Category Archives: Aesthetics

มือแห้งมือลอกจากการล้างมือบ่อยๆทำอย่างไรดี

การล้างมือบ่อยๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงนี้ ผลที่ตามมาคือ ผื่นแดงคัน อักเสบ แสบ ลอก ทรมานไม่น้อยเลยเช่นกัน

👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻👋🏻

อันดับแรก ควรแยกให้แน่ชัดก่อนว่าเป็นผื่นจากสาเหตุใด ได้แก่

💯 ผื่นจากโรคผิวหนัง
💯 ผื่นจากการแพ้สัมผัสสารที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ล้างมือ
💯 ผื่นจากการระคายเคืองเนื่องจากการล้างมือบ่อย

หากไม่แน่ใจ แนะนำพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
หากยังไม่มีเวลาพบแพทย์ อาจทำได้เบื้องต้นโดยการ

  1. ลองเปลี่ยนชนิดของผลิตภัณฑ์
  2. รักษาผื่นด้วยยารักษาเป็นกลุ่มยาทาสเตอรอยด์ แนะนำให้ทาในระยะสั้น หากไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
  3. ทาครีมบำรุงผิวมือบ่อยๆ

ครีมทามือที่แนะนำใช้ได้ คือ

🆘 ผลิตภัณฑ์บำรุง Emollient
กลุ่ม occlusive เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิว
กลุ่ม humactant เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว

👍🏻 ตัวที่ดีที่สุด และหาง่าย ราคาไม่แพง ก็คือ Petroleum jelly แต่ค่อนข้างเหนียว ทาแล้วรู้สึกไม่สบาย
👍🏻 Glycerine, Sorbolene หาคำนี้ใน 5 ตัวแรกของส่วนผสมหลังหลอด ซึ่งแปลว่ามีปริมาณมากพอที่จะ restore ความชุ่มชื้นผิวในชั่วข้ามคืน ตัวนี้เหนียว ยิ่งมีเยอะยิ่งเหนียวมาก อาจใช้ทาก่อนนอน
👍🏻 Urea ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและผลัดผิวที่ลอกให้หลุดออกได้ดี แนะนำ 5-10% หาได้ตามท้องตลาด บางโรงพยาบาลมีผลิตเอง เป็นอะไรที่ไม่แพง ทาแล้วมือนุ่ม ขุยหลุด ทาส้นเท้าแห้งแตกก็ได้
👍🏻 AHA, Salicylic อาจระคายเคืองได้ ไม่ค่อยแนะนำ
👍🏻 อื่นๆ อาจมองหา Oil in water emulsion (15-40% oil phase, 5-15% Humectant, 45-80% water phase)

💯 แนะนำเป็น cream หรือ ointment
💯 ไม่แนะนำ lotion
💯 หลังล้างมือ ซับด้วยผ้าสะอาด และทาครีมทันที
💯 ทาได้บ่อยครั้งตามความรุนแรงของผิวอักเสบ อาจบ่อยได้ทุก 1-2 ชั่วโมง

—————————————————-
🆘 ครีมกลุ่ม Barrier repair
จะช่วยลดการระคายเคือง เสริมความแข็งแรงของผิว ปกป้องผิวจะสารระคายเคืองและสิ่งสกปรกทำให้ไม่เกาะติดผิว
มองหาครีมที่มีส่วนผสมเหล่านี้

✌🏻Petroleum_Jelly
✌🏻ZincOxide
✌🏻Urea
✌🏻AHA
✌🏻Dimethicone, Silicone
✌🏻Natural Ceramide
✌🏻Nicotinamide

💯 ครีมกลุ่มนี้มักผสมน้ำหอม ใครแพ้น้ำหอมควรมองหาแบรนด์ที่ไม่ผสมน้ำหอมเพราะอาจก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคืองได้
💯 ครีมกลุ่มนี้ มักเคลือบผิวอยู่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ควรทาซ้ำทุก 4 ชั่วโมง และหากล้างมือบ่อย แนะนำให้ทาเพิ่มเติมหลังล้างมือ

ลองปรับวิธีการดูแลผิวหลังล้างมือกันนะคะ จะช่วยให้มือชุ่มชื้น ลดการแห้งลอกแดงคัน และยังช่วยลดความหมองคล้ำและริ้วรอยที่มือก่อนวัยอันควรด้วยค่ะ

References

Clin Dermatol 2012; 30(3): 345-348.
Br J Dermatol 2008; 159(3): 567-577.
DermNet NZ
National Eczema Association

When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

วิธีการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว เพื่อผิวขาวใส

ขออธิบายสั้น ๆ ถึงกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวก่อน เพราะหากเราเข้าใจจุดนี้ เราจะสามารถมองหาสิ่งที่เรียกว่า Lightening agents ได้เก่งขึ้น (ดูรูปประกอบ)

มนุษย์เรามีเมลาโนไซต์อยู่ที่บริเวณหนังแท้ชั้นล่างสุด โดยจะแทรกตัวอยู่ระหว่างเคอราติโนไซต์ การสร้างเม็ดสีจะเกิดขึ้นภายในโรงงานที่เรียกว่า เมลาโนโซม (ซึ่งอยู่ในเมลาโนไซต์) โดยมีเอนไซม์ tyrosinase เข้ามาเกี่ยวข้อง หลังจากนั้นเมลานินที่สร้างได้ จะถูกเคลื่อนที่ส่งออกจากเมลาโนโซม ไปให้เคอราติโนไซต์ตัวข้างเคียง และส่งต่อไปยังผิวหนังชั้นบน ซึ่งทำให้เกิดสีผิวตามมา โดยบางคนมีผิวออกแดงคล้ำ บางคนสีออกขาว ขึ้นกับชนิดของเม็ดสีที่ถูกสร้างขึ้น และเมลานินก็ยังมีข้อดีคือ ช่วยป้องกันอันตรายของผิวหนังจากรังสียูวีได้ ในขณะเดียวกัน การได้รับรังสียูวีก็เป็นอีกตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดกระบวนการสร้างเม็ดสีที่มากขึ้นได้ นอกจากนั้นความแข็งแรงของ skin barrier ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดการเกิดฝ้าลึกจากการมีเมลานินหล่นลงมาในผิวหนังชั้นล่างได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หากเราต้องการยับยั้งกระบวนการนี้ สามารถทำได้โดย

  1. ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase (Tyrosinase inhibition) ด้วยสารที่ออกฤทธิ์กลุ่ม Tyrosinase inhibitors

a. Hydroquinone เป็น gold standard ในการรักษาฝ้าและรอยดำที่เห็นผลซึ่งใช้ 2-4% HQ แต่เนื่องจากมีผลข้างเคียงที่ตามมาค่อนข้างมาก ปัจจุบันจึงถือเป็นยาที่ต้องควบคุมการสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น อาจมีบางประเทศที่กฏหมายอนุญาตให้ผสมในเครื่องสำอางได้ไม่เกิน 2%

b. ยาทาอื่น ๆ เช่น ยาทากลุ่มวิตามินเอ, azelaic acid

c. กลุ่มที่ไม่ใช่ยา เช่น arbutin/deoxyarbutin, licorice, kojic acid, ascorbic acid, resorcinol

  1. ยับยั้งการขนส่งเมลานิน (Melanin transfer inhibition)
  2. เร่งการผลัดเซลล์เม็ดสีส่วนเกินที่ผิวชั้นบน (Increased epidermal turnover) โดยวิธีการ Physical หรือ Chemical exfoliation ตรงนี้สามารถกลับไปอ่านในโพสก่อนนี้ได้
  3. ป้องกันแดด (UV protection)
  4. เสริมสร้าง skin barrier ให้แข็งแรง ด้วยมอยซ์เจอไรเซอร์


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สรุปเกี่ยวยารักษาสิว Oral Isotretinoin ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

Update in Oral Isotretinoin for acne treatment

💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊

💯 เป็นยาอันตรายที่มีการควบคุมการใช้โดยแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อกินเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ และระวังยาปลอมลอกเลียนแบบ

💯 แคปซูลของยา มีส่วนผสมที่ทำจากพาราเบน -> ห้ามใช้ในคนที่แพ้พาราเบน
กลุ่มคนเหล่านี้ ควรหลีกเลี่ยงสารพาราเบนที่มักผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว

💯 ข้อบ่งชี้ -> ไม่แนะนำให้ซื้อกินเองหากไม่มีข้อบ่งชี้
▫️สิวหนองรุนแรง (Severe nodulocystic / papulopustular acne)
▫️ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น (Minimal response to previous treatment)
▫️กรณีอื่น ๆ อาจพิจารณาโดยแพทย์เป็นรายไป ได้แก่ Significant psychological concern, prone to scarring, limited use of antibiotics

💯 ขนาดที่ใช้ -> #doseอื่นยังไม่มีรายงานว่าได้ผล_หยุดยาเร็วเกินไปจะทำให้สิวกลับเป็นซ้ำ #แนะนำให้ทานหลังอาหารทันทีเพื่อเพิ่มการดูดซึมยา
▫️Standard dose : International guideline แนะนำเริ่มที่ 0.1-0.2 mg/kg/day เพิ่มจนถึง standard dose 0.5 mg/kg/day หากไม่มีข้อห้าม
▫️Low dose : 0.2-0.3 mg/kg/day กินอย่างน้อย 6-12 months

💯 ภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตายจากยา -> ซักประวัติซึมเศร้าของผู้ป่วยและครอบครัว พิจารณาเป็นรายๆไปและติดตามใกล้ชิด
▫️มีรายงานเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า เป็น idiosyncratic effect ในคนมีประวัติครอบครัวมีภาวะ depression, MDD
▫️แต่ในบางรายงานพบว่า ทำให้ภาวะซึมเศร้าลดลงหลังจากใช้ยารักษาให้สิวดีขึ้น

💯 ผลข้างเคียงแบ่ง 3 อย่างหลัก ๆ ได้แก่

  1. Teratogenic ไม่ขึ้นกับ dose -> ตรวจการตั้งครรภ์ยืนยัน 2 ครั้งและคุมกำเนิด 2 วิธี
    ▫️เด็กพิการ คลอดก่อนกำหนด แท้ง
    ▫️ตรวจการตั้งครรภ์ : ก่อนรักษา 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน, หลังสิ้นสุดการรักษาแล้ว 1 เดือน
    ▫️อย่าลืม consent form, Pregnancy Prevention Program หรือ iPLEDGE
    ▫️คุมกำเนิด 2 วิธี : เริ่มตั้งแต่ก่อนรักษา 1 เดือน จนถึงหลังสิ้นสุดการรักษา 1 เดือน
  2. Clinical
    2.1 Cutaneous
    ▫️ปากแห้ง ตาแห้ง ผิวลอกแตกเป็นแผล เลือดกำเดาไหล เป็น dose-dependent จากการที่ยาทำให้เกิด sebum suppressive effect, epidermal dyscohesion
    ▫️ ผื่นรุนแรง Steven-Johnson syndrome, Toxic Epidermal Necrolysis เสียชีวิตได้
    ▫️บางรายเกิดสิวเห่อรุนแรง acne fulminans หลังการเริ่มทานยา มักเกิดในเดือนแรก
    2.2 Extra-cutaneous
    ▫️เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ ทุกระบบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดังรูป -> คิดก่อนซื้อมากินเองเสมอว่าคุ้มแลกกับผลข้างเคียงหรือไม่
    ▫️อาการปวดหัวจากความดันในสมองสูงขึ้น หากทานคู่กับยาฆ่าเชื้อกลุ่ม tetracycline -> ห้ามให้ร่วมกัน
  3. Laboratory
    ▫️ไขมันสูง -> ตรวจ cholesterol, triglyceride ก่อนเริ่มยา, หลังเริ่มยา 6 สัปดาห์ และต่อไปทุก 6 เดือน
    ▫️ตับอักเสบ -> ตรวจ SGOT, SGPT ก่อนเริ่มยา, หลังเริ่มยา 6 สัปดาห์ และต่อไปทุก 6 เดือน
    ▫️เอนไซม์กล้ามเนื้อสูง -> ตรวจ CPK ก่อนเริ่มยาในกรณีเคส moderate physical excercise
    ▫️Bone change

💯 ยาสิวมีผลต่อโครงสร้างของ skin barrier function -> #ใช้ครีมกันแดดและครีมบำรุงผิวร่วมด้วยเสมอ
▫️เพิ่มการสูญเสียน้ำ
▫️เพิ่มการสะสมเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ที่ผิวหนัง
▫️ผิวไวต่อแสงแดด

💯 วิธีการดูแลและป้องกันอันตรายต่อดวงตา
▫️หากตาแห้งควรหยอดตา
▫️เลี่ยงการใช้ contact lens
▫️สวมแว่นกันแดด

💯 วิธีการดูแลริมฝีปาก
▫️อาการปากแห้งนิด ๆ เป็นสัญญาณดีที่อยากให้มี บอกถึงการตอบสนองของยา
▫️ควรทาลิปมันหรือวาสลีนบ่อย ๆ และควรผสม SPF อย่างน้อย 15-30

💯 งดบริจาคเลือดในระหว่างรับประทานยา จนกระทั่งหลังหยุดยา 1 เดือน

โพสนี้อยากแชร์ให้เห็นถึงข้อมูลของยารับประทานรักษาสิว ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ต้องควบคุมการจ่ายในสถานพยาบาลโดยแพทย์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบมีการนำมาขายตามร้านยา การฝากเพื่อนซื้อ หรือวิธีการใดก็ตาม และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจเพราะกินตามเพื่อน หรือ ได้ข้อมูลมาเพียงบางมุมของยา เช่น กินแล้วหน้าใส ลดความมัน สิวหายเร็วกว่าการทายา แต่อยากถามว่า รู้ความจริงในอีกด้านดีแล้วหรือไม่ และ พร้อมรับความเสี่ยงต่อการกินยานี้โดยไม่มีข้อบ่งชี้แล้วหรือยัง

👩🏻‍⚕️ การรักษาสิวให้หาย อาจต้องใจเย็นและให้เวลากับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
👩🏻‍⚕️ในมุมมองของหมอในฐานะอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง ผ่านการรักษาเคสสิวรุนแรงมาไม่น้อย และพบเจอเคสสิวที่มีผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยากินตัวนี้มาก็ไม่น้อยเช่นกัน การมีโอกาสได้เห็นทั้งมุมมืดและมุมสว่าง ทำให้หมอตระหนักถึงความปลอดภัยก่อนจ่ายยาตัวนี้ให้คนไข้เสมอ และอยากให้ทุกคนที่ได้อ่านโพสนี้ตระหนักในความปลอดภัยของตัวเองเช่นกัน
👩🏻‍⚕️ อย่ามัวกังวลว่าจะสวยช้า เอาเป็นว่า สวยช้าแต่สวยนานและปลอดภัยดีกว่าสิ่งอื่นใด คนไข้สิวของหมอไม่ต้องกินยาทุกคนก็หน้าใสกันได้หมดนะ ☺️
👩🏻‍⚕️ ใครกินอยู่ควรอ่าน เพื่อนใครกินควรแทคหรือแชร์ให้เพื่อนมาอ่านเช่นกัน

Reference:
Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology. 2019; 12: 943-951.
Journal of American Academy of Dermatology 2016; 74: 945-73.

When in doubt, ask your Board-certified Dermatologist

เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Top 10 น้ำหอมยอดฮิตเซอร์ไพรส์แฟนวันวาเลนไทน์

Top 10 น้ำหอมยอดฮิต 10 อันดับให้แฟนวันวาเลนไทน์
ใครยังไม่มีของขวัญเซอร์ไพรส์แฟน…ไปจัดค่ะ
💕💕💕💕💕💕💕💕💕💕💕💕💕

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์ ขอให้ทุกคนมีความรักและมีความสุขนะคะ ใครยังไม่มีแฟนก็ขอให้เจอเนื้อคู่ไวไวนะ”

ปล. โพลนี้จัดอันดับโดย HELLO SKIN FANS

The Evidence-based Honest Review by

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

–No sponsors–

รูปกระปุกเปิดฝา มีตัวเลข บ่งบอกอะไร

Q: รูปกระปุกเปิดฝา มีตัวเลข ที่เห็นข้างบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางต่าง ๆ มีไว้บอกอะไร


A: บ่งบอกว่า จำนวนเดือนที่เราควรหยุดใช้หลังจากที่เราได้สัมผัสกับเนื้อครีมนั้นแล้ว โดยจะบอกเป็นหลักเดือน เช่น 30M คือ 30 เดือน ดังนั้น นอกจากดูวันหมดอายุแล้ว อย่าลืมดูPAO Period After Opening ด้วยนะ

แพลนให้ดีว่าเปิดแล้วต้องใช้ให้หมดภายในกี่เดือน ถ้าครีมล้นโต๊ะเครื่องแป้งก็อย่าเพิ่งเปิดทดลองอันใหม่ค่ะ ถ้าหากเราเห็นแล้วว่ามีเวลาใช้อีกนานเท่าไหร่

When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Review of AHA & BHA

Skincare Regimen for Glowing skin

ทุกคนก็อยากมีผิวสวยใส แลดูเด็กกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน วันนี้จะมาบอกเคล็ดลับเน้นๆ เพื่อความมีผิวใส เนียนเรียบ เงาวับราวเคลือบแก้ว หรือที่เรียกว่า Glowing skin หรือ Dewy skin นั่นเอง

ทำความเข้าใจกันก่อนว่า โดยปกติกระบวนการผลัดเซลล์ผิวหนังจนกระทั่งผิวที่ตายแล้วหลุดออกไป ใช้เวลาประมาณ 28 วัน เรียกว่า Skin turnover และจะใช้เวลานานขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุของเราที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้เซลล์ที่ตายแล้วรวมทั้งสิ่งสกปรกต่าง ๆ ตกค้างและหมักหมมอยู่ที่ผิว เกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ ผิวไม่เรียบใสเหมือนสมัยวัยเด็ก

ดังนั้น หากเราต้องการทำให้ผิวย้อนวัยกลับไปขาวเนียนใส เราจึงต้องอาศัยตัวช่วยที่สามารถเพิ่ม Skin turnover ให้เร็วขึ้น เพื่อให้กลไลการผลัดเซลล์ผิวมีระยะเวลาใกล้เคียงเดิม

วันนี้จะคุยกันเรื่อง การผลัดเซลล์ผิว ซึ่งหมอเคยเขียนไปบางส่วนในโพสแปรงล้างหน้าไฟฟ้า ซึ่งอันนั้นเป็น Physical exfoliants คราวนี้จะเป็นกลุ่ม Chemical exfoliants ก็คือการใช้สารที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวชั้นตื้นที่ตายแล้ว รวมทั้งสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิวให้หลุดออก โดยไม่ได้ทำให้โครงสร้างผิวหนังปกตินั้นบางลงอย่างที่หลายคนกังวลใจ วิธีนี้เป็นวิธีที่หมอผิวหนังส่วนมากแนะนำ เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงการ “Over-scrub” ที่มักจะพบได้บ่อยกว่าจากการใช้วิธี Physical exfoliants

สารที่ใช้ผลัดเซลล์ผิวที่มักผสมในเครื่องสำอางที่พบเจอบ่อย ๆ ได้แก่

AHA (Alpha Hydroxy Acid)

BHA (Beta Hydroxy Acid)

มาทำความรู้จักกันว่าต่างกันอย่างไร

AHA มีหลายชนิด มีทั้งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น กรดผลไม้ต่าง ๆ และได้จากการสังเคราะห์

สามารถละลายได้ดีในน้ำ มีคุณสมบัติเด่นคือ

เพิ่มการอุ้มน้ำที่ผิวหนังกำพร้า (Water holding capacity of epidermis)

ผลที่ตามมา คือ ทำให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มขึ้น เต่งตึงและสดใสขึ้น

ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (Induced desquamation)

ผลที่ตามมา คือ ทำให้ผิวเนียนเรียบ ใส ดูออร่าเหมือนสาวเกาหลีหน้าเซรามิค (Glass skin)

ปรับโครงสร้างผิวชั้นหนังกำพร้าให้เรียงตัวดี และเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวให้สมบูรณ์ ใน 28 วัน (Normalizetion of epidermal differentiation, keratolytic effect)

หากดูรูปประกอบในสไลด์จะเห็นว่าเมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการนี้จะใช้เวลานานขึ้น ดังนั้นจึงเสมือนเป็นการปรับกระบวนการผิวให้ย้อนวัยนั่นเอง

ปรับโครงสร้างผิวชั้นหนังแท้ (Dermal changes) จากผลการใช้ระยะยาวหลายเดือน

ผลที่ตามมา มีงานวิจัยยืนยันว่า มีการสร้าง collagen, hyarulonic acid และ glycosaminoglycans มากขึ้น ทำให้ผิวแข็งแรง มีความหนาขึ้น ริ้วรอยลดลง และดูอ่อนกว่าวัย (Youthful looking and antiaging effect)

💯ดังนั้น AHA เหมาะสำหรับคนที่ปัญหาผิว

▫️ผิวแห้ง (Xerosis)

▫️ผิวที่เป็นสิวอุดตันง่าย (Acne-prone skin)

▫️ปัญหาผิวหมองคล้ำ ไม่ขาวใส อยาก Rejuvenation

▫️ปัญหาผิวหนังที่เกิดจากความเสื่อมตามวัย (Aging skin) เช่น ริ้วรอย ฝ้า สีผิวไม่สม่ำเสมอ

▫️โรคผิวหนัง seborrheic keratosis, actinic keratosis, icthyosis, solar lentigine

🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸

BHA เช่น Salicylic acid, Lipohydroxy acid

ละลายได้ดีในไขมัน มีคุณสมบัติเด่นคือ

ซึมผ่านบริเวณรูขุมขนลงไปผิวหนังชั้นที่ลึกกว่าได้ (Deep penetration through the lipid barrier of epidermis) ซึ่งเป็นสิ่งที่ AHA ทำไม่ได้

ละลายสิวที่อุดตัน (Comedolytic effect)

ผลที่ตามมา คือ ทำให้สิวอุดตันลดลง

ลดการสร้าง sebum (Minimized sebum production)

ผลที่ตามมา คือ ควบคุมความมันของผิว

ออกฤทธิ์ลดการอักเสบได้ (Anti inflammatory effect)

ผลที่ตามมา คือ ช่วยลดการอักเสบของสิว ส่งผลให้เกิดรอยดำหลังการเกิดสิวลดลงตามมา

💯ดังนั้น BHA เหมาะสำหรับคนที่ปัญหาผิว

▫️สิวทุกชนิด ทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตัน (Inflammatory and comedonal acne)

▫️หน้ามัน (Oily skin)

ถึงตรงนี้น่าจะพอเข้าใจแล้วว่า AHA และ BHA แตกต่างกันอย่างไร และใครควรเลือกใช้อะไร

🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸

👩🏻‍⚕️ มาถึงช่วงตอบคำถามจากโพสค่ะ

💯 ความเข้มข้นที่เหมาะสมใน Skincare ควรเท่าไหร่ดี

: กรณีผสมในผลิตภัณฑ์เวชสำอางค์ ความเข้มข้นที่ปลอดภัยและได้ผลของ AHA คือ 3-15% และ BHA คือ 1-2% โดยพบว่า 3% AHA ออกฤทธิ์ได้ 1-3 ชั้นของ epidermis และหากเพิ่มเข้มข้นขึ้นจนถึง 10% จะสามารถออกฤทธิ์ได้ลงลึกครบทุกชั้นของ epidermis

หากสูงกว่านั้นถือเป็นหัตถการที่ควรทำด้วยความระมัดระวังโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

โดยที่ความเข้มข้นที่สูงขั้น จะให้ผลที่เร็วกว่า แต่อะไรก็ตามผลข้างเคียงที่ตามมาก็มากขึ้นด้วย

💯 AHA ที่ได้จากผลไม้แต่ละชนิด แตกต่างกันหรือไม่ ในการใช้ผลัดเซลล์ผิว

หากดูแล้วแต่ละตัวจะมีความต่างกันอย่างไรในแง่ของค่า pKa และ โมเลกุล

: หลักการของค่า pKa คือ ยิ่งต่ำ ยิ่งมีความสามารถในการผลัดเซลล์ผิวได้มากกว่า (เมื่อเทียบความเข้มข้นเท่ากัน)

: หลักการของโมเลกุล ยิ่งเล็ก ยิ่งมี bioavailability ดี

🍍Citric acid มี pKa ต่ำที่สุด คือ 3.09 และนิยมนำมาใช้เป็น pH adjuster เพื่อปรับ pH ให้เหมาะสมกับการออกฤทธิ์ของสารต่าง ๆ

🍍Glycolic มีโมเลกุลเล็กสุดและไม่ซับซ้อนที่สุด ซึ่งมีผลให้ bioavailability ดีที่สุด จึงนิยมใช้เป็น gold standard ในการผลัดเซลล์ผิว รักษาริ้วรอยและความหมองคล้ำ superficial hyperpigmentation, fine line, mild to moderate photoaging skin

🍍Lactic โครงสร้างคล้าย Glycolic และโมเลกุลใกล้เคียงกัน pKa ใกล้เคียงกัน จึงเป็นคู่แข่งสำคัญในการนำมาใช้เทียบกับ Glycolic

🍍Mandelic, Tartaric, Malic ค่อนข้างอ่อน นิยมใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น มากกว่าผลัดเซลล์ผิว

💯 AHA แต่ละตัวต่างกันหรือไม่ ในการใช้ในระยะยาว

: มีงานวิจัยรับรองว่า ทุกตัวออกฤทธิ์คล้ายกันดังที่กล่าวไปข้างต้น

แต่การใช้อย่างต่อเนื่องระยะยาว จะมีความโดดเด่นในการกระตุ้นโครงสร้างในชั้นผิวหนังแท้ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อฤทธิ์ในการทำให้ผิวอ่อนเยาว์ (antiaging effect) ได้แก่

🍓Lactic acid เด่นเรื่อง Ceramide synthesis

🍋Glycolic acid เด่นเรื่อง Collagen synthesis, fibroblast proliferation

🍊Citric acid เด่นเรื่อง GAGs synthesis, antiaging effect, pH adjuster

ซึ่งหากผลิตภัณฑ์ใดมีส่วนประกอบครบถ้วน ในปริมาณที่เหมาะสม และในรูปแบบที่เสถียรและ slow release ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

💯 ใช้ AHA และ BHA ร่วมกันได้หรือไม่ และหากไม่เคยใช้ควรเริ่มต้นอย่างไร

: ใช้ร่วมกันได้ค่ะ แนะนำว่าควรเลือกตามสภาพปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข บางท่านอาจจำเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ปัญหาผิวของบางท่านจำเป็นต้องใช้ทั้งสองอย่างค่ะ

: สิ่งที่แนะนำที่ดีที่สุดคือ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อวิเคราะห์ปัญหาผิวและช่วยดูว่าต้องแก้ไขอะไรบ้าง หากเริ่มใช้อาจลองในความเข้มข้นต่ำ ทดสอบอาการแพ้ระคายเคืองที่ผิวหนังบางจุดก่อน เช่น ไรผม หน้าหู เป็นต้น

💯 AHA และ BHA จะออกฤทธิ์เสริม (synergistic effect) กับการทาร่วมกับยาทาหรือครีมอื่นอะไรได้บ้าง

🦠 การใช้ lactic acid and its ammonium salt คู่กับ topical corticosteroids ช่วยป้องกัน dermal atrophy ได้

🦠 การเริ่มทา topical retinoids นำไปก่อน 2 สัปดาห์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ AHA, BHA มากขึ้น

🦠 การทา AHA จะทำให้ pH ที่ผิวต่ำลง ทำให้ topical ascorbic acid ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น แต่ในทางกลับกัน อาจต้องเว้นระยะอย่างน้อย 10-15 นาทีก่อนการทาสกินแคร์ตัวอื่นต่อ ทั้งนี้เพื่อรอให้ pH ที่ผิวกลับมาเป็นปกติก่อน

💯 หากทา AHA แล้วเกิดการระคายเคือง แสบ แดง ลอก ทำอย่างไร

อันดับแรกควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

: หากเป็นจากการแพ้ ควรหยุดใช้

: หากเป็นจากการระคายเคือง ทำได้โดยลดความเข้มข้น, ลองทาเฉพาะบางบริเวณ, ใช้รูปแบบที่เป็น slow release เพื่อลดการระคายเคืองได้ ทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นร่วมด้วย และควรทาครีมกันแดดในทุกเช้าเพื่อลดการระคายเคืองและผิวหมองคล้ำจากแสงแดด

💯 ยี่ห้อไหนดี

: การตัดสินใจซื้อครีมสักชิ้นคงต้องขึ้นกับหลายปัจจัยรวมทั้งความพึงพอใจส่วนบุคคล เช่น ต้องการประสิทธิภาพดีที่สุดตามหลักการทุกอย่าง ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน มีชื่อเสียงยอมรับ บรรจุภัณฑ์ดี ชนิดของเนื้อครีมที่เหมาะกับผิว เช่น เจล ซีรั่ม โลชั่น ครีม รวมทั้งราคา โดยผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวใหม่ ๆ ก็มักจะมีการปรับในเรื่องของเทคโนโลยีการลดระคายเคืองให้น้อยที่สุด เนื้อครีมเสถียรคงตัวมากขึ้น เพื่อประสิทธิภาพให้ได้ตามหลักการ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงราคาที่ต้องมากขึ้นไปด้วยตามลำดับ

วันนี้ทุกคนก็ได้ทราบหลักการแล้ว สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความเหมาะสมของสภาพปัญหาผิวที่มี หากมีประเด็นที่สงสัยสามารถคอมเม้นต์ถามได้ แล้วหมอจะมาตอบในโพสหน้านะคะ

💯 อยากทราบผลิตภัณฑ์ AHA BHA ที่คุณหมอใช้

: ตอนนี้ใช้อยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งคิดว่าโอเคมาก ๆ ไว้จะมาเล่าให้ฟังในช่วง Skincare Battle ขอเวลาเขียนสองวันนะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

References

Australasian Journal of Dermatology (2017) doi: 10.1111/ajd.12715

Molecules 2018; 23, 863 doi: 10.3390/molecules23040863

J Am Acad Dermatol 2019; 81: 313-24.

Am J Clin Dermatol 2010; 11: 95-102.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

หากจะไปเที่ยว..การแต่งตัวหรือการเลือกเสื้อผ้ากันแดดก็สำคัญ

🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅

อันดับแรก แนะนำให้ไปทบทวนบทความนี้ก่อนค่ะ

https://helloskinclinic.wordpress.com/2020/01/21/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%89/

🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥

คราวนี้มาดูว่า ต้องแต่งตัวอย่างไร

🌈 เสื้อผ้าที่มีคอปก, แขนยาว, ขายาว และทำจาก sun protection fabric ยี่ห้ออะไรไม่สำคัญ แต่ขอให้มาตรฐานดี ๆ หน่อย ระวังมีโฆษณาเกินจริง

🌈 ระบุค่า UPF (UV protection factor) ยิ่งมากยิ่งกันได้ดี ความหมายคือ UPF50 ก็คือ รังสียูวีสามารถทะลุเสื้อผ้าได้ 1/50

🌈 หมวกปีกกว้าง กว้างขนาดไหนล่ะ คือต้องอย่างน้อยปีก 3 นิ้วรอบด้าน จึงจะปกป้องได้ทั้งหู คอ และหน้า ไม่ใช่เฉพาะแค่ด้านหน้า เพราะหลังคอก็ต้องดูแล ลองกลับไปอ่านบทความเรื่องคอเหี่ยวอีกรอบได้ค่ะ

🌈 สวนแว่นตากันแดด ช่วยได้นะ

🌈 ทาครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอ เพราะเสื้อผ้าไม่ได้กันได้ 100% โดยเฉพาะบริเวณนอกผ้า เช่น คอ หลังมือ โดยถ้าหากล้างมือแล้ว ก็ควรต้องทากันแดดใหม่นะคะ

When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist

บทความลิขสิทธิ์ Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

Novel therapy in acne

เดี๋ยวจะไปประชุมและดูงานที่เกาหลีเกี่ยวกับการรักษาสิวใหม่

ใครอยากรู้อะไรมาทิ้งคำถามไว้นะ เกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยสิ่งเหล่านี้ที่กำลังมาแรง
ดูข้อมูลคร่าว ๆ มาให้อ่านเป็นน้ำจิ้มกันก่อน

💭 Daylight photodynamic with ALA gel
อันนี้เด็กก็ใช้ได้ สำหรับคนไม่อยากกินยาฆ่าเชื้อและกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน

💭 Gold microparticle therapy
สำหรับสิวชนิดรุนแรง

💭 Oral supplement with myo-inositol
สำหรับคนไม่อยากกินยาคุมและยาฆ่าเชื้อ กลไก คือ ตัวนี้ช่วยลดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และลด insulin-resistance

💭 Probiotics
เสริมการรักษาอื่นเพื่อช่วยลดการอักเสบของสิว

💭 Clascosterone
เป็นยาทาในกลุ่ม Topical antiandrogen therapy กำลังอยู่ใน phase III trial

ใครอยากรู้ต้องรอติดตาม


When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist

Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

ในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 กำลังสร้างปัญหามากมายกับผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผิวระคายเคือง อักเสบ ผื่นแพ้ ความหมองคล้ำ ฝ้า กระและรอยด่างดำที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น นอกจากการป้องกันมลภาวะต่อผิวหนังแล้ว การล้างหน้าให้สะอาดจึงมีส่วนสำคัญมากไม่แพ้กันในแง่ของการขจัดสิ่งสกปรกไม่ให้ตกค้างต่อผิวหนัง

จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า การใช้เครื่องล้างหน้าหรือแปรงล้างหน้าไฟฟ้า (Electronic Cleansing Brush) มีความจำเป็นหรือไม่ และทำให้หน้าสะอาดขึ้นกว่าการล้างด้วยมือธรรมดาหรือเปล่า จึงได้ไปทำการรีวิวงานวิจัยต่าง ๆ และหาข้อเท็จจริงมาให้อ่านกัน

🌈 เทคโนโลยีของ Sonic technology brush ที่นำมาสร้างแปรงล้างหน้าไฟฟ้านั้น ได้คอนเซปมาจากแปรงสีฟันไฟฟ้า เริ่มคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2006 โดยหลักการทางฟิสิกส์ของการสร้างหัวแปรง 2 ชั้น โดยชั้นนอกทำให้เกิดการหมุนวนด้วย amplitude และ frequency ที่เหมาะสมจนเกิดแรงมากพอที่ทำให้ comedone และสิ่งสกปรกทั้งหลายหลุดออกมาจากรูขุมขน พูดง่าย ๆ ก็คือ คล้ายกับหลักการของ Mechanical Exfoliant นั่นเอง

🌈 มีหลายงานวิจัยที่ทำขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบการล้างหน้าด้วย Cleansing brush กับการล้างหน้าด้วยมือเปล่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทต่าง ๆ ที่ผลิตเครื่องมือเหล่านี้ออกมา ดังนั้น ควรมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ

⭐️ #ผลในด้านบวก

▫️การใช้ Cleansing brush ในกรณีที่มีการแต่งหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า และลดสิ่งตกค้างที่ผิวได้ดีกว่าการล้างด้วยมือเปล่า
▫️การใช้ Cleansing brush+ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า การใช้ Cleansing brush อย่างเดียว
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยลดการเกิดสิวอุดตัน สิวเสี้ยนได้
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้หน้าใสและริ้วรอยลดลงจากการที่ไม่มีสิ่งสกปรกตกค้างที่ผิว ส่งผลให้การทาครีมบำรุงผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่สร้างมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี 100% สำหรับมนุษย์ทุกคน

⭐️ #มีรายงานผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ Cleansing brush ซึ่งมักไม่ค่อยมีการเอ่ยถึง ได้แก่

▫️ผิวแห้งตึงจากการขาดน้ำ และเกิดริ้วรอยแห่งวัยตามมา
▫️ผิวระคายเคือง บวมแดง จากการใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม
▫️ผิวหนังอักเสบและมีการกำเริบของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น เซบเดิร์ม สิวอักเสบ ภูมิแพ้ผิวหนัง
▫️ผิวหนังติดเชื้อจากสิ่งสกปรกที่สะสมที่ขนแปรง

🌈 เมื่อมองในแง่ของหลักการผลัดเซลล์ผิวนั้น เราสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. Physical Exfoliants เช่น การขัดด้วยเครื่องมือ แปรง หรือสครับต่าง ๆ วิธีนี้อาจต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากการ overuse จะสามารถทำร้ายโครงสร้างผิวได้ง่าย เพราะการควบคุมแรงในการใช้นั้นค่อนข้างยาก
  2. Chemical Exfoliants เช่น การผลัดผิวด้วยสารผลัดเซลล์ผิว ที่นิยมผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องตลาดก็อย่างเช่น AHA, BHA, PHA วิธีนี้ก็ต้องระวังหากใช้สารที่มีความเข้มข้นหรือระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งความเห็นส่วนตัวชอบวิธี chemical มากกว่าเพราะเราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ขจัดสิ่งสกปรกเฉพาะเซลล์ผิวหนังกำพร้าที่ตายแล้ว โดยทำลายผิวที่ดีน้อยที่สุด

💦เมื่อมองอย่างเป็นกลางกับคำถามที่ว่า ใช้ Cleansing brush ดีไหม ?
คำตอบ คือ #โดยหลักการจัดว่าดี หากใช้แบบ Optimal amplitude and frequency range
💦แต่ถามว่าจำเป็นต้องมีไหม ?
คำตอบ คือ #ไม่จำเป็นสำหรับผิวของทุกคน

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

✅ ใช้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เฉพาะเวลาก่อนนอนก็เพียงพอ ครั้งละไม่เกิน 3-4 นาที
การใช้ทุกวันนั้นถือว่า Overuse กล่าวคือ บ่อยเกินไปสำหรับหลักการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี เนื่องจากจะทำลายชั้นไขมันตามธรรมชาติที่สร้างความชุ่มชื้นและปกป้องผิว (impair lipid barrier) และทำลาย pH balance ผลที่ตามมา คือ ผิวแห้งกร้าน ตึง เกิดความระคายเคืองง่าย มีการอักเสบตามมาในที่สุด

✅ ควรเช็ดและล้างเครื่องสำอางออกด้วย makeup remover ก่อนทำการล้างหน้าด้วย Cleansing brush เสมอ
เนื่องจากการไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนจะทำให้แปรงไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีที่ควร และยังเพิ่มโอกาสการระคายเคืองจากเครื่องสำอางที่อยู่บนผิวหน้าได้

✅ หลีกเลี่ยงการใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีอื่น เช่น scrub เม็ดบีด หรือสารผลัดเซลล์ในกลุ่ม chemical exfoliant เนื่องจากจะก่อความระคายเคืองมากเกินไป

✅ ควรใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่อ่อนโยน
โดยหลักการแล้วเครื่องมือนี้จะได้ผลดีหากใช้กับ cleanser ชนิด Foam แต่จะได้ผลน้อยกว่ากับ cleanser ชนิด cream, gel หรือ lotion
อันนี้เป็นเหตุผลส่วนตัวที่ไม่เลือกใช้แปรงล้าง เพราะต้องใช้กับ Foam cleanser แต่ขัดหลักการใช้คลีนเซอร์ที่ดีต่อผิวนั้นควรเป็นกลุ่ม Foam-free cleanser ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการดึงน้ำออกจากผิว และในระยะยาวส่งผลดีคือ ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดริ้วรอยก่อนวัย

✅ ทาครีมบำรุงผิวตามหลังการทำความสะอาดผิวด้วย Facial Cleansing Brush ทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดูดซึมสารต่าง ๆ

✅ เปลี่ยนหัวแปรงสม่ำเสมอ และทำความสะอาดให้ดีทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเพาะเชื้อโรคที่เกิดขึ้นได้ที่แปรงในทุกวัน

✅ หยุดใช้เมื่อมีสัญญาณของการทำร้ายผิว ได้แก่ แสบ แดง ลอก คัน

✅ เลี่ยงการใช้บริเวณผิวบอบบาง เช่น รอบดวงตา

✅ Facial Cleansing Brush ไม่เหมาะสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้

❌ ผิวบอบบาง sensitive skin
❌ หน้าแดง
❌ สิวอักเสบ
❌ ผิวหนังอักเสบทุกชนิด เช่น เซบเดิร์ม สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ผิวหนัง atopic
❌ ผิวไหม้แดด Sunburn
❌ ผิวหลังการทำเลเซอร์หรือทรีทเม้นท์ หัตถการต่าง ๆ

โดยสรุป

DERMATOLOGIST_RECOMMENDATION

👩🏻‍⚕️การล้างหน้าที่ดีที่สุด คือ การล้างหน้าให้สะอาดด้วย non-foaming cleanser โดยใช้น้ำสะอาด ไม่ใช้น้ำเย็นหรือน้ำร้อน ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง (ไม่เช็ดหรือถู) ตามด้วย alcohol-free toner เป็นอันจบพิธีก่อนทาครีมบำรุงผิว
👩🏻‍⚕️การใช้ Facial Cleansing Brush นั้น สามารถเลือกใช้ตามความสมัครใจ แต่ก็คงไม่จำเป็นถึงขนาดต้องมี เพราะตัวหมอเองก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันค่ะ ถ้ามีโอกาสได้ลองก็จะมาเล่าให้ฟัง
👩🏻‍⚕️ถ้าหากใครเป็นสาวกของแปรงล้างหน้าไฟฟ้า ลองดูว่าเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองหรือไม่ ใช้ให้ถูกวิธีตามหลักการ ไม่ควรเลือกตามเพื่อนบอกหรือคำโฆษณา
👩🏻‍⚕️ส่วนยี่ห้อไหนนั้น ประเด็นที่ต้องดูคือ ความนุ่มของแปรง การสะสมเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่ขนแปรง ความแรงที่ไม่มากเกินไป รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้อง maintenance ในการซื้อถ่าน ชาร์ตแบต เปลี่ยนหัวต่าง ๆ โดย ณ ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยเทียบชัดเจนว่ายี่ห้อไหนดีกว่ายี่ห้อไหนค่ะ คงต้องติดตามต่อไป

As always, when in doubt, Ask your BOARD-CERTIFIED DERMATOLOGIST

เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง