Tag Archives: Skincare

Facial Cotton สำลีเช็ดหน้าเลือกอย่างไรดี

สำลีเช็ดหน้า เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญค่ะ เพราะหลายคนใช้สำลีเช็ดหน้าทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่แต่งหน้า ถ้าหากสำลีไม่ดี ยิ่งเช็ดถูเสียดสีผิวหน้าระคายเคืองทุกวัน สิ่งที่ตามมา ก็คือ ริ้วรอยและความเหี่ยว

มีอินบ๊อกซ์มาถามเยอะเหมือนกันว่า คุณหมอเจี๊ยบใช้สำลีอะไรเช็ดหน้า วันนี้หมอเลยจะมาเล่าว่าส่วนตัวมีวิธีการเลือกสำลีอย่างไร ?

1. เลือกที่อ่อนโยนต่อผิว ปราศจากสารเคมี ไม่ฟอกสี ยิ่งถ้าใครผิวบอบบางแพ้ง่าย ยิ่งต้องเลือกที่อ่อนโยนมาก เช่น พวกสำลีออแกนิค จะนุ่มนวลมาก

2. ราคา จะดูแค่ราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้ แนะนำว่าควรประเมินคุณภาพร่วมด้วย

3. กำจัดสิ่งสกปรก ที่ตกค้างบนผิวได้ดี

4. เช็ดแล้วไม่เป็นขุย ติดมือหรือติดหน้า

5. ความสามารถในการดูดซับสกินแคร์พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าหากมากเกินไป ก็จะเปลืองสกินแคร์โดยใช่เหตุ หากน้อยเกินไป ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่

สำลีที่ตัวเองใช้แล้วคิดว่าโอเค มีดังนี้ค่ะ
{ รีวิวไม่ได้เรียงตามลำดับอะไร นึกอะไรออกพิมพ์ก่อนค่ะ }

Muji Cut Cotton Ecru
เป็นสำลีออแกนิค ใยฝ้าย 100% โดยไม่ผ่านกระบวนการฟอกสี มีจุดดำ ๆ ที่แผ่นไม่ต้องตกใจ เนื้อนุ่มแต่ไม่มาก แต่ตัวนี้มีขุยนิดหน่อย ตอนเช็ดไม่ลื่นมาก แต่ก็ไม่ระคายเคือง เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

• Watsons Unbleached Cotton Puffs
เป็นสำลีออแกนิค ใยฝ้าย 100% โดยไม่ผ่านกระบวนการฟอกสี มีจุดดำ ๆ ที่แผ่นไม่ต้องตกใจ เนื้อนุ่ม ไม่มีขุย ตอนเช็ดไม่ลื่นมาก แต่ก็ไม่ระคายเคือง เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

• Shiseido Facial Cotton
ใยฝ้าย 100% นุ่มมาก เช็ดสะอาดมาก ไม่เป็นขุย ดูดสกินแคร์พอดี ไม่เปลืองสกินแคร์ ราคาสูงหน่อย

• Aime Facial Cotton
ใยฝ้าย 100% นุ่มมากกก ไม่มีขุย ใช้แรงดันน้ำอัดเนื้อสำลีให้ติดกัน มั่นใจปราศจากสารเคมีแน่นอน ดูดสกินแคร์ไม่เปลืองมาก เช็ดได้ดี สะอาดหมดจด แต่หลังเช็ดจะยุ่ยนิดหน่อย

• Rii 26 Cleans Perfect Cotton Pads
ใยฝ้าย 100% ถักทอด้วยระบบน้ำ นุ่มมาก ไม่มีขุย เหมาะเช็ดคลีนซิ่ง ดูดสกินแคร์น้อยกว่า Aime ไม่เปลือง

• Rii 52 Less Toner
ใยฝ้าย 100% ต่างกับสูตร Rii 26 นิดหน่อยคือ จะบางมาก เหมาะเช็ดโทนเนอร์

• Ideal Cleansing Cotton Pads
ใยฝ้าย 100% ถักทอด้วยระบบน้ำ ไม่มีสารเคมี ไม่มีสารเรืองแสง นุ่มมาก ไม่มีขุย

• Silicot Soft touch
ใยฝ้าย 100% ถักทอด้วยระบบน้ำ ไม่มีสารเคมี ไม่มีสารเรืองแสง นุ่มมาก ไม่มีขุยเลย ใช้ได้ทั้งหน้าหลังเพราะดูดสกินแคร์น้อยที่สุดกว่าตัวอื่น เช็ดสะอาดเกลี้ยง ไม่เปลืองเลย หลังเช็ดยังอยู่สภาพเดิม

❌❌ Evergreen, Ambulance, D-nee ❌❌
ใยฝ้าย 100% หาซื้อง่าย หนานิดหน่อย เป็นขุยนิดหน่อย กลุ่มนี้เหมาะกับเช็ดทั่วไป ไม่แนะนำเช็ดหน้า

ไหน ไหน ไหน .. ใครใช้สำลีเช็ดหน้า ยี่ห้อไหนบ้างเอ่ย ?

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สิว Story รวมกลวิธีปราบสิวให้อยู่หมัด

ทั้งหมดอยู่ในไลฟ์นี้ค่ะ

• สาเหตุของสิว ปัจจัยก่อสิว

• สิวฮอร์โมนเป็นอย่างไร รักษาอย่างไร

• ยาทาสิว ยากินรักษาสิวมีอะไรบ้าง

• อาหารเสริม โปรไบโอติกส์ พรีไบโอติกส์ ช่วยไหม

• แนะนำการเลือกสกินแคร์สำหรับคนเป็นสิว

และอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับสิว

สามารถดูย้อนหลังได้ในลิ้งค์นี้เลยค่ะ https://fb.watch/6fjeCp5GjY/

สุดท้ายนี้ ต้องขอบคุณอาจารย์พลัง คุณตั้มและทีม SkinX ผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่าน ที่ชวนหมอไปพูดคุยครั้งนี้ และ คุณหมอเก่ง DrKengw ที่มาช่วยกันแชร์เรื่องสิวปังๆ สนุกมากเลยค่ะ 🙂

Picture Cr. FB Live สิว Story

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “อายครีม & วิธีดูแลผิวรอบดวงตา”

Eye cream จำเป็นไหม ?

ใช้ครีมบำรุงผิวหน้าแทนได้รึเปล่า ?

ครีมบำรุงผิวหน้าที่เรามีอยู่ในกรุมากมาย สามารถใช้แทนอายครีมได้หรือไม่ ?

บางคนบอกว่า —> ต้องมี
บางคนบอกว่า —> ไม่จำเป็น

ขอแชร์บางมุมให้ทุกคนลองอ่านประกอบการตัดสินใจค่ะ

ผิวรอบดวงตา ผิวที่บอบบาง มีโอกาสระคายเคือง แห้ง และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ในบริเวณนี้ก็ควรต้องอ่อนโยนมาก ๆ

ส่วนผสมของ Eye cream ส่วนใหญ่แล้ว active ingredients จะไม่ต่างจากครีมบำรุงผิวหน้ามากนัก เพียงแต่จะผสมในความเข้มข้นที่น้อยกว่า ทั้งนี้เพื่อลดความระคายเคือง

ส่วนผสมของ Eye cream มักจะไม่มีน้ำหอม (Synthetic fragrance) เพราะถ้าพูดตรงไปตรงมาก็คือ ไม่ได้จำเป็น และยังเพิ่มโอกาสการแพ้และระคายเคืองได้มากขึ้นอีก

ส่วนผสมของ Eye cream มักจะไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองง่ายและอาจแพ้ได้

หากผิวรอบดวงตาบวมคล้ำจากการคั่งของน้ำและการไหลเวียนของเลือด

อาจสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยความเย็น ดังนั้นบางคนอาจเก็บครีมไว้ในตู้เย็น หรือใช้เจลเย็นประคบ ก็ช่วยทุเลาการบวมจากสาเหตุนี้ได้

หากผิวรอบดวงตาแห้งคล้ำและมีริ้วรอยที่เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ

โดยเฉพาะในคนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังและจมูก อาจบรรเทาได้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น Ceramide, hyaluronic acid และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา

หากผิวรอบดวงตามีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัย

ถ้าเป็นริ้วรอยเล็กน้อยอาจช่วยทุเลาได้ด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ เช่น Vitamin C, peptides, retinol หรืออาจใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพื่อดูดน้ำทำให้ผิวเต่งตึงอิ่มฟูก็สามารถทำให้ริ้วรอยลดลงได้ แต่หากเป็นริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อต้องแก้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์

หากผิวรอบดวงตามีความหมองคล้ำตามวัย

ควรเลือกสกินแคร์ที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสี เช่น niacinamide, vitamin C, kojic หรือส่วนผสมอื่น ๆ ลองกลับไปดูเนื้อหาส่วนผสมลดการสร้างเม็ดสีที่หมอเคยเขียนไว้

บางคนมีใต้ตาคล้ำจากโครงสร้างผิว

เช่น ที่มีไขมันน้อย หรือ โครงหน้าเบ้าตาที่ลึกโบ๋ ทำให้เกิดเงามืดจากแสง สาเหตุนี้ต้องแก้ด้วยการผ่าตัดหรือฉีดสารเติมเต็ม หรือปัญหาถุงใต้ตา การใช้ครีมก็อาจไม่ช่วยอะไร

การสูบบุหรี่ และ แสงแดด เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีริ้วรอยและรอยคล้ำรอบดวงตาได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยทั้งสอง

อายุที่เหมาะกับการเริ่มบำรุงผิวรอบดวงตา คือ 20 ปี โดยเน้นสกินแคร์เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นหลัก เช่น กลุ่มที่มีส่วนผสมของ hyaluronic acid, squalane, ceramide, glycerin

ประสิทธิภาพของ Topical Caffeine เรื่องช่วยเรื่องการหดตัวเส้นเลือดบริเวณรอบดวงตา เพื่อหวังผลลดการบวมคล้ำที่ใต้ตาได้นั้น ยังมีข้อถกเถียงในรูปแบบทา มีทั้งบอกว่าได้ผลและไม่ได้ผล ส่วนในรูปแบบ 3% Caffeine pad มีงานวิจัยบอกว่าได้ผลหลังจากแปะก่อนนอนติดต่อกัน 1 เดือน ก็ขึ้นกับวิจารณญาณส่วนบุคคลร่วมกับรอข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป

สรุปว่าอายครีมจำเป็นไหม ⁉️

ถ้าหากถามความเห็นส่วนตัวหมอคิดว่าคงไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องมีทุกคน …

เพราะหากเรามีครีมบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมที่อ่อนโยนตามข้างต้นอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาทาบาง ๆ รอบดวงตาได้เลย หากไม่มีปัญหาอะไร อาจจะไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเพิ่มก็ได้ค่ะ

แต่ถ้าหากใครที่อยากใช้อายครีมแยกหลอดเฉพาะเจาะจง หรือไม่สามารถใช้ครีมบำรุงผิวหน้าได้ ก็ลองมองหาอายครีมส่วนผสมที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดตามที่แนะนำไปค่ะ

หากไม่แน่ใจว่าคุณมีปัญหาผิวรอบดวงตาที่เกิดจากสาเหตุไหน ?

  1. ปัญหาริ้วรอยและหมองคล้ำจากวัย
  2. ปัญหาหมองคล้ำและริ้วรอยจากการขยี้ตาบ่อย ๆ เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง
  3. ปัญหาหมองคล้ำจากสีเข้มของเส้นเลือด
  4. ปัญหาเงามืดใต้ตา จากโครงสร้างใบหน้า
  5. ปัญหาหลาย ๆ อย่างรวมกัน

แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างตรงจุดนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Relizema เดอโมคอสเมติกส์ สำหรับผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและผิวแห้งคัน

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ A. Menarini ที่เชิญให้หมอได้เข้าร่วมพูดคุยเรื่อง “Atopic dermatitis” และเป็นส่วนหนึ่งในงาน Relizema Launch Symposium

งานนี้เป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับกลุ่มคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ หรือ โรคผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ Atopic dermatitis ที่ชื่อว่า “Relizema” ซึ่งเป็นเดอโมคอสเมติกส์กลุ่ม Skin barrier repair moisturizer อีกตัวที่น่าสนใจ

คุณสมบัติ

• ช่วยลดอาการคัน แสบแดงของผิวหนัง ที่เกิดจากกระบวนการอักเสบ
• ช่วยฟื้นฟูให้กำแพงผิวแข็งแรง
• ช่วย Maintaining & Restoring physiological skin barrier

ข้อบ่งชี้การใช้

• ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือผิวหนังอักเสบ Mild to moderate Atopic dermatitis and erythema
• ผื่นแพ้สัมผัสทั้งชนิด Allergic and irritant contact dermatitis

ส่วนผสมหลัก

1. Antioxidant
มี Furfuryl palmitate, vitamin E
ช่วยป้องกันการทำร้ายผิวจากสารอนุมูลอิสระ

2. Emollient
มี Glyceryl stearate, Hydrogenated palydecene, Ethylhexyl palmitate, Ricinus communist seed oil, vitamin F ester
ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับกลุ่ม atopic dermatitis

3. Humectant
มี Glycerin ช่วยดูดน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้ดี

4. Occlusive
มี Dimethicone, Caster oil
ช่วยเคลือบผิว ลดการสูญเสียน้ำ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นผิว

แชร์ประสบการณ์

ช่วยลดอาการคัน แดง อักเสบของผื่นได้ดีมาก เนื้อครีมเข้มข้น ซึมเร็ว ไม่เหนียว สามารถทาเฉพาะบริเวณผื่นคัน หรือทาทั้งตัวในคนที่ผิวแห้งมากก็ได้ แนะนำว่าทาหลังอาบน้ำจะซึมได้ดียิ่งขึ้น
สามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป คนท้องใช้ได้
ใครสนใจลองสอบถามได้ที่ โรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์เฉพาะทางผิวหนังใกล้บ้าน

Disclaimer : A.Menarini Launch Product Event

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

8 ข้อสรุปการดูแลปัญหาผิวจากอิทธิพลของฮอร์โมนและถุงน้ำรังไข่หลายใบ ‼️

ขอถือโอกาสพูดถึงความผิดปกติของผิวหนังที่พบได้ในโรคนี้สั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงลักษณะที่อาจจะมีความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย ที่ควรต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเพิ่มเติมนะคะ

1. ความผิดปกติของผิวหนังและเส้นผม

ในภาวะนี้เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายเป็นหลัก ทำให้เกิดสิว, ขนดก, ผมบาง และรอยคล้ำที่คอหรือซอกพับต่าง ๆ ตามมา นอกจากนั้นบางคนอาจมีความผิดปกติของประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอร่วมด้วย
• ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ภาวะนี้อาจส่งผลในเรื่องเมตาโบลิสม เช่น เบาหวาน อ้วน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ไขมันเกาะตับ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ในอนาคต
(ซึ่งในโพสนี้จะกล่าวถึงเฉพาะปัญหาทางผิวหนังเท่านั้น)

2. เรื่องสิว

มักรุนแรงและเรื้อรัง พบได้ทั้งที่เป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบ มักพบบริเวณใบหน้าครึ่งล่าง ตามแนวขากรรไกร คอ หน้าอก ท้อง หลังส่วนบน และพบว่าส่วนใหญ่มีหน้ามันร่วมด้วย หรือพบเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่ และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน
• ดังนั้น ใครมีสิวลักษณะดังกล่าวควรพบแพทย์เพื่อตรวจเรื่องฮอร์โมนหรือถุงน้ำรังไข่เพิ่มเติม และการรักษานอกจากยามาตรฐานแล้ว อาจต้องได้รับยาในกลุ่มฮอร์โมนเพิ่มเติม เช่น ยาคุมกำเนิด OCPs, ยาปรับฮอร์โมน เช่น Spironolactone, flutamide

3. ยาปรับฮอร์โมน

ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม เป็นยาที่ต้องควบคุมการใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง บางคนอาจมีข้อห้ามของการใช้ยา และอาจได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น หลอดเลือดดำอุดตันในอวัยวะต่าง ๆ, สมองขาดเลือด, โรคหัวใจ, มะเร็งเต้านม, เกลือแร่ผิดปกติจนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
• ดังนั้น ไม่แนะนำให้ซื้อรับประทานเอง และก่อนสั่งจ่ายยาเหล่านี้ควรพิจารณาให้ดีว่าจำเป็นหรือไม่ #เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของยาที่ผู้ป่วยได้รับ โดยให้พิจารณาการรักษาเป็นราย ๆ

4. เรื่องขนดก (Hirsutism)

พบได้ 60% แต่บางคนอาจไม่มีขนดกก็ได้ การรักษามีหลายวิธีที่มีงานวิจัยว่าช่วยได้ ได้แก่
• ยาปรับฮอร์โมน ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม (คล้าย ๆ รักษาสิว) แต่ขนาดการรักษาอาจแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์เป็นผู้พิจารณา
• ยา Metformin
• ยาทา Topical eflornithine hydrochloride ซึ่ง FDA-approved สำหรับการใช้รักษาภาวะขนดกที่หน้า

5. เลเซอร์กำจัดขน หรือ IPL

ยังมีข้อมูลวิจัยในกลุ่มคนที่เป็น PCOS ไม่มากนัก
• ดังนั้น หากใช้การรักษาด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปัญหากลับมาได้เหมือนเดิม ในปัจจุบันยังแนะนำให้รักษาด้วยยาปรับฮอร์โมน #ควบคู่ไปด้วยกันเสมอ

6. เรื่องอาหารและการควบคุมน้ำหนัก


• ในแง่รอยดำคล้ำ พบว่าช่วยได้ดี
• ในแง่ขนดก มีบางรายงานพบว่าการจำกัดแคลอรี่และการลดน้ำหนักลง 5% ใน 4 สัปดาห์ ช่วยให้ดีขึ้นได้ 30% แต่บางงานวิจัยพบว่าไม่ได้ผล อาจลองนำไปปฏิบัติและดูผลการตอบสนองเป็นรายไป
• ในแง่สิว พบว่าสิวดีขึ้นได้ถ้าหากควบคุมอาหารจำพวกที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น เพราะการเกิดสิวส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยระยะเวลาเห็นผลสิวยุบลงคือ ประมาณ 4-6 สัปดาห์

7. เรื่องคอดำรักแร้และข้อพับดำคล้ำ

หรือ เรียกว่า acanthosis nigricans พบว่าส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลินและน้ำหนักเกิน
• การรักษาหลัก คือ ลดน้ำหนัก ควบคุมระดับอินซูลินด้วยยาบางชนิด เช่น metformin, thiazolidinedione, octreotide
• กลุ่มยาทาอื่นเพื่อเสริมการรักษา เช่น
Oral isotretinoin 3 mkd
Fish oil 10-20 กรัมต่อวัน
Topical calcipotriene, retinoids, hydroquinone
Chemical peeling
Alpha lipoic acid
อย่างไรก็ตามพบว่า หากหยุดการรักษา ภาวะนี้มักกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

8. เรื่องผมบาง

อิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายจะทำให้ผมมีเส้นเล็กลง และปริมาณลดลงได้ ซึ่งปัญหานี้พบไม่บ่อยเท่าปัญหาอื่น แต่มีผลต่อสภาพจิตใจไม่น้อย การรักษาใช้ยาปรับฮอร์โมนเป็นหลัก เช่น ยาคุม OCPs, Spironolactone, Finasteride หรืออาจใช้ยาทาในกลุ่ม Minoxidil โดยแนะนำผู้ชาย 5% ผู้หญิง 2% ก็ได้ผลดี #แต่การตอบสนองต้องอาศัยระยะเวลาหลายเดือน
• ดังนั้น ต้องใจเย็นและหากหยุดยา ก็อาจกลับไปผมบางได้อีก

ภาวะ PCOS นอกจากจะมีปัญหาผิวหนังและเส้นผมตามข้างต้นแล้ว ยังอาจมีอาการอื่นได้อีก เช่น


• ประจำเดือนผิดปกติ
• ตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีถุงน้ำหลายใบในรังไข่
• เบาหวาน, ภาวะอ้วน
ซึ่งต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมและร่วมดูแลของแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เช่น หมอผิวหนัง หมอต่อมไร้ท่อ หมอสูตินรีเวช หมอมะเร็ง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต เช่น
• มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
• ความเครียดและซึมเศร้า
• ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ, โรคอัมพฤกษ์

หมอผิวหนังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลโรคนี้ และจะถือเป็นด่านแรก ๆ ก็ว่าได้ที่มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรค ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากพบความผิดปกติที่ไม่แน่ใจ ก็แนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Clin Cosmet Investig Dermatol 2018; 11: 407-413.
J Am Acad Dermatol 2014; 71: 859.e1-15.
Am J Clin Dermatol 2007; 8 (4): 201-219.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

เทรนด์รักษาสิวยุคใหม่

การรักษาสิว เหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายซะทีเดียว เพราะ Guideline ก็ส่วนหนึ่งที่ให้เรายึดตามแนวทาง แต่การปรับใช้กับคนไข้นั้นเป็นศาสตร์และศิลป์เพราะผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ปัจจุบันยารักษาสิวยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมไปจากเดิมเท่าไรนัก แต่แนวโน้มการรักษาก็จะประมาณนี้

1. ยาทากรดวิตามินเอ : ใช้ทุกรายหากไม่มีข้อห้าม หายแล้วยังแนะนำให้ใช้ต่อแบบห่าง ๆ ช่วยป้องกันได้
2. เบนซิลเปอออกไซด์ : ใช้ในสิวอักเสบจะดี ไม่ต้องใช้ทุกราย
3. กลุ่มฮอร์โมน : ได้ผลดีใน ผญ ที่มีลักษณะฮอร์โมนผิดปกติ
4. ยากินกรดวิตามินเอ : ยังไม่ปรับ Guideline แนะนำใช้เมื่อจำเป็น แนวโน้มมาทางใช้แบบ low dose
5. ยาฆ่าเชื้อกิน/ทา : ใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช้เดี่ยวๆ ลดเชื้อดื้อยา
6. ปรับพฤติกรรมการดูแลผิวที่เหมาะสม : ยืนหนึ่ง! ต้องปฏิบัติตัวควบคู่กับการรักษาด้วยยา
7. เลเซอร์และแสงรักษาสิว & ยากลุ่มใหม่ ๆ : รอติดตาม
8. ยาอื่น : ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาตามสภาพผิว บนพื้นฐานแนวทางรักษาที่ได้มาตรฐาน

หากใครเป็นสิวเรื้อรัง เป็นสิวไม่หายสักที แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมประเมินนะคะ หมอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ประสบปัญหาสิวค่ะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สกินแคร์แต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร

ลองดูตามนี้คร่าว ๆ นะคะ

ส่วนการพิจารณาเลือกคงเป็นเรื่องของตัวบุคคล และขึ้นกับปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข เพราะปัญหาบางอย่างอาจต้องใช้ยาที่สั่งการรักษาด้วยแพทย์ บางอย่างสามารถใช้คอสเมติกส์ตามท้องตลาดก็เห็นผลได้ค่ะ

1. กลุ่มยา
ต้องสั่งจ่ายและควบคุมการใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง เพราะความแรงสูง ประสิทธิภาพดีที่สุด แต่ผลข้างเคียงตามมาก็มากเช่นกัน

2. กลุ่มเดอโมคอสเมติกส์
ประสิทธิภาพเกือบเท่าหรือบางตัวเทียบเคียงกลุ่มยา แต่ผลข้างเคียงน้อย ส่วนใหญ่มักมีจำหน่ายในโรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์เฉพาะทาง ปัจจุบันคนให้ความสนใจกลุ่มนี้มากขึ้น

3. กลุ่มคอสเมติกส์
กลุ่มนี้ปลอดภัย ใช้ได้ผล แต่ต้องยอมรับว่าไม่เท่า 2 กลุ่มแรก และสามารถหาซื้อได้ แต่มีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก แนะนำศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเลือกซื้อ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

รวบรวม Effaclar เพื่อนคู่ใจชาวสิว

อีกคำถามที่เจอบ่อยมากจากคนที่ประสบปัญหาสิวที่คอลมาปรึกษา คือ Effaclar ต่างกันอย่างไร ⁉️

หมอเลยสรุปมาเทียบให้ตามตารางนี้ค่ะ
เอาเป็นว่า ใครที่มีปัญหาไหนเด่น ก็ลองดูตามนั้น

1. กลุ่มสกินแคร์

K+ ▶️ เหมาะคนที่มีสิวอุดตันเป็นหลัก
Duo+ ▶️ เหมาะคนที่เยอะแยะไปหมด ทั้งสิวอักเสบ สิวอุดตัน รอยแดง รอยดำ ผิวมัน รูขุมขนกว้าง
MAT ▶️ เหมาะคนผิวมัน รูขุมขนกว้าง ไม่ค่อยมีสิว
Serum ▶️ เหมาะคนที่สิวอุดตันหนักมากไม่หมดสักที สิวอักเสบร่วมด้วย

2. กลุ่มล้างหน้า

ทั้งคู่เป็น Physiological pH, Soap-free
Gel ▶️ เหมาะผิว Acne-prone ที่ระคายเคืองง่าย
Micro-peeling ▶️ เหมาะผิวมัน มีสิวอุดตันและอักเสบ

อย่างไรก็ตาม การรักษาสิวตามแนวทาง คือ การรักษาด้วยยาเป็นหลัก ส่วนผลิตภัณฑ์ข้างต้นและเดอร์โมคอสเมติกส์ทั้งหลายถือเป็นการรักษาเสริมในการรักษาสิว เพื่อให้ประสิทธิภาพของการรักษาสิวดียิ่งขึ้นค่ะ

หากเป็นสิวเรื้อรัง สิวรุนแรง แนะนำพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาอย่างถูกวิธีนะคะ


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Melasma : Topical Treatment

สรุป 5 ยาทารักษาฝ้า

ยาทาภายนอก ถือเป็นการรักษาหลักของการรักษาฝ้า
ถ้าหากยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร จึงพิจารณาเพิ่มเติมการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วยได้

ยกตัวอย่างยาทา ได้แก่

1. Hydroquinone

ช่วยยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน มีผลลดการสร้างและเพิ่มการสลายเมลาโนโซม
ความเข้มข้นที่ใช้รักษาฝ้า คือ 2-5%
หากทาครีมกันแดดร่วมด้วย จะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาฝ้าได้ดีขึ้น
💢 ระวังการเกิด confetti-liked hypopigmented macule (รอยจุดขาว) หรือ exogenous ochronosis (รอยจุดน้ำตาลอมเทา อาจนูนวาวเป็นตุ่มคล้ายไข่คาเวียร์) มักพบบ่อยในคนสีผิวเข้ม ใช้ความเข้มข้นสูง และใช้แบบ HQ alcoholic solution
💢 ควรระมัดระวังการใช้ เป็นยาควบคุมการสั่งจ่ายโดยแพทย์

2. Retinoids

ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วย
ยาที่มีข้อมูลช่วยเรื่องฝ้า เช่น 0.1 Adapalene gel, 0.05-0.1% Tretinoin cream
💢 ระวังผลข้างเคียง ผิวแห้ง แดง แสบ คัน บริเวณที่ทา

3. Azelaic acid

ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ลดการอักเสบ
เป็นยาที่สามารถใช้รักษาได้ทั้งสิวและฝ้า
ความเข้มข้นที่ใช้ คือ 20% cream
💢 ระวังการระคายเคือง แสบ บริเวณที่ทา มักมีอาการช่วงแรกของการเริ่มใช้ และจะค่อยดีขึ้น

4. HQ + TCs + Retinoids (Triple combination)

เป็นยาสูตรผสม 3 อย่าง ต้นแบบคือ Kligman’s formula (5% HQ + 0.1% Tretinoin + 0.1% Dexamethasone)
กลุ่มนี้มีข้อมูลว่า การใช้ทา 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังการรักษาฝ้าจางลงแล้ว จะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้อย่างน้อย 6 เดือน

5. Topical Methimazole 5%

เชื่อว่ายับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีได้ อย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลไม่มาก ต้องรอติดตามต่อไป

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
J Cosmet Dermatol. 2020; 19: 167-172.
Indian J Dermatol Venereol Leprol. 2013; 79: 701-2.
J Eur Acad Dermatol Venereol. 2012; 26: 611-18.
J Cosmet Dermatol. 2005; 4: 55-59.
Cutis 2003; 72: 67-72.
J Dermatol 2002; 29: 539-40.
ฝ้าและการรักษา melasma อ.วาสนภ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.