบอกว่าได้ผลหลังจากแปะก่อนนอนติดต่อกัน 1 เดือน ก็ขึ้นกับวิจารณญาณส่วนบุคคลร่วมกับรอข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป

สรุปว่าอายครีมจำเป็นไหม ⁉️

ถ้าหากถามความเห็นส่วนตัวหมอคิดว่าคงไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องมีทุกคน …

เพราะหากเรามีครีมบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมที่อ่อนโยนตามข้างต้นอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาทาบาง ๆ รอบดวงตาได้เลย หากไม่มีปัญหาอะไร อาจจะไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเพิ่มก็ได้ค่ะ

แต่ถ้าหากใครที่อยากใช้อายครีมแยกหลอดเฉพาะเจาะจง หรือไม่สามารถใช้ครีมบำรุงผิวหน้าได้ ก็ลองมองหาอายครีมส่วนผสมที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดตามที่แนะนำไปค่ะ

หากไม่แน่ใจว่าคุณมีปัญหาผิวรอบดวงตาที่เกิดจากสาเหตุไหน ?

  1. ปัญหาริ้วรอยและหมองคล้ำจากวัย
  2. ปัญหาหมองคล้ำและริ้วรอยจากการขยี้ตาบ่อย ๆ เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง
  3. ปัญหาหมองคล้ำจากสีเข้มของเส้นเลือด
  4. ปัญหาเงามืดใต้ตา จากโครงสร้างใบหน้า
  5. ปัญหาหลาย ๆ อย่างรวมกัน

แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างตรงจุดนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เทรนด์รักษาสิวยุคใหม่

การรักษาสิว เหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายซะทีเดียว เพราะ Guideline ก็ส่วนหนึ่งที่ให้เรายึดตามแนวทาง แต่การปรับใช้กับคนไข้นั้นเป็นศาสตร์และศิลป์เพราะผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ปัจจุบันยารักษาสิวยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมไปจากเดิมเท่าไรนัก แต่แนวโน้มการรักษาก็จะประมาณนี้

1. ยาทากรดวิตามินเอ : ใช้ทุกรายหากไม่มีข้อห้าม หายแล้วยังแนะนำให้ใช้ต่อแบบห่าง ๆ ช่วยป้องกันได้
2. เบนซิลเปอออกไซด์ : ใช้ในสิวอักเสบจะดี ไม่ต้องใช้ทุกราย
3. กลุ่มฮอร์โมน : ได้ผลดีใน ผญ ที่มีลักษณะฮอร์โมนผิดปกติ
4. ยากินกรดวิตามินเอ : ยังไม่ปรับ Guideline แนะนำใช้เมื่อจำเป็น แนวโน้มมาทางใช้แบบ low dose
5. ยาฆ่าเชื้อกิน/ทา : ใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช้เดี่ยวๆ ลดเชื้อดื้อยา
6. ปรับพฤติกรรมการดูแลผิวที่เหมาะสม : ยืนหนึ่ง! ต้องปฏิบัติตัวควบคู่กับการรักษาด้วยยา
7. เลเซอร์และแสงรักษาสิว & ยากลุ่มใหม่ ๆ : รอติดตาม
8. ยาอื่น : ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาตามสภาพผิว บนพื้นฐานแนวทางรักษาที่ได้มาตรฐาน

หากใครเป็นสิวเรื้อรัง เป็นสิวไม่หายสักที แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมประเมินนะคะ หมอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ประสบปัญหาสิวค่ะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อ เหล่านี้เราเรียกว่า Topical Antiperspirants

วันนี้ขอแชร์ตอนที่ 1 เกี่ยวกับ ไอเทมที่ช่วยในเรื่องการลดเหงื่อ
ส่วนตอนที่ 2 จะเล่าเรื่อง เหงื่อออกเยอะ สาเหตุ และการรักษาทุกวิธี ถ้าใครอยากรู้ก็มารอได้ค่ะ

กลไกก็คือ เวลาเราทาลงไปที่ผิว ก็จะเกิดการทำปฏิกิริยากับเหงื่อที่ขับออกมาจากท่อเหงื่อ เกิดเป็นก้อนโมเลกุลของเกลือชนิดหนึ่งแล้วก็ อุดที่บริเวณปลายท่อระบายเหงื่อส่วนตื้น ๆ ไว้

หลังจากนั้น พอร่างกายได้รับสัญญาณบอกว่าต่อมเหงื่อมีการอุดตัน ก็จะสั่งการให้ลดการสร้างเหงื่อให้น้อยลงตามมา

ส่วนใหญ่แล้วผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็จะค่อย ๆ หลุดสลายไปประมาณ 6-8 ชั่วโมงหรือเมื่อมีการชำระล้างออก

จริง ๆ แล้ว เราแบ่ง Topical antiperspirants ออกเป็น 2 เกรด คือ

1. Over-the-counter grade ที่ขายตามร้านยาหรือเค้าเตอร์แบรนด์ต่าง ๆ กลุ่มนี้ความเข้มข้นจะน้อยกว่า ระคายเคืองน้อยกว่า แต่ราคาอาจสูงเนื่องจากหลายปัจจัยทั้งด้านการโฆษณาหรือบรรจุภัณฑ์


2. Prescription grade ซึ่งต้องสั่งด้วยแพทย์ กลุ่มนี้ความเข้มข้นสูง ผลข้างเคียงก็จะมากขึ้นตามมา แต่ประสิทธิภาพการรักษาก็จะชัดเจนกว่า สามารถใช้รักษาโรค hyperhidrosis ที่รุนแรงได้ผลกว่ากลุ่มแรก

ดังนั้น หากใครที่ใช้กลุ่ม 1 แล้วไม่ดีขึ้น ก็แนะนำให้พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และพิจารณาเรื่องการรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วยค่ะ

เทคนิคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อนำมาฝาก

• เลือกซื้อให้ดีว่าเป็น antiperspirant (เพื่อลดเหงื่อและกลิ่นได้ด้วย) ไม่ใช่ deodorants (ลดกลิ่นแต่ไม่ช่วยลดเหงื่อ)

• วิธีการทาที่ได้ผล คือ ทาก่อนนอนดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่เหงื่อออกน้อย และในคนที่เหงื่อเยอะ อาจทาซ้ำตอนเช้าอีกรอบ

• ช่วงแรกอาจต้องใช้ทุกวัน สักระยะผ่านไปก็อาจสามารถลดความถี่ได้ เช่น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นกับความรุนแรงของแต่ละคน

• ทาลงบนผิวที่แห้ง เพื่อป้องกันการระคายเคือง และ ไม่จำเป็นต้องocclude ด้วยแผ่นฟิล์มอะไรเพิ่ม เพราะไม่ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น

• แบบ lotion หรือ cream จะเห็นผลดีกว่า แบบ stick หรือ roll-on

• สำหรับคนที่เหงื่อออกที่หนังศีรษะเยอะจนไหลย้อยมาที่หน้า แนะนำรูปแบบครีมทา ที่บริเวณไรผม (hairline)

• กรณีเหงื่อออกที่เท้าเยอะ แนะนำเป็นรูปแบบแผ่นเช็ด wipe หรือแบบสเปรย์ โดยให้สเปรย์ที่หลังเท้าและง่ามนิ้ว

• กรณีรักแร้ งดทาหลังวันที่ถอนขนอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพื่อลดการระคายเคือง

• ส่วนผสมที่ช่วยออกฤทธิ์ที่ใช้บ่อย ๆ


⭐️ Aluminium chloride hexahydrate 6.25-40%
แนะนำ 10-15% สำหรับรักแร้
และ 20-40% สำหรับมือและเท้า
ส่วนมาก OTC จะไม่ให้เกิน 12.5%
⭐️ Topical glycopyrrolate/glycopyronium 0.5-4%
⭐️ Aluminium zirconium trichlorohydrex
⭐️ Topical oxybutynin 3%

• ถ้าหากใครระคายเคืองเยอะ แนะนำดังนี้
▫️ ลดความเข้มข้น
▫️ ทาด้วยความถี่ห่าง ๆ
▫️ เลือกเบสเป็น salicylic gel base จะระคายเคืองน้อยกว่า aqueous alcohol
▫️ ทาทับด้วย moisturizer

เล่าประสบการณ์ส่วนตัว

⭐️ Kiehl’s Superbly Efficient Anti Perspirant & Deoderant cream ‼️
เป็น Aluminium chlorohydrate
ความจริงตัวนี้เคยรีวิวไปรอบหนึ่ง
เหตุผลที่ชอบตัวนี้เพราะ
เป็นเนื้อครีม ซึ่งได้ผลดีกว่ารูปแบบอื่นอย่างที่บอกไป
นอกจากลดเหงื่อและยังลดกลิ่นด้วย
มีผสมกรดผลไม้อ่อนๆ ผลัดเซลล์ผิวอ่อน ๆ ช่วยขาวใสเนียนเรียบ
มี witch hazel ช่วยชุ่มชื้นลดการระคายเคือง
ไม่มีกลิ่น ไม่ตีกับกลิ่นน้ำหอม

⭐️ Off Sweat – Antiperspirant wipe
ตัวนี้ลองใช้มาสักระยะ ต้องขอบคุณทางแบรนด์ที่ส่งมาให้เปิดประสบการณ์ค่ะ ตัวนี้เป็นแบบแผ่นเช็ด ตัวยา คือ Aluminium sesquichlorohydrate
มี chloroxylenol, Tea tree oil ช่วยลดกลิ่นกำจัดแบคทีเรีย แล้วก็มี lactic acid ผลัดเซลล์ผิว มีวิตามิน C, E ปรับสีผิวให้ขาวใส
เช็ดมือก็ได้ ช่วงไหนใส่คัชชูบ่อย ๆ ใช้เช็ดเท้าก็ดี

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
PR Gifted from Off SWEAT

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สกินแคร์แต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร

ลองดูตามนี้คร่าว ๆ นะคะ

ส่วนการพิจารณาเลือกคงเป็นเรื่องของตัวบุคคล และขึ้นกับปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข เพราะปัญหาบางอย่างอาจต้องใช้ยาที่สั่งการรักษาด้วยแพทย์ บางอย่างสามารถใช้คอสเมติกส์ตามท้องตลาดก็เห็นผลได้ค่ะ

1. กลุ่มยา
ต้องสั่งจ่ายและควบคุมการใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง เพราะความแรงสูง ประสิทธิภาพดีที่สุด แต่ผลข้างเคียงตามมาก็มากเช่นกัน

2. กลุ่มเดอโมคอสเมติกส์
ประสิทธิภาพเกือบเท่าหรือบางตัวเทียบเคียงกลุ่มยา แต่ผลข้างเคียงน้อย ส่วนใหญ่มักมีจำหน่ายในโรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์เฉพาะทาง ปัจจุบันคนให้ความสนใจกลุ่มนี้มากขึ้น

3. กลุ่มคอสเมติกส์
กลุ่มนี้ปลอดภัย ใช้ได้ผล แต่ต้องยอมรับว่าไม่เท่า 2 กลุ่มแรก และสามารถหาซื้อได้ แต่มีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก แนะนำศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเลือกซื้อ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Melasma : Topical Treatment

สรุป 5 ยาทารักษาฝ้า

ยาทาภายนอก ถือเป็นการรักษาหลักของการรักษาฝ้า
ถ้าหากยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร จึงพิจารณาเพิ่มเติมการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วยได้

ยกตัวอย่างยาทา ได้แก่

1. Hydroquinone

ช่วยยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน มีผลลดการสร้างและเพิ่มการสลายเมลาโนโซม
ความเข้มข้นที่ใช้รักษาฝ้า คือ 2-5%
หากทาครีมกันแดดร่วมด้วย จะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาฝ้าได้ดีขึ้น
💢 ระวังการเกิด confetti-liked hypopigmented macule (รอยจุดขาว) หรือ exogenous ochronosis (รอยจุดน้ำตาลอมเทา อาจนูนวาวเป็นตุ่มคล้ายไข่คาเวียร์) มักพบบ่อยในคนสีผิวเข้ม ใช้ความเข้มข้นสูง และใช้แบบ HQ alcoholic solution
💢 ควรระมัดระวังการใช้ เป็นยาควบคุมการสั่งจ่ายโดยแพทย์

2. Retinoids

ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วย
ยาที่มีข้อมูลช่วยเรื่องฝ้า เช่น 0.1 Adapalene gel, 0.05-0.1% Tretinoin cream
💢 ระวังผลข้างเคียง ผิวแห้ง แดง แสบ คัน บริเวณที่ทา

3. Azelaic acid

ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ลดการอักเสบ
เป็นยาที่สามารถใช้รักษาได้ทั้งสิวและฝ้า
ความเข้มข้นที่ใช้ คือ 20% cream
💢 ระวังการระคายเคือง แสบ บริเวณที่ทา มักมีอาการช่วงแรกของการเริ่มใช้ และจะค่อยดีขึ้น

4. HQ + TCs + Retinoids (Triple combination)

เป็นยาสูตรผสม 3 อย่าง ต้นแบบคือ Kligman’s formula (5% HQ + 0.1% Tretinoin + 0.1% Dexamethasone)
กลุ่มนี้มีข้อมูลว่า การใช้ทา 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังการรักษาฝ้าจางลงแล้ว จะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้อย่างน้อย 6 เดือน

5. Topical Methimazole 5%

เชื่อว่ายับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีได้ อย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลไม่มาก ต้องรอติดตามต่อไป

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
J Cosmet Dermatol. 2020; 19: 167-172.
Indian J Dermatol Venereol Leprol. 2013; 79: 701-2.
J Eur Acad Dermatol Venereol. 2012; 26: 611-18.
J Cosmet Dermatol. 2005; 4: 55-59.
Cutis 2003; 72: 67-72.
J Dermatol 2002; 29: 539-40.
ฝ้าและการรักษา melasma อ.วาสนภ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

How to กินช๊อคโกแลตเพื่อผิวสวย & หน้าเด็ก

รู้ไหมว่า .. หมอชอบทานดาร์คช๊อคโกแลตมาก ๆ และวันนี้หมอมีวิธีการเลือกซื้อช๊อคโกแลตมาแบ่งปัน เพราะการทานช๊อคโกแลตอย่างถูกวิธี จะทำให้เราได้รับ “ฟลาโวนอยด์” และ “โพลีฟีนอลหลายชนิด” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้อย่างเต็มที่ ผลก็คือ..

1. ผิวสวย ชะลอการเกิดริ้วรอย หุ่นดีขึ้น ผมสวย
รู้ไหมว่า ดาร์คช๊อคโกแลตยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแอนตี้ออกซิแด้นที่สูงกว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ถึง 8 เท่านะ..จะบอกให้‼️
2. อารมณ์ดี คลายเครียด
พบว่าหลังทานในปริมาณปกติไปประมาณ 2 สัปดาห์ ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ลดการซึมเศร้า เพราะในช๊อคโกแลตมีสาร MAO inhibitors ออกฤทธิ์คล้ายยาต้านเศร้านั่นเอง
3. ความจำดีขึ้น
เพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองได้ 2-3 ชั่วโมง
4. ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
ลดความดันโลหิต (SBP 2.8-4.7 mmHg, DBP 1.9-2.8 mmHg)
5. ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้
หลังกินดาร์คช๊อคโกแลตที่มีโกโก้ 70% ปริมาณ 100 กรัม/วัน นาน 1 สัปดาห์ พบว่า ลด LDL 6% เพิ่ม HDL 8%
6. บำรุงสายตา

แต่ระวัง..!! ถ้าหากเลือกผิด สิ่งที่ได้จะเป็นน้ำตาลและไขมัน ซึ่งส่งผลเสียมากกว่า

ถ้าเรียงลำดับปริมาณฟลาโวนอยด์จากมากไปน้อย จะได้เป็น

1. Cacao คาเคา —> ไม่ค่อยหวาน แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด !!!

2. Cocoa โกโก้ —> หวานนิดหน่อย มีสารต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าคาเคา โดยที่มากน้อยเท่าไหร่ขึ้นกับว่า..มีปริมาณโกโก้ผสมอยู่เท่าใด

🍫 Dark chocolate มีผงโกโก้ผสมอยู่มากกว่า 70% จึงเป็นช๊อคโกแลตที่มีมีสารฟลาโวนอยด์มากสุด

🍫 Milk chocolate มีผงโกโก้น้อยกว่า 70% จึงมีสารฟลาโวนอยด์น้อยลง และมีการเพิ่มนมและน้ำตาล

🍫 White chocolate ไม่มีผงโกโก้ ไม่มีฟลาโวนอยด์ มีเนยโกโก้ (ไขมัน) นม น้ำตาล เพิ่มเข้ามา

ช๊อคโกแลตข้างต้น หากมีการผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น อบ หมัก ทำให้เป็นด่างมากขึ้น จะทำให้ขมน้อยลง รสนุ่มขึ้น ทานง่ายขึ้น —> แต่..ฟลาโวนอยด์..จะลดลงไป 60-90% เลยนะจ๊ะ‼️ พวกนี้จะระบุไว้ว่า
🍫 Dutched
🍫 Process with Alkali
เล่าแบบนี้อาจจะนึกยังไม่ออก เหล่านี้ก็คือพวกเครื่องดื่มโกโก้ปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม เช่น โอวัลติน ไมโล เป็นต้น

European Food Safety Authority แนะนำปริมาณฟลาโวนอยด์ที่รับประทานในโกโก้หรือช๊อคโกแลต คือ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับผลโกโก้ประมาณ 2.5 กรัม หรือ ดาร์คช๊อคโกแลต 2 ชิ้นเล็ก

สรุปว่า ถ้าอยากกินช๊อคโกแลตให้ดีต่อสุขภาพก็ควรเลือกแบบนี้ค่ะ

• ชนิดผง —> ผงคาเคา หรือ ผงโกโก้แบบปรุงแต่งน้อยที่สุด เลี่ยงพวกผสมพร้อมชงดื่มเพราะมักผสมน้ำตาล แล้วเราค่อยมาปรุงรสเองนิดหน่อยก็พอ
• ช๊อคโกแลตแท่ง —> ดาร์คช๊อคโกแลตแบบที่มี %โกโก้สูง ๆ น้ำตาลน้อย ๆ และกินวันละ 2-3 ชิ้นเล็ก ๆ พอ
• กินตอนเช้า ช่วยให้สดชื่นอารมณ์ดี กระปรี้กระเปร่าเพิ่มขึ้นได้ 2-3 ชั่วโมง
• ช๊อคโกแลตที่ผสมถั่วและผลไม้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเติมส่วนของรสชาติ อันนี้แล้วแต่คนชอบ

ข้อควรระวัง

❌ ช๊อคโกแลต อาจทำให้กระตุ้นไมเกรนได้ในบางคน
❌ ไม่แนะนำในคนเป็นโรคไต เพราะช๊อคโกแลตมีกรดออกซาลิคสูง เพิ่มความเสี่ยงเกิดนิ่วได้

ส่วนตัวจะกินตัวที่หาซื้อได้ไม่ยากเกินไป และดูแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อารมณ์ดี ผิวพรรณอ่อนเยาว์ ตัวนี้เลย Lindt เป็น Excellent Cacao 100% ไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย

ใครอยากลองกินตามก็ได้ไม่ว่ากันค่ะ กินแล้วจะหน้าเด็กไหมต้องไปลองเองนะจ๊ะ แต่ข้อมูลสนับสนุนเบอร์นี้ ส่วนตัวคิดว่าไม่กินไม่ได้แล้ว

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
No sponsored content

Product mentioned
Lindt Thailand

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

6 วิธีเอาชนะสิวเครื่องสำอาง (Acne cosmetica)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิวชนิดนี้เกิดจากการอุดตันจากการมีเครื่องสำอางตกค้าง มักมีลักษณะเป็นสิวผดเล็ก ๆ บริเวณหน้าผาก แก้ม คาง มักเกิดอาการหลังใช้หรือเปลี่ยนเครื่องสำอางประมาณ 1-2 สัปดาห์ และอาการดังกล่าวมักดีขึ้นเมื่อหยุดใช้เครื่องสำอาง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ข้อห้ามของการแต่งหน้าในอนาคตนะคะ

แต่เราควรมีวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดการเกิดสิวตามมาได้หลายวิธี

  1. เลือกเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการอุดตันน้อย โดยมากมักระบุ oil-free, won’t clog pores, non-comedogenic
  2. ล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง เช้า ก่อนนอน ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน ปราศจากน้ำมัน และมีความสามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกโดยใช้ปลายนิ้วนวดวนที่ใบหน้าเบา ๆ และควรหลีกเลี่ยงการขัดสครับที่ผิวหน้า
  3. กรณีที่แต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนทำการล้างหน้าให้สะอาดอีก 1 ครั้ง
  4. การแต่งหน้าที่ถูกต้องควรแต่งเบา ๆ ด้วยแปรงแต่งหน้าที่มีขนนุ่ม เพื่อลดการระคายเคืองผิว
  5. ทำความสะอาดแปรงแต่งหน้าทุกสัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับผู้อื่น
  6. หากมีภาวะ Acne cosmetica ควรหยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด รักษาสิวให้หายก่อนด้วย Benzyl peroxide, Salicylic acid, Adapalene โดยส่วนมากมักดีขึ้น 4-8 สัปดาห์

❌❌❌ ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ควรหลีกเลี่ยง ❌❌❌

เนื่องจากมักก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขนและก่อสิวตามมา ได้แก่ lanolin, vegetable oils, pure chemical เช่น butyl stearate, lauryl alcohol, oleic acid, tars, chlorinated oils เป็นต้น

❤️ การล้างหน้าให้สะอาด ยังเป็นสิ่งที่หมอเน้นย้ำเสมอ
❤️ ผลิตภัณฑ์เช็ดล้างเครื่องสำอาง ยังคงแนะนำให้ใช้ในคนที่แต่งหน้าร่วมด้วยค่ะ

หากอาการดังกล่าวเป็นมากขึ้น ควรพบแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธีนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine 7th edition
Dermatology 2013; 226(4): 337-41.
Arch Dermatol. 1972; 106(6): 843-850.
AAD.org
Picture was licensed by freepik


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.