Category Archives: Aesthetics

How to กินช๊อคโกแลต เพื่อผิวสวย หน้าเด็ก

วันนี้ไม่ได้มาเปิดโต๊ะเครื่องแป้งนะคะ แต่ แต่ แต่.. วันนี้จะเปิดตู้ขนมค่ะ ‼️

🔴 รู้ไหมว่า .. หมอชอบทานดาร์คช๊อคโกแลตมาก ๆ และวันนี้หมอมีวิธีการเลือกซื้อช๊อคโกแลตมาแบ่งปัน เพราะการทานช๊อคโกแลตอย่างถูกวิธี จะทำให้เราได้รับ “ฟลาโวนอยด์” และ “โพลีฟีนอลหลายชนิด” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้อย่างเต็มที่ ผลก็คือ..

✔️ ผิวสวย ชะลอการเกิดริ้วรอย หุ่นดีขึ้น ผมสวย
รู้ไหมว่า ดาร์คช๊อคโกแลตยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแอนตี้ออกซิแด้นที่ #สูงกว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ถึง 8 เท่านะ..จะบอกให้‼️
✔️ อารมณ์ดี คลายเครียด
พบว่าหลังทานในปริมาณปกติไปประมาณ 2 สัปดาห์ ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ลดการซึมเศร้า เพราะในช๊อคโกแลตมีสาร MAO inhibitors ออกฤทธิ์คล้ายยาต้านเศร้านั่นเอง
✔️ ความจำดีขึ้น
เพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองได้ 2-3 ชั่วโมง
✔️ ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
ลดความดันโลหิต (SBP 2.8-4.7 mmHg, DBP 1.9-2.8 mmHg)
✔️ ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้
หลังกินดาร์คช๊อคโกแลตที่มีโกโก้ 70% ปริมาณ 100 กรัม/วัน นาน 1 สัปดาห์ พบว่า ลด LDL 6% เพิ่ม HDL 8%
✔️ บำรุงสายตา

แต่ระวัง..!! ถ้าหากเลือกผิด สิ่งที่ได้จะเป็นน้ำตาลและไขมัน ซึ่งส่งผลเสียมากกว่า

🔴 ถ้าเรียงลำดับปริมาณฟลาโวนอยด์จากมากไปน้อย จะได้เป็น
1.Cacao คาเคา —> ไม่ค่อยหวาน แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด !!!
2.Cocoa โกโก้ —> หวานนิดหน่อย มีสารต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าคาเคา โดยที่มากน้อยเท่าไหร่ขึ้นกับว่า..มีปริมาณโกโก้ผสมอยู่เท่าใด
🍫 Dark chocolate มีผงโกโก้ผสมอยู่มากกว่า 70% จึงเป็นช๊อคโกแลตที่มีมีสารฟลาโวนอยด์มากสุด
🍫 Milk chocolate มีผงโกโก้น้อยกว่า 70% จึงมีสารฟลาโวนอยด์น้อยลง และมีการเพิ่มนมและน้ำตาล
🍫 White chocolate ไม่มีผงโกโก ไม่มีฟลาโวนอยด์ มีเนยโกโก้ (ไขมัน) นม น้ำตาล เพิ่มเข้ามา

🔴 ช๊อคโกแลตข้างต้น หากมีการผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น อบ หมัก ทำให้เป็นด่างมากขึ้น จะทำให้ขมน้อยลง รสนุ่มขึ้น ทานง่ายขึ้น —> แต่..ฟลาโวนอยด์..จะลดลงไป 60-90% เลยนะจ๊ะ‼️ พวกนี้จะระบุไว้ว่า
🍫 Dutched
🍫 Process with Alkali
เล่าแบบนี้อาจจะนึกยังไม่ออก เหล่านี้ก็คือพวกเครื่องดื่มโกโก้ปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม เช่น โอวัลติน ไมโล เป็นต้น

🔴 European Food Safety Authority แนะนำปริมาณฟลาโวนอยด์ที่รับประทานในโกโก้หรือช๊อคโกแลต คือ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับผลโกโก้ประมาณ 2.5 กรัม หรือ ดาร์คช๊อคโกแลต 2 ชิ้นเล็ก

สรุปว่า ถ้าอยากกินช๊อคโกแลตให้ดีต่อสุขภาพก็ควรเลือกแบบนี้ค่ะ

✅ ชนิดผง —> ผงคาเคา หรือ ผงโกโก้แบบปรุงแต่งน้อยที่สุด เลี่ยงพวกผสมพร้อมชงดื่มเพราะมักผสมน้ำตาล แล้วเราค่อยมาปรุงรสเองนิดหน่อยก็พอ
✅ ช๊อคโกแลตแท่ง —> ดาร์คช๊อคโกแลตแบบที่มี %โกโก้สูง ๆ น้ำตาลน้อย ๆ และกินวันละ 2-3 ชิ้นเล็ก ๆ พอ
✅ กินตอนเช้า ช่วยให้สดชื่นอารมณ์ดี กระปรี้กระเปร่าเพิ่มขึ้นได้ 2-3 ชั่วโมง
✅ ช๊อคโกแลตที่ผสมถั่วและผลไม้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเติมส่วนของรสชาติ อันนี้แล้วแต่คนชอบ

🔴 ข้อควรระวัง

❌ ช๊อคโกแลต อาจทำให้กระตุ้นไมเกรนได้ในบางคน
❌ ไม่แนะนำในคนเป็นโรคไต เพราะช๊อคโกแลตมีกรดออกซาลิคสูง เพิ่มความเสี่ยงเกิดนิ่วได้

🔴 ส่วนตัวจะกินตัวที่หาซื้อได้ไม่ยากเกินไป และดูแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อารมณ์ดี ผิวพรรณอ่อนเยาว์ ตัวนี้เลย Lindt เป็น Excellent Cacao 100% ไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย

ใครอยากลองกินตามก็ได้ไม่ว่ากันค่ะ กินแล้วจะหน้าเด็กไหมต้องไปลองเองนะจ๊ะ แต่ข้อมูลสนับสนุนเบอร์นี้ ส่วนตัวคิดว่าไม่กินไม่ได้แล้ว

ชอบเรื่องรีวิวช๊อคโกแลตอันนี้ไหมคะ ❓

ต่อไปรีวิวอะไรดีนะ..คิดก่อน ‼️

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
No sponsored content

Product mentioned
Lindt Thailand

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

9 ความลับของกำแพงผิว (Skin barrier)

Skin Barrier หรือที่เรียกว่า กำแพงผิว..สำคัญอย่างไร..เคยได้ยินคำนี้ไหม ⁉️

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

1️⃣🔰 Skin barrier เป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวเราไว้ ไม่ให้ผิวถูกรุกรานจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก รวมทั้งปกป้องไม่ให้ความชุ่มชื้นภายในผิวต้องสูญเสียออกไป

ลองนึกภาพตามนะคะ ถ้า Skin barrier เปรียบเสมือนการก่อกำแพงอิฐขึ้นมาแล้วฉาบปูน
✔️ ก้อนอิฐ —> เปรียบกับ เซลล์ผิวหนังที่ถูกเคลือบไว้ด้วยสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวสร้างได้เอง เรียกว่า NMF (Natural Moisturizing Factor)
✔️ ปูนฉาบก้อนอิฐไว้ให้แข็งแรง —> เปรียบกับ น้ำมันที่เคลือบผิวอยู่ (Sebum)
✔️ ปูนที่ยึดก้อนอิฐไว้ด้วยกัน —> เปรียบกับ ไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิว (Intercellular lipid)

จะเห็นว่ากำแพงผิวที่แข็งแรงนั้นต้องสมบูรณ์ทั้ง 3 อย่างข้างต้นนี้

2️⃣🔰 น้ำมันเคลือบผิว (Sebum)
จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ดังนั้นจึงเห็นว่าเป็นข้อได้เปรียบของคนผิวมัน (Oily skin) ผิวจะระคายเคืองน้อยกว่าและเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้น้อยกว่าคนผิวแห้ง (Dry skin)

3️⃣🔰 ไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิว (Intercellular lipid)
เช่น Ceramide III, cholesterol, กรดไขมันอิสระ
จะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์ผิว

4️⃣🔰 Natural Moisturizing Factor (NMF)
เป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่ผิวเราสามารถสร้างได้เอง ช่วยดูดน้ำและความชื้นไว้ที่ผิว ทำให้ผิวอวบอิ่มเต่งตึง เช่น amino acid, lactic acid, urea

5️⃣🔰 หากกำแพง 3 ส่วนนี้ มีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์ ผิวก็จะเกิดปัญหาตามมา ได้แก่

💢 ผิวแห้ง หยาบกร้าน
💢 ระคายเคืองได้ง่าย
💢 เกิดผิวหนังอักเสบเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ
💢 สีผิวไม่สม่ำเสมอ หมองคล้ำ รอยดำ
💢 ริ้วรอยก่อนวัย

🔔 ดังนั้น หากใครอยากมีผิวที่แข็งแรง เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะก่อสร้าง กำแพงผิว ของตัวเองให้แข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐาน..ที่สำคัญที่สุด 🔔

6️⃣🔰 อะไรบ้างที่สามารถทำให้กำแพงเกิดรูรั่ว

🛑 Sebum น้อยลง
🛑 ใช้สารผลัดเซลล์ผิวหรือเครื่องขัดล้างหน้าบ่อย
🛑 ล้างหน้าบ่อย
🛑 ต่อมไขมันทำงานลดลงจากอายุที่มากขึ้น
🛑 โรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง
🛑 การได้รับยาบางชนิด
🛑 การอยู่ในที่อากาศเย็นหรือห้องแอร์ตลอดเวลา

7️⃣🔰 การซ่อมกำแพง เรามีเครื่องมือก่อสร้าง.. ที่ทุกคนรู้จักและเรียกว่า “ มอยซ์เจอไรเซอร์ ” แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า มอยซ์เจอไรเซอร์นั้นแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ 3 แบบด้วยกัน ได้แก่

⭐️ Occlusive กลุ่มนี้จะเคลือบผิวไว้ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ไม่ให้ระเหยออก
กลุ่มนี้จะเนื้อค่อนข้างเหนียวข้น เช่น petroleum, squalane, waxes, silicone, olive oil, jojoba oil
แนะนำในคนผิวแห้งมาก ๆ (dry skin) และมักใช้ผสมในครีมทากลางคืน เพราะให้ความรู้สึกหนาและเหนียว

⭐️ Humactant กลุ่มนี้จะช่วยดูดน้ำจากอากาศและจากชั้นผิวหนังแท้เข้ามาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวชั้นหนังกำพร้า เช่น Hyarulonic acid, glycerin, sorbitol, urea, and lactic acid
เนื้อสัมผัสค่อนข้างเบา จึงนิยมผสมใน day cream

⭐️ Emollient กลุ่มนี้จะช่วยซึมลงไปเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว เช่น Ceramide, shea butter, collagen, jojoba oil, or elastin

8️⃣🔰 การซ่อมกำแพงที่ถูกวิธี ควรซ่อมให้ถูกจุด และการบำรุงกำแพงที่ดี ควรบำรุงทั้ง 3 ส่วน โดย #เลือกชนิดของมอยซ์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตน

ยกตัวอย่าง เช่น คนผิวมัน (Oily skin) แต่มีช่วงที่ผิวแห้งระคายเคือง ก็ควรเลือกมอยซ์เจอไรเซอร์กลุ่มที่เป็น Humectant เพื่อดูดความชุ่มชื้นเข้าสู่ผิว และไม่ควรเลือก Occlusive เพราะอาจอุดตันเกิดสิวได้ง่าย เป็นต้น

9️⃣🔰 หากเรารู้แล้วว่าเรามีผิวชนิดไหน เราจะมีวิธีการเลือกมอยซ์เจอไรเซอร์ตามชนิดผิวได้อย่างไร ❓

ผิวหนังมีความซับซ้อน หากเราศึกษาและเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของผิวหนังให้ดี จะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้เหมาะสมมากขึ้น หมอเชื่อว่าแฟนคลับเพจ HELLO SKIN by หมอผิวหนัง ทุกคนจะค่อย ๆ มีพัฒนาการในการดูแลผิวของตัวเองให้สวยขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ

พรุ่งนี้หมอจะมา รีวิวสอนการเลือกมอยเจอไรเซอร์ชนิดต่างๆพร้อมกับยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ‼️

มีใครจะมารออ่านตอน 2 บ้างมั้ย ยกมือขึ้นจ้า 🙋🏻‍♀️✋🏻✋🏻✋🏻

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

4 Steps เช็คสภาพผิวก่อนเลือกซื้อสกินแคร์

เชื่อไหมว่า.. เพียงแค่เลือกสกินแคร์ให้ตรงกับสภาพผิว ก็ทำให้ผิวดีขึ้นได้แล้ว‼️

ถ้าอยากให้ ผิวสวยแบบไม่ต้องเสียเงินไปอย่างสูญเปล่า กับการซื้อสกินแคร์ที่ไม่ตรงกับผิวตัวเอง ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณมีผิวประเภทไหน❓

มาเริ่มเลยค่ะ
🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

⭐️ 4 ขั้นตอนเช็คง่าย ๆ ว่าคุณมีผิวประเภทไหน❓

1.🔴 เช็ดเครื่องสำอางและล้างหน้าให้สะอาด แล้วรอ 1 ชั่วโมง โดยไม่ได้ทาครีมและไม่มีการสัมผัสใบหน้าใด ๆ แล้วดูว่าความรู้สึกที่ผิวหน้าเป็นอย่างไร ❓
✔️ ถ้าสบายผิวดี —> อ่านต่อข้อ 2.🟡
✔️ ถ้ารู้สึกแห้งตึง —> อ่านต่อข้อ 4.🟢

2.🟡 รออีก 1-2 ชั่วโมงถัดมา แล้วลองใช้ทิชชูซับที่ผิวหน้าบริเวณ T-zone ดูซิว่ามีความมันจากผิวหน้า ติดมากับทิชชูหรือไม่ ❓
✔️ ถ้าไม่มีน้ำมันติด —> ผิวปกติ (Normal skin)
✔️ ถ้ามีน้ำมันติด —> อ่านต่อข้อ 3.🟣

3.🟣 ต่อไปสังเกตที่แก้ม ดูว่าแห้งตึงหรือไม่ ❓
✔️ ถ้าแก้มไม่แห้งตึง —> ผิวมัน (Oily skin)
✔️ ถ้าแก้มแห้งตึง —> ผิวผสม (Combination skin)

4.🟢 ลองดูว่ามีอาการหน้าแดง แสบ คัน หรือไม่❓
✔️ ถ้าไม่มี —> ผิวแห้ง (Dry skin)
✔️ ถ้ามี —> ผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin)

หลายคนอินบอกซ์มาบอกหมอว่า หลังจากปรับลำดับการทาครีมตามที่หมอแนะนำไป 2-3 สัปดาห์ โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนครีมอะไร สภาพผิวก็ดีขึ้นมากเลย และนี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะทำให้ผิวของทุกคนดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

“ลำดับการทาครีมที่ว่าสำคัญมาก ๆ แล้วนั้น การเลือกสกินแคร์ให้ตรงกับสภาพผิวก็สำคัญมาก ๆ ไม่แพ้กัน”

ไหนลองตอบหมอหน่อยสิคะ..ว่าคุณมีผิวประเภทไหน‼️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ไขความลับ 18 ข้อของ Azelaic acid

วันนี้มาดึก ไม่เวิ่นเว้อ เริ่มเลยแล้วกันค่ะ

1. AzA มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ (ย้ำ..!! เฉพาะเม็ดสีผิวที่ผิดปกติ) จึงสามารถใช้รักษาฝ้าและรอยดำได้ดี แต่ในคนที่เซลล์สร้างเม็ดสีผิวปกติดี และหวังผลจากการขาวขึ้นจากการใช้ AzA ก็อาจจะไม่ได้ผลเท่าไรนัก

2. การทา 20% AzA ต่อเนื่อง 3-4 เดือน ทำให้ฝ้าจางลงได้ ใกล้เคียง 4% Hydroquinone แต่ได้ผลดีกว่า 2% Hydroquinone

3. กรณีต้องการลดรอยดำ สามารถใช้ตั้งแต่ 15% AzA ขึ้นไป

4. การทา Retinoic acid ร่วมกับ AzA สามารถเสริมฤทธิ์ช่วยลดรอยดำได้ดีกว่าการทา AzA เดี่ยว ๆ แต่ระวังการระคายเคือง

5. AzA มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการอักเสบ, ลดการอุดตันของรูขุมขน และยังช่วยในการฆ่าเชื้อสิวและเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (S.aureus, S.epidermidis) ได้ กลไกครอบคลุมขนาดนี้จึงสามารถ ใช้รักษาได้ทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตันได้ทั้งคู่

6. AzA ฆ่าเชื้อ C.acne ได้ 2 กลไล คือ โดยวิธีการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโดยตรง และโดยการลดการสร้าง sebum ซึ่งเป็นอาหารของเชื้อ

7. สิวที่รักษาได้ผลดี คือ สิวในระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง หากสิวหัวหนองที่รุนแรง อาจได้ผลไม่ดีนักจึงควรพบแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนังเพื่อรักษาวิธีอื่นร่วมด้วย

8. การทา 20% AzA cream เช้าเย็น จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในการรักษาสิวเมื่อใช้ต่อเนื่อง 2 เดือน และหากทาต่อเนื่อง 4 เดือนขึ้นไปผลใกล้เคียงกับการทายาสิวชนิดอื่น

9. ผลการรักษาสิวอุดตันด้วย 20% AzA เทียบกับ topical 0.05% tretinoin (4 เดือน) พบว่าลดสิวอุดตันได้ใกล้เคียงกัน และผลข้างเคียงจาก AzA น้อยกว่า

10. ผลการรักษาสิวอักเสบด้วย 15% AzA เทียบกับ 5% benzyl peroxide (3-4 เดือน) พบว่าไม่ต่างกัน การใช้ BPO อาจทำให้สิวอักเสบยุบได้เร็วกว่าเล็กน้อย และพบว่ากลุ่ม BPO พบมีการระคายเคืองมากกว่า

11. ยังไม่มีรายงานเชื้อดื้อยาจากการรักษาสิวด้วย AzA จึงเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการใช้ยาทากลุ่ม topical antibiotics เช่น clindamycin, erythromycin ดังนั้น สามารถทาได้ต่อเนื่องยาวไปหากไม่มีผลข้างเคียงอะไร

12. AzA ยังมีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวอ่อน ๆ จึงได้ผลดีในการช่วยลดรอยแดงและรอยดำตามหลังการเกิดสิวได้อีกด้วย จึงทำให้สีผิวเนียนสม่ำเสมอขึ้น

13. AzA ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและลด ROS ที่เกิดในชั้นผิวหนังได้ดี กลไลนี้จึงทำให้สามารถใช้รักษาภาวะ Rosacea ได้ผลดี

14. ผลข้างเคียงไม่ค่อยมาก ไม่ค่อยแพ้ และ ไม่ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น จึงสามารถทาได้ทั้ง เช้าหรือเย็น

15. อาจมีการระคายเคือง ยุบยิบ แสบได้เล็กน้อย ในผู้ที่เริ่มใช้ช่วงแรก อาการเหล่านี้จะค่อยดีขึ้นและหายไปหลังจากผิวมีการปรับสภาพ หากแสบมากแนะนำให้เริ่มทาเป็นบางบริเวณ หรือทาแล้วล้างออก ค่อยเพิ่มระยะเวลามากขึ้น จนสามารถทาทิ้งไว้ได้

16. การใช้รูปแบบทา 15-20% AzA พบว่าดูดซึม <4% จึงค่อนข้างปลอดภัย ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่มีปัญหาสิวหรือฝ้าในระหว่างนี้

17. การทาครีมกันแดดร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้การรักษาฝ้าได้ผลดียิ่งขึ้น

18. สามารถใช้ต่อเนื่องได้ยาว ๆ หากไม่มีข้อห้ามหรือผลข้างเคียงจากการใช้ และสามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ เพียงระวังเรื่องการระคายเคืองที่อาจมากขึ้น และเว้นระยะห่างการทาจากกลุ่ม Vitamin C หรือ AHA, BHA เนื่องด้วยเรื่องของ pH

ฟังไปฟังมาเหมือนจะได้ผลดีไปหมด ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ รอยแดง รอยดำ ฝ้า หน้าแดง หน้าก็เนียนใส ครอบจักรวาลจริงเหรอนี่
แต่ ๆๆๆๆๆๆ ….. อย่าลืมว่า ‼️

Azelaic acid

• ถึงแม้ฤทธิ์ในการรักษาจะค่อนข้างครอบคลุมหลายภาวะหลายกลไก แต่จัดว่า ออกฤทธิ์ไม่แรงมาก จึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหลายอย่างปะปนกันแต่เป็นปัญหาที่ไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก
• จะเห็นผลที่กล่าวมาข้างต้นได้ชัดเจนดีที่สุดตามงานวิจัย หากเมื่อใช้ในรูปแบบยา 20% azelaic acid
• หากบางท่านมีอาการระคายเคือง อาจลองใช้ในกลุ่มที่ผสมใน Dermocosmetics หรือเครื่องสำอาง ก็อาจได้ผล แต่อาจต้องใช้ความเข้มข้น 15-20% และต้องใช้ต่อเนื่องค่อนข้างนานกว่า ซึ่ง AzA ในเค้าเตอร์แบรนด์มีหลายยี่ห้อที่ได้ผลดีค่ะ มีทั้งเจล ครีม โลชั่น 🧴

ถ้ามีคนอยากรู้เยอะ -> พิมพ์อยากรู้ เดี๋ยวหาข้อมูลมาให้เพิ่มเติมค่ะ

อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะเหล่านี้ ตามแนวทางการรักษาอาจต้องใช้ยาหลายอย่างร่วมกันจึงจะได้ผลดีที่สุด หมอก็แนะนำว่า… หากอยากลองทาก็จัดเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย ที่หาซื้อได้ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือไม่แน่ใจว่าเป็นสิว ฝ้า จริงหรือไม่ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนัง (Board-certified Dermatologist) เพื่อร่วมดูแลค่ะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
J Clin Aesthet Dermatol. 2018; 11(2): 28-37.
Br J Dermatol. 2013; 169 Suppl 3:4-56.
J Cosmet Dermatol. 2011; 10(4): 282-287.
J Drugs Dermatol. 2011; 10(6): 586-90.
Drugs 41(5): 780-798.


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

12 ข้อ ที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ผม”

12 ข้อที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่อง “ผม”

🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

1️⃣ ยิ่งตัดผมบ่อย ๆ จะยิ่งทำให้ผมยาวขึ้น —> ❌❌❌
อัตราการยาวของผมได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ประมาณ 1 ซม ต่อเดือน (อาจยาวช้าหรือเร็วกว่าปกติได้นิดหน่อยในบางกรณี) ดังนั้น หากตัดผมเดือนละครั้ง ๆ ละ 1 ซม. ผลคือ ผมยาวเท่าเดิมหรือหากตัดออกมากกว่านี้ ผลคือสั้นลงด้วยซ้ำ

2️⃣ การโกนผม จะทำให้ผมที่ขึ้นใหม่มีมากขึ้น —> ❌❌❌
จำนวนของเส้นผมได้ถูกกำหนดไว้แล้วตามจำนวนของ hair follicles ที่มี การโกนออกไปเท่าไหร่ ผมที่งอกใหม่ก็งอกออกมาตามจำนวนของ hair follicles ที่มีบนหนังศีรษะ การโกนผมไม่ได้ส่งผลให้จำนวน hair follicles เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

3️⃣ ยิ่งหนังศีรษะแห้งจะยิ่งทำให้เกิดรังแคมากขึ้น —> ❌❌❌
รังแคหรือเซบเดิร์มไม่ได้เกิดจากการมีหนังศีรษะแห้ง แต่เกิดจากมีการอักเสบของต่อมไขมัน ในทางกลับกันโรคนี้มักพบในกลุ่มคนที่หนังศีรษะค่อนข้างมันด้วยซ้ำ

4️⃣ ยิ่งหวีผมบ่อย ๆ จะยิ่งทำให้ผมนุ่มสลวยไม่พันกัน —> ❌❌❌
การหวีผมนอกจากช่วยให้ผมไม่พันกันแล้ว ยังกระตุ้นให้ต่อมไขมันที่หนังศีรษะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นด้วย น้ำมันเหล่านั้นจะช่วยเคลือบหนังศีรษะและเส้นผมให้สุขภาพดีและเงางาม ในทางกลับกันหากหวีผมบ่อยเกินไปจะส่งผลเสียทำร้ายเส้นผม เกิดผมแตกปลาย ผมมันเกินไปอาจลีบแบน ดังนั้นควรหวีผมเท่าที่จำเป็น เช่น เวลาผมพันกัน หรือเช้าเย็นก็เพียงพอถ้าหากไม่มีปัญหาอื่นใด

5️⃣ แชมพูสามารถเพิ่มขนาดเส้นผมให้ใหญ่ขึ้นได้ —> ❌❌❌
ขนาดเส้นผมได้ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยพันธุกรรม คล้าย ๆ กับจำนวนของเส้นผมที่กล่าวไป ไม่มีครีมแชมพูหรือยาอะไรที่ทำให้เส้นผมที่ปกติกลายเป็นขนาดใหญ่ขึ้นได้ #ยกเว้นกรณีภาวะผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมนที่จะทำให้ผมเปลี่ยนระยะกลายเป็นระยะที่เส้นเล็กลง กรณีนี้สามารถใช้ยาหรือแชมพูบางชนิดช่วยให้ผมกลับไปใหญ่เป็นระยะเดิมซึ่งเป็นขนาดปกติของระยะนั้น

6️⃣ ยิ่งสระผมบ่อย ผมจะยิ่งสะอาด —> ❌❌❌
การสระผมที่เหมาะสมควรจะเป็น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ลองดูว่าผมเริ่มมันนั่นแหละคือเวลาที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล หรือหากมีความจำเป็นที่ต้องสระเพิ่มเติม เช่น หลังเล่นกีฬา เปื้อนสกปรก สระมากกว่านี้ไม่ได้มีผลดีมากขึ้น เพราะจะล้างไขมันที่เคลือบเส้นผมและหนังศีรษะออกไป ทั้งยังอาจทำให้หนังศีรษะแห้งเกิดการอักเสบตามมาได้อีก

7️⃣ การถอนผมหงอกจะทำให้มีผมดำขึ้นใหม่มาทดแทน —> ❌❌❌
ผมหงอกไม่ควรถอน การถอนเป็นการดึงและทำลายเอาสเต็มเซลล์สร้างเม็ดสีที่อยู่รากผมทิ้งออกไป ผมที่เกิดใหม่จะยิ่งเหลือสเต็มเซลล์น้อยลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้น ผมหงอกห้ามถอน การรักษาที่ทำให้ผมหายหงอกยังมีเพียงวิธีเดียว คือ การย้อมผม แต่อาจต้องติดตามรอฟังข่าวดีเร็ว ๆ นี้ถึงผลการรักษาด้วยยาตัวใหม่ล่าสุดที่ช่วยแก้เรื่องผมหงอกได้จากกลไกกระตุ้นที่สเต็มเซลล์ โดยตรงไว้จะมาเล่าให้ฟัง

8️⃣ ผลิตภัณฑ์บางชนิดช่วยทำให้ผมหายแตกปลายได้ —> ❌❌❌
ไม่มีอะไรทำให้ผมที่แตกปลายแล้วกลับไปติดกันได้เหมือนเดิม ทำได้เพียงตัดเล็มปลายผม และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปลายผมแยกจากกัน เช่น ความร้อน
การที่ผลิตภัณฑ์บางชนิดโฆษณาช่วยแก้ผมแตกปลายนั้น มักใช้ออยเป็นส่วนผสมเพื่อทำให้ปลายผมที่แตกปลายกลับไปติดกันเพียงชั่วคราวเท่านั้น

9️⃣ ในแต่ละครั้งควรสระผม 2 รอบขึ้นไปจึงจะดี —>❌❌❌
ไม่มีกำหนดว่าจะสระกี่รอบ เพียงแต่ต้องสระผมให้สะอาดเท่านั้น และต้องไม่มากเกินไป หากสระผมหลายรอบเกินไปจะทำให้หนังศีรษะแห้งและระคายเคืองตามมาได้ หากสระผม 1 รอบแล้วสะอาดพอก็ไม่จำเป็นต้องสระอีกหลายครั้ง

🔟 การสระผมและนวดผมต้องทำให้ทั่วเพื่อความสะอาดหมดจด —> ❌❌❌
การสระผมควรเน้นสระที่หนังศีรษะ แต่การนวดผมให้เน้นที่ปลายผม เนื่องจากที่โคนผมมีน้ำมันหล่อเลี้ยงเพียงพออยู่แล้ว

1️⃣1️⃣ Dry shampoo ควรใช้หลังออกกำลังกาย —> ❌❌❌
ควรใช้ตอนเช้าวันที่จะไปออกกำลังกาย เพื่อคอยดูดซับน้ำมันหรือความสกปรกที่จะออกมาเพิ่มตอนออกกำลังกาย การใช้สระหลังจากออกกำลังกาย ซึ่งตอนนั้นผมที่เหงื่อและเหนียวเหนอะ จะยิ่งทำให้ผมจับตัวเป็นก้อนและดูแลยากขึ้น

1️⃣2️⃣ น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาผมร่วงได้ —> ❌❌❌
ในน้ำมันมะพร้าวมีโปรตีนที่โครงสร้างคล้ายเส้นผม และยังมีไขมันชนิด medium chain triglyceride การนำมาหมักผมสามารถช่วยบำรุงเส้นผมได้ดี ทำให้ผมนุ่มสุขภาพดีขึ้นได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์บอกว่าน้ำมันมะพร้าวสามารถรักษาผมร่วงได้

สุดท้าย อยากบอกให้ทุกคนหาข้อเท็จจริงให้ดีก่อนหลงเชื่อคำโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ว่าได้ผลจริงหรือไม่ ก่อนซื้อมาใช้เพียงเพราะคำบอกเล่าต่อ ๆ กัน

หากคิดว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ ช่วยกดไลค์กดแชร์เป็นกำลังใจให้หมอด้วยค่ะ ❤️

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

⭐️ เคล็ดลับการดูแลผมให้สวยสุขภาพดี
https://www.facebook.com/476743752739537/posts/478673859213193/


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Oral Photoprotection

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ช่วยเรื่องกันแดด

☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️

ใครขี้เกียจอ่าน -> ข้ามไปสรุปตอบคำถามด้านล่างได้เลย ‼️

6 ประเด็นที่ควรรู้

1.🔰 ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เราเรียกว่า Oral or Systemic Photoprotection กลไกคือ ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด ซึ่งเป็นตัวการทำร้ายผิว ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิวผิดปกติ ฝ้า กระ ริ้วรอยก่อนวัย หรือแม้แต่มะเร็งผิวหนัง (anti-oxidative effect)

2.🔰 นอกจากนั้นยังช่วยลดการอักเสบ (anti-inflammatory) ลดการเกิดผิวไหม้แดด ลดการหมองคล้ำหลังการสัมผัสแสงแดด และปรับระบบอิมมูนที่ผิวให้ดีขึ้น (Immunomodulatory effect)

3.🔰 กลุ่มนี้ไม่สามารถสะท้อนแสงแดด หรือ ดูดซับแสงแดดได้เหมือนครีมกันแดดชนิดทา

จึง ไม่สามารถทดแทนการใช้ครีมกันแดดชนิดทาได้ การทาน Oral protection นั้นเพื่อเสริมครีมกันแดดชนิดทา #เพื่อลดผลกระทบของรังสียูวีที่มีต่อผิว

4.🔰 กลุ่มคนที่แนะนำว่าน่าจะได้ประโยชน์ คือ


✔️ผิวมีปัญหาอยู่เดิม เช่น ฝ้า กระ ผิวไวต่อแสง โรคบางอย่าง เช่น PMLE, Vitiligo, Atopic dermatitis
✔️คนที่จะออกแดดจัด หรือมีกิจกรรมที่อาจทำให้ผลของครีมกันแดดชนิดทาลดลง เช่น เล่นกีฬาที่ต้องเสียเหงื่อเยอะ ต้องลงน้ำว่ายน้ำ เล่นทะเล ที่อาจทำให้ประสิทธิภาพของการทาครีมกันแดดลดลงได้
✔️คนที่กังวลเรื่องรอยดำคล้ำหลังทำหัตถการหรือเลเซอร์ก็พบว่าช่วยได้

5.🔰วิตามินอะไรบ้างที่มีงานวิจัยที่ทำในมนุษย์และรับรองว่าช่วยเรื่องลดการทำร้ายผิวจากอนุมูลอิสระ

✅✅ Lycopene
พบในมะเขือเทศ ผลไม้สีแดง ยกเว้น เชอรี่ สตรอเบอรี่ ต้านอนุมูลอิสระได้ดีที่สุดในบรรดา carotenoids ทั้งหมด
ยังไม่มี dose ที่ชัดเจน แต่พบว่าจากหลายงานวิจัยใช้ dose ต่างกัน และได้ผลหลังทานอย่างน้อย 12 สัปดาห์

✅✅ beta-carotene
เห็นผลเมื่อทานตั้งแต่ 12 มก/สัปดาห์ นาน 10 สัปดาห์ขึ้นไป ปริมาณที่มากเกินไปนั้นไม่ดี มีรายงานเรื่องทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น (Prooxidant effect)
แนะนำว่าปริมาณที่เหมาะสมในผู้ใหญ่ 60-180 มก/วัน

✅✅ Astaxanthin
พบมากในปลา ตัวนี้ขึ้นชื่อว่าได้ผลเรื่อง #ต้านอนุมูลอิสระได้ดีที่สุด ช่วยได้ทั้งชะลอผิวเสื่อม ทำให้ความยืดหยุ่นผิวดีขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น และผิวยังแข็งแรงขึ้น
แนะนำว่าปริมาณที่เหมาะสมในผู้ใหญ่ 2-12 มก/วัน ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ ไว้มีโอกาสถ้าอยากรู้จะมาเล่าละเอียด

✅✅ Nicotinamide
พบในเนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียว ถั่ว ชา กาแฟ
พบว่ามีประโยชน์ในกลุ่มคนที่เป็น Atopic dermatitis, acne และยังมีฤทธิ์ chemoprotective effect นอกจากนั้นยังมีการศึกษาในมนุษย์พบว่าหารทาน 500-1000 มก/วัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 16 สัปดาห์ ลดการเกิด actinic keratosis และ nonmelanoma skin cancer ได้

✅✅ Lutein/Zeaxanthin
มีงานวิจัยในมนุษย์พบว่าช่วยเรื่องป้องกัน photodamage ได้จากรังสียูวี
แต่ยังไม่มีปริมาณแนะนำที่ชัดเจน

✅✅ Vitamin C
หากต้องการผลเรื่อง Photoprotection ต้องทานคู่กับ vitamin E ทาเดี่ยว ๆ ไม่ช่วยเรื่องนี้
ปริมาณที่พบว่าได้ผล คือ vitamin C 2000 mg + vitamin E 1000 mg นาน 7-12 สัปดาห์ ช่วยให้ผิวทนต่อแดดได้ดีขึ้น 41-70% ขึ้นกับงานวิจัย

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿

มาเข้าสู่อีกเรื่องที่หลายคนถามถึง

6.🔰 สารสกัดจากพืชอะไรบ้างที่ช่วยปกป้องการทำร้ายผิวจาก ROS จากแสงแดดได้

⭐️⭐️ Green Tea Polyphenols (GTPs)
พบว่าสาร catechins ในชาเขียว ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม
⭐️⭐️ Coco Extract (Chocolate)
มีงานวิจัยในมนุษย์พบว่า การรับประทานช๊อคโกแลตที่มี Cocoa flavanols (CFs)สูง นาน 12 สัปดาห์ ช่วยให้ผิวทนต่อการไหม้แดดได้เพิ่มเท่าตัว
⭐️⭐️ Polypodium leucotomos Extract (Fernblock) คือ สารสกัดจากเฟิร์นในอเมริกาตอนกลางและใต้ ปัจจุบันมีงานวิจัยที่ทำในผิวมนุษย์รับรองว่าได้ผลหลายอย่าง
✔️ ปกป้องรังสีได้กว้างขึ้นครอบคลุมทั้ง UVA, UVB, VL, Infrared และเทียบเท่าได้กับค่า SPF 3-8
✔️ ลดการอักเสบ
✔️ ลดการสร้างเม็ดสีผิวช่วยให้ฝ้าจางลง
✔️ ลดการเกิดผิวไหม้แดด
✔️ ปรับภูมิคุ้มกันผิว
✔️ ลดการถูกทำร้ายผิวจากอนุมูลอิสระ
และยังมีงานวิจัยในหลอดทดลองพบว่า เป็นช่วยกระตุ้นการสร้าง collagen type 1,3,5 และยับยั้ง MMP-1 ที่เป็นตัวทำลายคอลลาเจนได้อีกด้วย ส่วนงานวิจัยในมนุษย์คงต้องรอข้อมูลอนาคตต่อไป
ปริมาณที่พบว่าได้ผลจากงานวิจัย คือ 960 มก/วัน นานอย่างน้อย 21 วัน
พบว่าการทาน 1200 มก/วัน ต่อเนื่อง 90 วัน ไม่มีผลข้างเคียงอะไร
ปัจจุบัน มีหลายแบรนด์ที่มีส่วนผสมของสารตัวนี้ ลองดูว่าปริมาณกี่มก และทานให้ถูกวิธี โดยจะออกฤทธิ์เต็มที่ 2-4 ชม หลังรับประทาน
ยกตัวอย่าง วันนี้จะไปทะเล
8.00 น. ทาน 480 มก
12.00 น. ทานซ้ำ 480 มก ก็จะครอบคลุมได้ถึง 16.00 น. พอดีพระอาทิตย์ตกดิน
รายละเอียดของ Polypodium leukotomos (Fernblock) ยังมีอีกเยอะ มีทั้งแบบกินแบบทา มียี่ห้อต่าง ๆ ไว้ถ้าอยากฟังเอาไว้รอบหน้า

🌈🌈🌈 ตอบคำถาม 🌈🌈🌈

☀️ กินวิตามินกันแดดสามารถทดแทนการทาครีมกันแดดได้ไหม
-> ไม่ได้ การทายังเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติยืนหนึ่ง

☀️ จำเป็นต้องทานทุกคนมั้ย
-> ไม่จำเป็น การกินสิ่งเหล่านี้ยังไม่มีคำแนะนำชัดเจน เพียงแต่มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยได้ในบางเรื่อง และในบางกรณีดังที่กล่าวไป การเลือกที่จะทานเป็นความสมัครใจส่วนบุคคล ไม่ทานก็ไม่เสียหายอะไร

☀️ สรุปว่าวิตามินอะไรช่วยบ้าง
✅ Astaxanthin 2-12 md/day อย่างน้อย 12 สัปดาห์
✅ Vitamin C 2000 mg/day คู่กับ Vitamin E 1000 mg/day อย่างน้อย 7-12 สัปดาห์
✅ Nicotinamide 1000 mg/day อย่างน้อย 16 สัปดาห์
✅ Beta-carotene 60-180 mg/day อย่างน้อย 10 สัปดาห์
✅ Polypodium leucotomos extract 960 mg/day
✅ อื่นๆเสริมได้ Lycopene, Lutein, ชาเขียว, โกโก้

☀️ สามารถช่วยเรื่องริ้วรอยก่อนวัยได้ไหม
-> ช่วยได้ เพราะการปกป้องการทำร้ายผิวที่ดี จะช่วยป้องกันริ้วรอยที่เกิดจาก photoaging ได้ แต่คงต้องอาศัยการต่อเนื่องและสม่ำเสมอร่วมกับการปกป้องแสงแดดด้วยวิธีอื่น เช่น ทาครีมกันแดด ใส่หมวก กางร่ม หลบแดด

❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️

วันนี้พอแค่นี้ยาวแล้ว ขอไปทานข้าวเที่ยงก่อน
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และทุกคนจะชอบนะคะ
อยากให้มีตอน 2 รีวิวแบรนด์เปรียบเทียบไหมคะ ❓ขอคอมเม้นหัวใจถ้าอยากรู้ค่ะ 💝💝💝 ถ้ามีคนอยากรู้เยอะจะมาจัดให้ค่ะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
อ่านเรื่อง
ข้อควรรู้ก่อนซื้อวิตามินซีมารับประทาน
https://www.facebook.com/476743752739537/posts/975232262890681/

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
Reference

Novel Means for Photoprotection 2018 Front. Med. 5:162.
Oral Photoprotection: Effective Agents
and Potential Candidates. Front. Med. 5:188.
Principles and Practice of Photoprotection. Springer International Publishing (2016). p. 387–403.
Current challenges in photoprotection. J Am Acad Dermatol. (2017) 76:S91–9. doi: 10.1016/j.jaad.2016.09.040
Polyphenol: Skin protection and Inhibition of Photocarcinogenesis Mini Rev Med Chem. 2011 December 1; 11(14): 1200–1215.

oralphotoprotection #วิตามินกันแดด #หมอผิวหนัง #polypodiumleucotomos


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

รู้ก่อนซื้อ ! กินวิตามินซีตัวไหนดี

30ข้อควรรู้ก่อนซื้อวิตามินซีมารับประทาน [ ตอนที่ 1]

🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

ปัจจุบันมีวิตามินซีชนิดรับประทานมากมายหลายยี่ห้อ เราจะทราบได้อย่างไรว่าควรเลือกยี่ห้อไหนดี ⁉️
ในโพสต์นี้หมอจะขอเล่าหลักการเบื้องต้น เพื่อนำไปประกอบการเลือกซื้อวิตามินซีมาทาน หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านนะคะ

อ่านย่อ -> ดูรูป

อ่านละเอียด -> ในโพสต์นี้

🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊

1.🌈 วิตามินซียี่ห้อที่ดี ควรมีข้อมูลระบุชัดเจนดังนี้ ข้อมูลผ่าน อย, ระบุวันเดือนปีผลิตและหมดอายุ, ระบุสถานที่ผลิต, ระบุชนิดของวิตามินซีให้แน่ชัดว่าเป็นชนิดไหน หากไม่ระบุชนิดส่วนตัวหมอเองจะไม่เลือก เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้รับวิตามินซีนั้นจริงหรือไม่

2.🌈 วิตามินซีแบบเม็ด แคปซูล เยลลี่ ผงละลายน้ำชงดื่ม เม็ดฟู่ พบว่าได้ประโยชน์ไม่ต่างกัน
การเลือกรูปแบบขึ้นกับความสะดวก เช่น
แบบเยลลี่มีน้ำตาล เด็กกินง่าย แต่ระวังฟันผุได้
แบบอม เป็นกรด กัดเคลือบฟัน ระวังฟันกร่อนได้
แบบผงชงดื่ม เหมาะกับคนไม่สะดวกกินเม็ดใหญ่

3.🌈 วิตามินซีแบบผงหรือเม็ดฟู่
สามารถผสมน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ก็ได้ ไม่มีผลอะไร เวลากินต้องละลายให้ฟองหมดก่อนกิน ไม่งั้นท้องอืด แต่แบบนี้ดีสำหรับคนมีปัญหาการกินยาเม็ดใหญ่ หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาการดูดซึม

4.🌈 วิตามินซีรูปแบบธรรมดา คือ L-ascorbic acid
เป็นแบบที่เสื่อมสลายง่าย ดูดซึมทันที และมักระคายเคืองกระเพาะอาหาร มีความเป็นกรดเยอะ ไม่แนะนำสำหรับคนที่มีโรคกระเพาะอาหาร

5.🌈 วิตามินซีแบบธรรมดา & แบบ Slow release
มีงานวิจัยพบว่าหลังทานแล้วทั้ง 1 เดือน, 2 เดือน พบว่าระดับ ascorbic acid ในกระแสเลือดไม่ต่างกัน ดังนั้น ผลที่ได้รับไม่ต่างกัน บางงานวิจัยยังพบว่าการดูดซึมของชนิด slow release น้อยลงด้วยซ้ำ และราคาค่อนข้างสูงกว่าโดยไม่จำเป็น

6.🌈 วิตามินซีรูปแบบเกลือกรดแอสคอร์บิก (Buffered C)
จะมีความเป็นกรดลดลง ช่วยลดผลข้างเคียงจากการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ แต่ได้ผลไม่แตกต่างจากวิตามินซีธรรมดา
ในกลุ่มนี้มีข้อระวังในการเลือกทานให้ดี เพราะมีการดูดซึมสารอื่นร่วมด้วย เช่น
✨ Sodium ascorbate
มี Na 111 mg/1000 mg ระวังในคนเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูง

✨ Potassium ascorbate
มี K 175 mg/1000 mg ระวังการทานในคนที่ไตวาย หรือทานยาบางชนิดที่อาจทำให้โพแทสเซียมสูงจนเป็นอันตราย

✨ Magnesium ascorbate
อาจทำให้ท้องเสีย ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ได้
✨ Zinc ascorbate
✨ Molydenum ascorbate, Chromium ascorbate ยังไม่มีข้อมูลแนะนำปริมาณชัดเจน

7.🌈 วิตามินซีรูปแบบ Ester-C หรือ Ascorbate & Vitamin C metabolite
มีการศึกษาของเจ้าของบริษัทพบว่าช่วยในเรื่องการดูดซึมได้ดีขึ้น ส่วนงานวิจัยอื่น ๆ พบว่า ผลที่ได้ไม่แตกต่างจากวิตามินซีธรรมดา ดังนั้นรูปแบบนี้อาจจะยังข้อมูลไม่ชัดเจน
กลุ่มนี้จะมีส่วนผสมของ Calcium ascorbate + Metabolites (DHA, Ca threonate)
มี Ca 90-110 mg/1000mg ระวังการกินในคนที่มีความเสี่ยงต่อแคลเซียมสูง หรือคนที่กินแคลเซียมเสริมอยู่แล้ว

8.🌈 วิตามินซีที่ผสม Bioflavonoids และ rosehip
มีรายงานวิจัยบางอันพบว่าช่วยเพิ่มการดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น 30-40% แต่ในขณะที่บางรายงานพบว่าไม่แตกต่างกัน ดังนั้นก็อาจเป็น ทางเลือก แล้วแต่จะพิจารณา

9.🌈 วิตามินซีรูปแบบ Ascorbyl Palmitate
ละลายในน้ำและน้ำมัน ข้อมูลเรื่องเพิ่มการดูดซึมยังไม่มากนัก นิยมนำมาใช้ในรูปแบบทา และแบบนี้ยังมีผลช่วย antioxidants ได้อย่างดี

10.🌈 วิตามินซีรูปแบบ Pureway C หรือ Vitamin C + Lipid Metabolites
การศึกษายังไม่มาก พบว่าไม่แตกต่างจากวิตามินซีธรรมดา

11.🌈 วิตามินซีรูปแบบ Liposomal vitamin C
เป็นรูปแบบที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีธรรมดา (L ascorbic acid) และสามารถกินสองรูปแบบพร้อมกันได้โดยไม่แย่งกันดูดซึม ที่สำคัญคือ การดูดซึมดีมากเรียกได้ว่าเป็นรองแค่การฉีดวิตามินซีเข้ากระแสเลือดเท่านั้น จึงมีการใช้รูปแบบนี้กรณีต้องการ dose สูง เช่น ฆ่าเซลล์มะเร็ง นอกจากนั้นยัง ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงระคายเคืองกระเพาะอาหาร

12.🌈 หากไม่มีโรคประจำตัวอะไร และอยากทานวิตามินซีเสริม แนะนำทานวันละ 500-1,000 มก/วัน เพราะส่วนหนึ่งก็ได้จากอาหารร่วมด้วย พบว่าการกินวิตามินซีระดับนี้อย่างต่อเนื่อง 4-5 ปี ไม่มีอันตรายอะไรถ้าหากไม่มีโรคประจำตัว

13.🌈 วิตามินซีละลายในน้ำ มีจุดอิ่มตัวในการดูดซึม และต้องมีตัวนำพาเข้าเซลล์ โดย
🚙 L-ascorbic acid อาศัยตัวนำพา Na-dependent VC transporter (SVCT 1,2)
🚙 DHA (Dehydroascorbic acid) อาศัยตัวนำพา Glucose transporter (GLUT 1,2,3,4)

ยิ่งกินครั้งละปริมาณมากจะดูดซึมได้น้อยลงเรื่อย ๆ เช่น

ทานครั้งละ 500 มก. ร่างกายจะดูดซึมได้ 63%
แต่ทานครั้งละ 1,250 มก. จะดูดซึมได้แค่ 46%
ดังนั้น แนะนำทานแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1,000 มก. และแบ่งทาน 2-4 ครั้งต่อวัน

14.🌈 เวลาที่ได้ผลดีที่สุด คือ ทานหลังอาหารเช้า จะช่วยออกฤทธิ์ antioxidant เต็มที่ทั้งวัน และร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะภายใน 4-6 ชั่วโมง จะไม่มีการตกค้างในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งหากทานก่อนนอนและไม่ได้ลุกปัสสาวะอาจเกิดการสะสมและรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกายเป็นนิ่วได้ และการกินก่อนอาหารอาจแสบท้องได้

15.🌈 RDA แนะนำระดับที่ควรรับประทานต่อวันเพื่อ ป้องกันภาวะขาดวิตามินซี (Scurvy)
ชาย 65 มก/วัน, หญิง 90 มก/วัน, ตั้งครรภ์ 80 มก/วัน, ให้นมบุตร 120 มก/วัน

16.🌈 พบว่าคนสูบบุหรี่และผู้ใกล้ชิด (passive smokers) มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำกว่าคนปกติ จึงแนะนำให้เสริมวิตามินซีเพิ่มอย่างน้อย 35 มก/วัน จึงแนะนำทานวันละ 110 มก/วัน

17.🌈 วิตามินซีจากธรรมชาติ & วิตามินซีสังเคราะห์ ไม่มีผลแตกต่างกันชัดเจน เลือกอะไรก็ได้

18.🌈 กรณีเป็นหวัด พบว่าการทานวิตามินซีเสริม 1,000-3,000 มก.ต่อวันในช่วงที่ป่วย ช่วยให้หายจากอาการหวัดเร็วขึ้น และความรุนแรงของหวัดน้อยลง ส่วนการกินเพื่อป้องกันการเป็นหวัดยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด

19.🌈 วิตามินซีที่ดี ควรบรรจุในบรรจุภัณฑ์ทึบแสง ซีลขวดป้องกันอากาศเข้า ดังนั้นยี่ห้อที่ไม่ใส่กระปุกหรือซองทึบ และไม่ซีลให้ดี มีโอกาสเสื่อมสภาพและได้ผลไม่ดีนัก และอาจไม่คุ้มค่ากับเงินซื้อที่เสียไป

20.🌈 วิตามินซี & อิมมูน พบว่าช่วยปกป้องสารอนุมูลอิสระ, ช่วยในการสร้างคอลลาเจน, ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

21.🌈 การทานวิตามินซี 2 กรัม/วัน รูปแบบใดก็ได้ นานประมาณ 1 เดือนขึ้นไป สามารถช่วยลดระดับ histamine มีการวิจัยว่าช่วยให้ลดการกำเริบและอาการของภูมิแพ้ดีขึ้นได้

22.🌈 วิตามินซีช่วยในการทำงานของเม็ดเลือดขาว (neutrophils, macrophages) ในการกำจัดเชื้อโรค และ ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรคได้ดีขึ้น พบว่าการเสริมวิตามินซีอย่างน้อย 250 มก/วัน ช่วยเพิ่ม Neutrophils chemotaxis 20%
⭐️ ผลด้านนี้จะดีขึ้นถ้ากินคู่กับ vitamin E

23.🌈 ขาดวิตามินซี ทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิด หรือ Scurvy มีอาการผิวหนังดังรูปที่เคยโพสต์ไปค่ะ

24.🌈 กินผักผลไม้ 5 servings/day ให้วิตามินซี 200-250 มก/วัน

25.🌈 แนะนำไม่ให้ทานเกิน 2 กรัม/วัน เพราะอาจเกิด ผลข้างเคียง ปวดมวนท้อง ท้องเสียจาก osmotic diarrhea และมีความเสี่ยงต่อการเกิดเกิดนิ่วไตได้จากการเปลี่ยนเป็น oxalate แล้วไปจับแคลเซียมตามมา (โดยเฉพาะคนไตวายเพิ่งความเสี่ยงมากขึ้น)

26.🌈 วิตามินซีทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ห้ามให้ในคนไข้ขาดเอนไซม์ G6PD และ PNH

27.🌈 วิตามินซีช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก มีประโยชน์ในคนผมร่วงที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก แต่ยังไม่มีรายงานว่าได้ผลในคนผมร่วงจากสาเหตุอื่น

28.🌈 ระดับวิตามินซี 1,000 มก/วัน (คือทานวันละประมาณ 2 กรัม) สามารถช่วยให้ขาวขึ้นได้ เพราะวิตามินซีช่วยลดการสร้างเม็ดสี ช่วยปกป้องการทำร้ายผิวจากอนุมูลอิสระและแสงแดด แต่ความขาวขึ้นจะไม่มีทางขาวเวอร์ไปมากกว่าระดับสีผิวเดิมของคน ๆ นั้น และความขาวใสที่เกิดขึ้นนี้ต้องปฏิบัติตัวอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การปกป้องแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ

29.🌈 กินวิตามินซีแล้วก็ยังต้องทาร่วมด้วย เพราะวิตามินซีจากการกินจะถูกดูดซึมทางกระแสเลือดมาเลี้ยงผิวหนังได้ไม่ถึงชั้นตื้น ๆ ซึ่งต้องอาศัยวิตามินซีจากการทาร่วมด้วยค่ะ

30.🌈 Acerola Cherry เป็นพืชชนิดหนึ่ง พบว่าใน 100 g จะมี vitamin C 1,677 mg
ดังนั้น ใน 1000 mg จะมี vitamin C 16.77 mg

วิตามินซีตอนที่ 1 จบแล้วค่ะ อ่านจบกันไหม 😊
🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

👩🏻‍⚕️ ขอถามความเห็น อยากให้ทำเปรียบเทียบวิตามินซีชนิดกินยี่ห้อเด็ดๆมั้ยคะ ❓ ถ้าชอบถ้าอยากรู้พิมพ์ “อยากรู้” หน่อยค่า
👩🏻‍⚕️ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อวิตามินซีชนิดรับประทานกันนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

⭐️วิตามินซีแบบทา -> https://www.facebook.com/476743752739537/posts/832838493796726/
⭐️โรคลักปิดลักเปิด -> https://www.facebook.com/476743752739537/posts/971757463238161/
▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Vitamin C and Immune Function
Nutrients 2017 Nov; 9(11): 1211.
Cochrane Reviews Douglas et al., 2000, Hemila et al., 2007, Hemila & Chalker, 2013
Vitamin C physiology: the known and the unknown and Goldilocks
Oral Dis. 2016 Sep; 22(6): 463-493.
The Role of Vitamins and Minerals in Hair loss: A Review
Dermatol Ther (Heidelb). 2019 Mar: 9(1): 51-70.

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ครีมยูเรีย..ทาหน้าได้ไหม ?

ครีมยูเรีย พูดชื่อแล้วบางคนอาจจะงง แต่ถ้าบอกว่า ครีมไดอะบีเดิร์ม, ศิริราชซอฟแคร์, ยูเซอรีนยูเรียรีแพร์ บลาๆๆ.. หลายคนคงร้องอ๋อออ

อีกคำถามที่ถูกถามมาเยอะว่า “ครีมยูเรีย..ใช้ทาที่หน้าได้มั้ย” สรุปง่าย ๆ ตามนี้เลย

ครีมยูเรีย urea cream moisturizer

ยูเรียเป็นส่วนประกอบหนึ่งในผิวหนัง

พบได้ประมาณ 7% ของ NMF (Natural Moisturizing Factor) ซึ่งอยู่ที่ผิวหนังชั้นกำพร้าของเรา ส่วนนี้จะทำหน้าที่ปกป้องผิว กักเก็บความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้แก่ผิว

ปริมาณของ urea ใน NMF จะลดลงไปตามอายุ ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

• หาก NMF ไม่สมบูรณ์ ผลคือ สูญเสียน้ำ เสียความยืดหยุ่น ทำให้ผิวแห้งกร้าน ลอก ในที่สุด

• ปัจจุบันที่การนำ urea มาผสมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ครีม, โลชั่น, โฟม, อิมัลชั่น ประมาณ 5-20%

รายงานผลข้างเคียงจากการใช้น้อยมาก เรียกได้ว่าค่อนข้างปลอดภัย

ความเข้มข้นที่ต่างกันออกฤทธิ์ไม่เหมือนกัน

• หากต่ำกว่า 10% จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizing effect) จึงมักใช้ในพวกผิวแห้ง เช่น Xerosis, Ictyosis, Atopic dermatitis, Psoriasis
• หากเกิน 10% ขึ้นไป จะออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic effect) มักใช้ในรอยโรคผิวหนังที่หนา เช่น Psoriasis ที่เป็นเยอะ หรือ ใช้กับที่เล็บ, รักษาหูด, ตาปลา ส้นเท้าหนาแตกด้าน

ดังนั้น การที่ครีมบางชนิดมี ความเข้มข้นมากขึ้นไม่ได้แปลว่าจะต้องดีกว่าเสมอไป ควรเลือกให้ถูกวัตถุประสงค์ เช่น หากนำ 20% มาใช้กรณีผิวแห้ง ก็อาจทำให้รอยโรคแย่ลงได้จากการผลัดลอกเซลล์ผิวมากขึ้นกว่าเดิม

ครีมยูเรียสามารถใช้ทาเดี่ยว ๆ เพื่อรักษาโรคทางผิวหนัง หรือทาเพื่อเพิ่มการดูดซึมของยาตัวอื่นได้

เช่น
• 10% urea ร่วมกับ hydrocortisone หรือ betamethasone-17-valerate ในการรักษาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
• 10% urea ร่วมกับ 1% hydrocotisone, 2% salicylic acid ในการรักษาโรคผิวแห้ง Ictyosis vulgaris
• 10-40% urea ร่วมกับ dithranol หรือ bifonazole ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
• 40% urea ร่วมกับ 1% fluconazole ในการรักษาเชื้อราที่เล็บ

สรุปยูเรียถึงแม้จะค่อนข้างปลอดภัยไม่ค่อยมีรายงานผลข้างเคียง แต่มีข้อควรระวัง

• ใช้กับโรคผิวหนังเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวและช่วยให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออก ไม่ควรซื้อมาทาเล่นโดยไม่มีข้อบ่งชี้
• ระคายเคืองได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการทาในที่ผิวบอบบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก อวัยวะเพศ รวมทั้งใบหน้า ยกเว้นหากรอยโรคหนาที่หน้าอาจใช้ได้ชั่วคราว และควรใช้ความเข้มข้นต่ำ ไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องนาน และหยุดทาเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว
• หญิงตั้งครรภ์ เลี่ยงการทาบริเวณหน้าอก ป้องกันเวลาลูกกินนม เพราะยังไม่มีรายงานชัดเจนถึงความปลอดภัยในระหว่างให้นมบุตร
• หลีกเลี่ยงการทาในแผลเปิด
• บางรายสามารถแพ้ยูเรียได้ หากใช้แล้วมีผื่นคัน หรืออาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

ครีมยูเรีย ประโยชน์มากมายและใช้ได้ผลค่อนข้างดี แต่หากใช้ไม่ถูกวิธีก็เกิดผลเสียตามมา โรคผิวหนังนั้นอาจแย่ลง ก่อนซื้อมาใช้เองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอว่ารอยโรคนั้น ๆ มีข้อบ่งชี้สำหรับครีมยูเรียหรือไม่ อย่าลืมว่า..เหรียญมีสองด้านนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี

——————————————

Reference
Topical urea in skincare: A review
Dermatilogy Therapy 2018; e12690.

——————————————

อ่านบทความที่ www.helloskinderm.com

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ทาครีมปริมาณเท่าไหร่ให้เห็นผล ?

[ สูตรผิวสวย ]

ปริมาณการทาครีมเท่าไหร่ที่เห็นผล และไม่สิ้นเปลือง ⁉️

🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

สืบเนื่องจากโพสที่แล้ว -> ลำดับการทาครีม
ก็มีข้อความจากหลายท่านบอกว่าอยากให้พูดเกี่ยวกับ ปริมาณการทาครีมว่าควรบีบเท่าไหร่ดี
ความจริงแล้วไม่มีปริมาณที่ระบุเป๊ะ ๆ ตายตัวที่แน่นอน เพียงแค่ว่า.. ปริมาณที่แนะนำนั้นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

💯 ไม่มากเกินไป -> จนก่อให้เกิดการระคายเคืองและภาวะแทรกซ้อน และหากเป็นการทาตอนเช้า ก็อาจทำให้แต่งหน้าต่อได้ยากขึ้นอีกด้วย

💯 ไม่น้อยเกินไป -> จนทาไปแล้วก็ไม่ได้ผล ไม่ต่างกับไม่ทาอะไรเลย

☀️ ครีมกันแดด -> ใช้มากกว่าครีมทั่วไป เพื่อการปกป้องที่ได้ผล อันนี้ต้องยอมลงทุน เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าให้เลือกทาอย่างเดียวก่อนออกจากบ้าน สำหรับหมอเองก็คงต้องเป็นครีมกันแดดแน่นอนค่ะ ทราบไหมว่า..การทากันแดดอย่างถูกวิธี ช่วยให้หน้าขาวใสขึ้นได้ และป้องกันฝ้า กระ มะเร็งผิวหนังได้ด้วย ⭐️ลองดูนะคะ

🆘 ครีมกลุ่มวิตามินเอ -> ใช้แต่น้อยก็เห็นผล พวกนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่องและใช้เวลา อย่างน้อยก็ 3 เดือนขึ้นไป ต้องทาไปเรื่อย ๆ และใจเย็น อย่ากลัวว่าจะไม่ได้ผลโดยการทาทีละมาก ๆ การทามาก ๆ จะทำให้มีผลข้างเคียงมากกว่าผลดี

🍓 Serum -> กลุ่มนี้ทำมาเข้มข้นมากอยู่แล้ว ต่างจากพวกน้ำตบ โลชั่น หรือโทนเนอร์ ดังนั้น ใช้แต่พอเหมาะ ไม่ต้องเยอะมาก เยอะมากไปอาจระคายเคืองและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ใช้เพียง 2-3 หยด แต้ม 5 จุดแล้วเกลี่ยบางๆ รีบทาเพราะซึมเร็ว พวก oil-based จะใช้น้อยกว่า water-based เนื่องจากเนื้อครีมที่หนากว่า คนหน้าใหญ่อนุโลม +1 หยดได้

🧼 คลีนเซอร์ -> ไม่ต้องใช้เยอะ เอาพอเหมาะ เยอะเกินไปจะชำระล้างไขมันหรือสารต่าง ๆ ที่เคลือบผิวออกไปหมด สุดท้ายผิวแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันอย่าใช้น้อยไป เพราะอาจทำให้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปหมด เกิดสิวอุดตันตามมา

🍊 อายครีม -> ไม่ต้องเยอะมาก เมล็ดถั่วเขียวต่อตา 1 ข้างเพียงพอสำหรับผิวที่บอบบาง ตอนทาควรใช้นิ้วนาง เพื่อลดการลงน้ำหนักตอนทาที่มากเกินไป บริเวณนี้เน้นเบาๆ ทาแรงไปอาจเกิดริ้วรอยตามมา

🍏 สครับ -> ใช้เฉพาะบางราย ไม่แนะนำให้ใช้ทุกคน และการสครับควรเว้นบริเวณรอบตา รอบปาก ข้างจมูก บริเวณที่บอบบาง เพราะอาจระคายเคืองได้

🥦 มาสก์หน้า -> ไม่ต้องใช้ทุกราย ถ้าครีมเพียงพอแล้ว อาจไม่ต้องมาสก์ก็ได้

อย่าลืมว่าผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำแนะนำข้างต้นนี้เพื่อเป็นไอเดียให้ลองนำไปปรับใช้ในการดูแลผิวกันนะคะ ได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังได้เลย 👩🏻‍⚕️

Picture was licenced by Freepik
▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.