Tag Archives: หมอผิวหนัง

ครีมยูเรีย..ทาหน้าได้ไหม ?

ครีมยูเรีย พูดชื่อแล้วบางคนอาจจะงง แต่ถ้าบอกว่า ครีมไดอะบีเดิร์ม, ศิริราชซอฟแคร์, ยูเซอรีนยูเรียรีแพร์ บลาๆๆ.. หลายคนคงร้องอ๋อออ

อีกคำถามที่ถูกถามมาเยอะว่า “ครีมยูเรีย..ใช้ทาที่หน้าได้มั้ย” สรุปง่าย ๆ ตามนี้เลย

ครีมยูเรีย urea cream moisturizer

ยูเรียเป็นส่วนประกอบหนึ่งในผิวหนัง

พบได้ประมาณ 7% ของ NMF (Natural Moisturizing Factor) ซึ่งอยู่ที่ผิวหนังชั้นกำพร้าของเรา ส่วนนี้จะทำหน้าที่ปกป้องผิว กักเก็บความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้แก่ผิว

ปริมาณของ urea ใน NMF จะลดลงไปตามอายุ ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

• หาก NMF ไม่สมบูรณ์ ผลคือ สูญเสียน้ำ เสียความยืดหยุ่น ทำให้ผิวแห้งกร้าน ลอก ในที่สุด

• ปัจจุบันที่การนำ urea มาผสมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ครีม, โลชั่น, โฟม, อิมัลชั่น ประมาณ 5-20%

รายงานผลข้างเคียงจากการใช้น้อยมาก เรียกได้ว่าค่อนข้างปลอดภัย

ความเข้มข้นที่ต่างกันออกฤทธิ์ไม่เหมือนกัน

• หากต่ำกว่า 10% จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizing effect) จึงมักใช้ในพวกผิวแห้ง เช่น Xerosis, Ictyosis, Atopic dermatitis, Psoriasis
• หากเกิน 10% ขึ้นไป จะออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic effect) มักใช้ในรอยโรคผิวหนังที่หนา เช่น Psoriasis ที่เป็นเยอะ หรือ ใช้กับที่เล็บ, รักษาหูด, ตาปลา ส้นเท้าหนาแตกด้าน

ดังนั้น การที่ครีมบางชนิดมี ความเข้มข้นมากขึ้นไม่ได้แปลว่าจะต้องดีกว่าเสมอไป ควรเลือกให้ถูกวัตถุประสงค์ เช่น หากนำ 20% มาใช้กรณีผิวแห้ง ก็อาจทำให้รอยโรคแย่ลงได้จากการผลัดลอกเซลล์ผิวมากขึ้นกว่าเดิม

ครีมยูเรียสามารถใช้ทาเดี่ยว ๆ เพื่อรักษาโรคทางผิวหนัง หรือทาเพื่อเพิ่มการดูดซึมของยาตัวอื่นได้

เช่น
• 10% urea ร่วมกับ hydrocortisone หรือ betamethasone-17-valerate ในการรักษาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
• 10% urea ร่วมกับ 1% hydrocotisone, 2% salicylic acid ในการรักษาโรคผิวแห้ง Ictyosis vulgaris
• 10-40% urea ร่วมกับ dithranol หรือ bifonazole ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
• 40% urea ร่วมกับ 1% fluconazole ในการรักษาเชื้อราที่เล็บ

สรุปยูเรียถึงแม้จะค่อนข้างปลอดภัยไม่ค่อยมีรายงานผลข้างเคียง แต่มีข้อควรระวัง

• ใช้กับโรคผิวหนังเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวและช่วยให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออก ไม่ควรซื้อมาทาเล่นโดยไม่มีข้อบ่งชี้
• ระคายเคืองได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการทาในที่ผิวบอบบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก อวัยวะเพศ รวมทั้งใบหน้า ยกเว้นหากรอยโรคหนาที่หน้าอาจใช้ได้ชั่วคราว และควรใช้ความเข้มข้นต่ำ ไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องนาน และหยุดทาเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว
• หญิงตั้งครรภ์ เลี่ยงการทาบริเวณหน้าอก ป้องกันเวลาลูกกินนม เพราะยังไม่มีรายงานชัดเจนถึงความปลอดภัยในระหว่างให้นมบุตร
• หลีกเลี่ยงการทาในแผลเปิด
• บางรายสามารถแพ้ยูเรียได้ หากใช้แล้วมีผื่นคัน หรืออาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

ครีมยูเรีย ประโยชน์มากมายและใช้ได้ผลค่อนข้างดี แต่หากใช้ไม่ถูกวิธีก็เกิดผลเสียตามมา โรคผิวหนังนั้นอาจแย่ลง ก่อนซื้อมาใช้เองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอว่ารอยโรคนั้น ๆ มีข้อบ่งชี้สำหรับครีมยูเรียหรือไม่ อย่าลืมว่า..เหรียญมีสองด้านนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี

——————————————

Reference
Topical urea in skincare: A review
Dermatilogy Therapy 2018; e12690.

——————————————

อ่านบทความที่ www.helloskinderm.com

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

มีสิวที่หลังต้องอ่าน เรียนรู้ทางแก้ด้วยตัวเอง

Picture was licensed by Freepik

⭐️ ทุกคนอยากมีแผ่นหลังที่ขาวเนียนใสกันทั้งนั้น

⭐️ เชื่อว่าหลายคนอาจเคยประสบปัญหาโลกแตก สิวที่หลัง ลำตัว หรือ ช่วงอกที่รักษาไม่หายสักที

⭐️ โพสนี้จะมาเล่าให้ฟังว่า สิวที่ลำตัว (Truncal acne) คืออะไร มีวิธีการรักษาอย่างไร แตกต่างจากสิวที่หน้าหรือไม่

🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩


มาดูข้อเท็จจริงกัน

ต้องบอกก่อนว่า “Truncal acne” ใช้เรียกกรณีเป็นสิวที่ลำตัว ไม่ว่าเป็นส่วน หลัง แขน หน้าอก (ที่ไม่ใช่ สิวที่ใบหน้า) ซึ่งมีความ แตกต่างจากสิวที่หน้าบ้างในบางประเด็น

1️⃣ คนเป็นสิวที่หน้า มักมีสิวที่ลำตัวร่วมด้วยประมาณ 50% แต่มีส่วนน้อยที่อาจมีสิวที่ลำตัวโดยไม่มีสิวที่หน้า

2️⃣ สาเหตุการเกิดสิวที่ลำตัว คล้ายกับ สิวที่หน้า ได้แก่
🦠 แบคทีเรีย C.acne (ชื่อเดิม P.acne)
🦠 ฮอร์โมนเพศ จึงพบบ่อยในวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่น
🦠 กรรมพันธุ์
🦠 ความเครียด

3️⃣ คนเป็นสิวที่หลัง แม้จะพบไม่บ่อย แต่แนวโน้ม มักมีอาการรุนแรงกว่า เป็นตุ่มหนองที่อักเสบเยอะกว่า และมีโอกาสเกิดร่องรอย หลุมสิว หรือแผลเป็นนูนตามมาได้มากกว่า และรักษาให้หายขาดได้ยากกว่าสิวที่หน้าเพราะเหตุผลคือ

🦠 เป็นบริเวณที่มองไม่เห็น ทำให้อาจทายาไม่ทั่วถึง
🦠 เป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีข้อจำกัดของการทายา เช่น
❌ แสบระคายเคืองจากการทายาปริมาณมาก
❌ ยาบางตัวเช่น benzyl peroxide อาจทำให้กัดสีเสื้อ หรือ ผ้าปูที่นอนตอนนอน เกิดการด่างได้
🦠 เป็นบริเวณที่เกิดสิวอุดตันและอักเสบได้บ่อย เพราะมีการเสียดสีกับเสื้อผ้า, ที่นอน, เส้นผมโดยเฉพาะคนผมยาว
🦠 เป็นบริเวณที่เกิดการระคายเคืองได้บ่อย จากเหงื่อหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย
🦠 เป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เหงื่อเยอะ จึงมีโอกาสเกิดสิวจากเชื้อราร่วมด้วยได้บ่อย
🦠 ลำตัวเป็นบริเวณที่ผิวหนังมีความหนากว่าที่หน้า ทำให้การตอบสนองต่อการทายาไม่ดีเท่าที่ควร

————————————————

ดังนั้น หากเราทราบดังนี้แล้ว มาดูกันว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

📌 ลดการระคายเคืองและเสียดสี
▫️สวมเสื้อผ้าไม่รัดแน่น เนื้อผ้าไม่หยาบกระด้าง แนะนำผ้าคอตตอนหรือลินิน จะช่วยระบายอากาศได้ดี ลดการอับชื้น
▫️หลีกเลี่ยงการขัด ถู สครับผิวด้วยความแรง บางคนใช้ครีมหรืออุปกรณ์สครับผิวเพื่อหวังลดสิวอุดตัน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ควรทำเพราะเป็นความเข้าใจที่ผิด
▫️หลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบสิว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อ และเกิดรอยดำ แผลเป็นนูนตามมาได้

📌 ทำความสะอาดผิวกายอย่างถูกวิธี
▫️อาบน้ำด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน วันละ 2 ครั้ง
▫️อาจมากกว่านี้กรณีที่มีเหงื่อออกมาก หรือ หลังออกกำลังกาย
▫️ฟอกด้วยแชมพูที่ผสมยา สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ช่วยลดความมันและการติดเชื้อราที่รูขุมขนได้ เช่น Ketoconazole shampoo (Ketazon, Nizoral), Hibiscrub, Selenium sulfide (Selson), Sulphur soap (Harrogate soap)

📌 ทายารักษาสิว ที่ใช้ได้ คือ
▫️Salicylic acid (Lotion P)
▫️Benzyl peroxide 2.5-5% (Benzac) ทาทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วล้างออก ไม่แนะนำให้ทาทิ้งไว้เพราะระคายเคืองและอาจทำให้เสื้อผ้า ที่นอน ด่างได้
▫️ยาทากลุ่มวิตามินเอ (Topical retinoids) มักเกิดการระคายเคืองได้มาก เพราะต้องทาบริเวณกว้าง และการตอบสนองไม่ค่อยดีเท่าที่ควรเพราะผู้ป่วยมักทนผลข้างเคียงไม่ไหว แนะนำให้ใช้ตัวที่ระคายเคืองน้อย
อย่างไรก็ตามมีงานวิจัย RCT phase 3 ยาทาตัวใหม่ในกลุ่มนี้ได้ผลค่อนข้างดีในการใช้ทาสิวลำตัว คือ Topical trifarotene 50 ug/g ทาวันละครั้ง
▫️ยาทากลุ่ม azaleic acid (Skinoren)
▫️ยาทากลุ่ม dapsone 7.5% gel

🆘 ไม่แนะนำให้ใช้ยาทาฆ่าเชื้อสิวเดี่ยวๆ เช่น clindamycin/erythromycin/metronidazole lotion เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
🆘 ทาครีมบำรุงผิวร่วมด้วยเสมอ
🆘 สิวที่ลำตัว มักตอบสนองไม่ค่อยดีต่อการรักษาด้วยยาทาตามที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนใหญ่ไม่แปลกที่ผู้ป่วยจึงมักลงเอยด้วยการรักษาด้วยยารับประทานร่วมด้วย

————————————————

ถึงจุดนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนังร่วมดูแลค่ะ

📌 ยากิน
▫️ยารับประทานฆ่าเชื้อ ใช้ชนิดและขนาดเดียวกับการรักษาสิวที่หน้า
▫️ยารับประทานกลุ่มวิตามินเอ ใช้ขนาดเดียวกับการรักษาสิวที่หน้า ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้เหมือนสิวที่หน้า ได้แก้ severe nodulocystic acne, non responsive to topical agents
▫️ยากลุ่มปรับฮอร์โมน เช่น OCPs หรือ spironolactone ใช้เฉพาะรายที่มีภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนร่วมด้วยเท่านั้น

📌 รักษาผลแทรกซ้อนที่ตามมา
▫️รอยดำ อาจใช้ skinoren หรือ topical lightening agent
▫️แผลเป็นนูน คีลอยด์ มีการรักษาหลายวิธีขึ้นกับแพทย์พิจารณาการรักษาเป็นราย ๆ ไป

🌈 หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่ประสบปัญหาโลกแตกสิวที่ลำตัวไม่หายสักที ใครมีคำถามที่สงสัยถามไว้ในคอมเม้นต์ได้เลยค่ะ
🌈 แชร์เผื่อเพื่อนที่มีสิวอ่านด้วยนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เคล็ดลับการดูแลริมฝีปากให้นวลนุ่มน่าสัมผัส

💋💋💋💋💋💋💋💋💋💋💋💋

เราทุกคนล้วนอยากมีริมฝีปากที่นุ่มชุ่มชื้น ไม่มีขุย ไม่แห้งแตก ลองมาดูวิธีกัน

💯 ทาลิปบาล์มหรือลิปมอยส์เจอไรเซอร์ ก่อนนอน และ ทาบำรุงบ่อย ๆ ในระหว่างวัน โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาวหรือคนที่ทำงานในห้องแอร์

✔️ เลือกเป็นส่วนผสมที่ระคายเคืองน้อย ทำจากธรรมชาติ [รูป 2] และหากเป็นไปได้ควรเลี่ยงสารสังเคราะห์ หรือส่วนผสมที่อาจก่อความระคายเคืองได้บ่อย [รูป 3]
✔️ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้น หากพบมีอาการที่บ่งบอกถึงการระคายเคือง เช่น คัน แสบ แดง ออกร้อนบริเวณที่ทา
✔️ แนะนำชนิดที่ไม่มีน้ำหอม (fragrance free) เพื่อลดการระคายเคืองหรือผื่นแพ้สัมผัส

รูป 2
รูป 3

💯 หากริมฝีปากแห้งแตกและเป็นขุยมาก แนะนำลิปบาล์มที่เป็นเนื้อขี้ผึ้ง เช่น Petroleum jelly เพราะจะสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นและลดการระเหยน้ำออกจากผิวได้ดีกว่า

💯ปกป้องริมฝีปากจากแสงแดดด้วยลิปบาล์มที่ผสมสารป้องกันแสงแดดก่อนออกจากบ้าน

✔️ อย่างน้อย SPF 30 ขึ้นไป
✔️ มีส่วนผสมของ Titanium oxide และ/หรือ Zinc oxide
✔️ ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

💯 ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของริมฝีปาก

💯 ไม่กัด แทะ ฉีก เล็ม เลียริมฝีปาก บางท่านอาจเข้าใจว่าการเลียที่ริมฝีปากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ แต่ความจริงแล้วหลังจากที่น้ำลายระเหยไป จะทำให้ผิวบริเวณนั้นยิ่งแห้งแตกกว่าเดิม
ท่องไว้ว่า..หากรู้สึกริมฝีปากแห้ง ควรหยิบลิปบาล์มขึ้นมาทาทันที อย่าเลีย อย่าแกะ

💯 หลีกเลี่ยงการเจาะหรือติดริมฝีปากด้วยเครื่องประดับที่ทำจากโลหะ เพราะอาจเกิดการแพ้สัมผัส ระคายเคืองได้

💯 ใช้เครื่องทำความชื้น (Humidifiers) โดยเฉพาะช่วงเวลาอากาศแห้งในฤดูหนาว เพราะจะส่งผลให้ผิวแห้งได้

💯 หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์

💯 สามารถสครับหรือขัดริมฝีปากอย่างอ่อนโยน (เน้นว่าเบาและอ่อนโยน) อาจใช้ผลิตภัณฑ์สครับหรือแปรงสีฟันขนอ่อน ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้

💯 ช่วงที่ปากแห้งมาก ๆ ควรเลี่ยงอาหารพวกรสจัด ตระกูลส้ม เครื่องเทศ เพราะอาจทำให้ระคายเคืองเพิ่มขึ้นได้

สุดท้ายที่อยากฝากไว้ ภาวะปากแห้งแตกอักเสบอาจเกิดจากสาเหตุได้จากหลายอย่าง เช่น ผิวแห้ง ติดเชื้อ ภูมิแพ้ แพ้ยาสีฟัน ขาดวิตามินบางชนิดหรือผื่นแพ้แดดต่าง ๆ หากไม่แน่ใจแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมดูแลจะดีที่สุดค่ะ

หากมีคำถามที่อยากให้หาคำตอบมาให้ หรือใครมีประสบการณ์อยากร่วมแชร์ สามารถคอมเมนท์ในโพสนี้ได้เลยค่ะ หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ

Reference : เนื้อหาบางส่วนจาก American Academy of Dermatology, Dermatologist recommendation

When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.