Tag Archives: สิว

8 ข้อสรุปการดูแลปัญหาผิวจากอิทธิพลของฮอร์โมนและถุงน้ำรังไข่หลายใบ ‼️

ขอถือโอกาสพูดถึงความผิดปกติของผิวหนังที่พบได้ในโรคนี้สั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงลักษณะที่อาจจะมีความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย ที่ควรต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเพิ่มเติมนะคะ

1. ความผิดปกติของผิวหนังและเส้นผม

ในภาวะนี้เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายเป็นหลัก ทำให้เกิดสิว, ขนดก, ผมบาง และรอยคล้ำที่คอหรือซอกพับต่าง ๆ ตามมา นอกจากนั้นบางคนอาจมีความผิดปกติของประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอร่วมด้วย
• ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ภาวะนี้อาจส่งผลในเรื่องเมตาโบลิสม เช่น เบาหวาน อ้วน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ไขมันเกาะตับ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ในอนาคต
(ซึ่งในโพสนี้จะกล่าวถึงเฉพาะปัญหาทางผิวหนังเท่านั้น)

2. เรื่องสิว

มักรุนแรงและเรื้อรัง พบได้ทั้งที่เป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบ มักพบบริเวณใบหน้าครึ่งล่าง ตามแนวขากรรไกร คอ หน้าอก ท้อง หลังส่วนบน และพบว่าส่วนใหญ่มีหน้ามันร่วมด้วย หรือพบเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่ และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน
• ดังนั้น ใครมีสิวลักษณะดังกล่าวควรพบแพทย์เพื่อตรวจเรื่องฮอร์โมนหรือถุงน้ำรังไข่เพิ่มเติม และการรักษานอกจากยามาตรฐานแล้ว อาจต้องได้รับยาในกลุ่มฮอร์โมนเพิ่มเติม เช่น ยาคุมกำเนิด OCPs, ยาปรับฮอร์โมน เช่น Spironolactone, flutamide

3. ยาปรับฮอร์โมน

ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม เป็นยาที่ต้องควบคุมการใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง บางคนอาจมีข้อห้ามของการใช้ยา และอาจได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น หลอดเลือดดำอุดตันในอวัยวะต่าง ๆ, สมองขาดเลือด, โรคหัวใจ, มะเร็งเต้านม, เกลือแร่ผิดปกติจนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
• ดังนั้น ไม่แนะนำให้ซื้อรับประทานเอง และก่อนสั่งจ่ายยาเหล่านี้ควรพิจารณาให้ดีว่าจำเป็นหรือไม่ #เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของยาที่ผู้ป่วยได้รับ โดยให้พิจารณาการรักษาเป็นราย ๆ

4. เรื่องขนดก (Hirsutism)

พบได้ 60% แต่บางคนอาจไม่มีขนดกก็ได้ การรักษามีหลายวิธีที่มีงานวิจัยว่าช่วยได้ ได้แก่
• ยาปรับฮอร์โมน ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม (คล้าย ๆ รักษาสิว) แต่ขนาดการรักษาอาจแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์เป็นผู้พิจารณา
• ยา Metformin
• ยาทา Topical eflornithine hydrochloride ซึ่ง FDA-approved สำหรับการใช้รักษาภาวะขนดกที่หน้า

5. เลเซอร์กำจัดขน หรือ IPL

ยังมีข้อมูลวิจัยในกลุ่มคนที่เป็น PCOS ไม่มากนัก
• ดังนั้น หากใช้การรักษาด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปัญหากลับมาได้เหมือนเดิม ในปัจจุบันยังแนะนำให้รักษาด้วยยาปรับฮอร์โมน #ควบคู่ไปด้วยกันเสมอ

6. เรื่องอาหารและการควบคุมน้ำหนัก


• ในแง่รอยดำคล้ำ พบว่าช่วยได้ดี
• ในแง่ขนดก มีบางรายงานพบว่าการจำกัดแคลอรี่และการลดน้ำหนักลง 5% ใน 4 สัปดาห์ ช่วยให้ดีขึ้นได้ 30% แต่บางงานวิจัยพบว่าไม่ได้ผล อาจลองนำไปปฏิบัติและดูผลการตอบสนองเป็นรายไป
• ในแง่สิว พบว่าสิวดีขึ้นได้ถ้าหากควบคุมอาหารจำพวกที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น เพราะการเกิดสิวส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยระยะเวลาเห็นผลสิวยุบลงคือ ประมาณ 4-6 สัปดาห์

7. เรื่องคอดำรักแร้และข้อพับดำคล้ำ

หรือ เรียกว่า acanthosis nigricans พบว่าส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลินและน้ำหนักเกิน
• การรักษาหลัก คือ ลดน้ำหนัก ควบคุมระดับอินซูลินด้วยยาบางชนิด เช่น metformin, thiazolidinedione, octreotide
• กลุ่มยาทาอื่นเพื่อเสริมการรักษา เช่น
Oral isotretinoin 3 mkd
Fish oil 10-20 กรัมต่อวัน
Topical calcipotriene, retinoids, hydroquinone
Chemical peeling
Alpha lipoic acid
อย่างไรก็ตามพบว่า หากหยุดการรักษา ภาวะนี้มักกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

8. เรื่องผมบาง

อิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายจะทำให้ผมมีเส้นเล็กลง และปริมาณลดลงได้ ซึ่งปัญหานี้พบไม่บ่อยเท่าปัญหาอื่น แต่มีผลต่อสภาพจิตใจไม่น้อย การรักษาใช้ยาปรับฮอร์โมนเป็นหลัก เช่น ยาคุม OCPs, Spironolactone, Finasteride หรืออาจใช้ยาทาในกลุ่ม Minoxidil โดยแนะนำผู้ชาย 5% ผู้หญิง 2% ก็ได้ผลดี #แต่การตอบสนองต้องอาศัยระยะเวลาหลายเดือน
• ดังนั้น ต้องใจเย็นและหากหยุดยา ก็อาจกลับไปผมบางได้อีก

ภาวะ PCOS นอกจากจะมีปัญหาผิวหนังและเส้นผมตามข้างต้นแล้ว ยังอาจมีอาการอื่นได้อีก เช่น


• ประจำเดือนผิดปกติ
• ตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีถุงน้ำหลายใบในรังไข่
• เบาหวาน, ภาวะอ้วน
ซึ่งต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมและร่วมดูแลของแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เช่น หมอผิวหนัง หมอต่อมไร้ท่อ หมอสูตินรีเวช หมอมะเร็ง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต เช่น
• มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
• ความเครียดและซึมเศร้า
• ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ, โรคอัมพฤกษ์

หมอผิวหนังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลโรคนี้ และจะถือเป็นด่านแรก ๆ ก็ว่าได้ที่มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรค ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากพบความผิดปกติที่ไม่แน่ใจ ก็แนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Clin Cosmet Investig Dermatol 2018; 11: 407-413.
J Am Acad Dermatol 2014; 71: 859.e1-15.
Am J Clin Dermatol 2007; 8 (4): 201-219.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

เทรนด์รักษาสิวยุคใหม่

การรักษาสิว เหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายซะทีเดียว เพราะ Guideline ก็ส่วนหนึ่งที่ให้เรายึดตามแนวทาง แต่การปรับใช้กับคนไข้นั้นเป็นศาสตร์และศิลป์เพราะผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ปัจจุบันยารักษาสิวยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมไปจากเดิมเท่าไรนัก แต่แนวโน้มการรักษาก็จะประมาณนี้

1. ยาทากรดวิตามินเอ : ใช้ทุกรายหากไม่มีข้อห้าม หายแล้วยังแนะนำให้ใช้ต่อแบบห่าง ๆ ช่วยป้องกันได้
2. เบนซิลเปอออกไซด์ : ใช้ในสิวอักเสบจะดี ไม่ต้องใช้ทุกราย
3. กลุ่มฮอร์โมน : ได้ผลดีใน ผญ ที่มีลักษณะฮอร์โมนผิดปกติ
4. ยากินกรดวิตามินเอ : ยังไม่ปรับ Guideline แนะนำใช้เมื่อจำเป็น แนวโน้มมาทางใช้แบบ low dose
5. ยาฆ่าเชื้อกิน/ทา : ใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช้เดี่ยวๆ ลดเชื้อดื้อยา
6. ปรับพฤติกรรมการดูแลผิวที่เหมาะสม : ยืนหนึ่ง! ต้องปฏิบัติตัวควบคู่กับการรักษาด้วยยา
7. เลเซอร์และแสงรักษาสิว & ยากลุ่มใหม่ ๆ : รอติดตาม
8. ยาอื่น : ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาตามสภาพผิว บนพื้นฐานแนวทางรักษาที่ได้มาตรฐาน

หากใครเป็นสิวเรื้อรัง เป็นสิวไม่หายสักที แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมประเมินนะคะ หมอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ประสบปัญหาสิวค่ะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

รวบรวม Effaclar เพื่อนคู่ใจชาวสิว

อีกคำถามที่เจอบ่อยมากจากคนที่ประสบปัญหาสิวที่คอลมาปรึกษา คือ Effaclar ต่างกันอย่างไร ⁉️

หมอเลยสรุปมาเทียบให้ตามตารางนี้ค่ะ
เอาเป็นว่า ใครที่มีปัญหาไหนเด่น ก็ลองดูตามนั้น

1. กลุ่มสกินแคร์

K+ ▶️ เหมาะคนที่มีสิวอุดตันเป็นหลัก
Duo+ ▶️ เหมาะคนที่เยอะแยะไปหมด ทั้งสิวอักเสบ สิวอุดตัน รอยแดง รอยดำ ผิวมัน รูขุมขนกว้าง
MAT ▶️ เหมาะคนผิวมัน รูขุมขนกว้าง ไม่ค่อยมีสิว
Serum ▶️ เหมาะคนที่สิวอุดตันหนักมากไม่หมดสักที สิวอักเสบร่วมด้วย

2. กลุ่มล้างหน้า

ทั้งคู่เป็น Physiological pH, Soap-free
Gel ▶️ เหมาะผิว Acne-prone ที่ระคายเคืองง่าย
Micro-peeling ▶️ เหมาะผิวมัน มีสิวอุดตันและอักเสบ

อย่างไรก็ตาม การรักษาสิวตามแนวทาง คือ การรักษาด้วยยาเป็นหลัก ส่วนผลิตภัณฑ์ข้างต้นและเดอร์โมคอสเมติกส์ทั้งหลายถือเป็นการรักษาเสริมในการรักษาสิว เพื่อให้ประสิทธิภาพของการรักษาสิวดียิ่งขึ้นค่ะ

หากเป็นสิวเรื้อรัง สิวรุนแรง แนะนำพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาอย่างถูกวิธีนะคะ


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

6 วิธีเอาชนะสิวเครื่องสำอาง (Acne cosmetica)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิวชนิดนี้เกิดจากการอุดตันจากการมีเครื่องสำอางตกค้าง มักมีลักษณะเป็นสิวผดเล็ก ๆ บริเวณหน้าผาก แก้ม คาง มักเกิดอาการหลังใช้หรือเปลี่ยนเครื่องสำอางประมาณ 1-2 สัปดาห์ และอาการดังกล่าวมักดีขึ้นเมื่อหยุดใช้เครื่องสำอาง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ข้อห้ามของการแต่งหน้าในอนาคตนะคะ

แต่เราควรมีวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดการเกิดสิวตามมาได้หลายวิธี

  1. เลือกเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการอุดตันน้อย โดยมากมักระบุ oil-free, won’t clog pores, non-comedogenic
  2. ล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง เช้า ก่อนนอน ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน ปราศจากน้ำมัน และมีความสามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกโดยใช้ปลายนิ้วนวดวนที่ใบหน้าเบา ๆ และควรหลีกเลี่ยงการขัดสครับที่ผิวหน้า
  3. กรณีที่แต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนทำการล้างหน้าให้สะอาดอีก 1 ครั้ง
  4. การแต่งหน้าที่ถูกต้องควรแต่งเบา ๆ ด้วยแปรงแต่งหน้าที่มีขนนุ่ม เพื่อลดการระคายเคืองผิว
  5. ทำความสะอาดแปรงแต่งหน้าทุกสัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับผู้อื่น
  6. หากมีภาวะ Acne cosmetica ควรหยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด รักษาสิวให้หายก่อนด้วย Benzyl peroxide, Salicylic acid, Adapalene โดยส่วนมากมักดีขึ้น 4-8 สัปดาห์

❌❌❌ ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ควรหลีกเลี่ยง ❌❌❌

เนื่องจากมักก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขนและก่อสิวตามมา ได้แก่ lanolin, vegetable oils, pure chemical เช่น butyl stearate, lauryl alcohol, oleic acid, tars, chlorinated oils เป็นต้น

❤️ การล้างหน้าให้สะอาด ยังเป็นสิ่งที่หมอเน้นย้ำเสมอ
❤️ ผลิตภัณฑ์เช็ดล้างเครื่องสำอาง ยังคงแนะนำให้ใช้ในคนที่แต่งหน้าร่วมด้วยค่ะ

หากอาการดังกล่าวเป็นมากขึ้น ควรพบแพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธีนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine 7th edition
Dermatology 2013; 226(4): 337-41.
Arch Dermatol. 1972; 106(6): 843-850.
AAD.org
Picture was licensed by freepik


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เทคนิคการทาวิตามินเอไม่ให้หน้าลอก

(Updated May 23′ 2021)

ช่วงนี้มีเคสสิวมาปรึกษาค่อนข้างเยอะ และมีหลายคนที่ยังไม่เคยใช้ยาทากลุ่มวิตามินเอ ก็เลยทำรูปสรุปมาให้เก็บไว้ดูง่ายค่ะ เป็นเวอร์ชั่นอัพเดทจากอันเดิมสีเหลืองนะคะ มาเซฟไปใหม่นะ 🙂

🌟 วิธีการตามนี้

✔️ เริ่มทาที่ความเข้มข้นต่ำก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้น
✔️ เริ่มทาชนิดที่ระคายเคืองน้อยก่อน เช่น adapalene gel, tazarotene cream แล้วจึงปรับชนิดที่ระคายเคืองมากขึ้น เช่น tretinoin gel/cream
✔️ ทาปริมาณน้อย เท่าเมล็ดถั่วลิสง
✔️ เริ่มทา วันเว้นวัน นาน 2-4 สัปดาห์แล้วค่อยเพิ่มความถี่ในการทา หรืออาจเว้นห่างกว่านี้หากมีอาการระคายเคืองมาก
✔️ เริ่มการทาด้วยวิธี short contact คือ ทาทั่วหน้า 30-60 นาที แล้วล้างออก ในช่วง 4 สัปดาห์แรกของการเริ่มใช้ หรืออาจล้างเร็วกว่านี้หากมีอาการระคายเคืองมาก
✔️ ทาครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอ
✔️ ใช้ non-comedogenic moisturizer ร่วมด้วย
✔️ ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน

หากมีปัญหาแนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพิ่มเติมค่ะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

10 เรื่องเกี่ยวกับสิวที่อาจเข้าใจไม่ถูกต้อง

❌ เป็นสิวไม่ต้องรักษา ปล่อยให้หายเองก็ได้
✔️ สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ ควรรักษา ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา เช่น หลุมสิว แผลเป็น

❌ สิวเป็นปัญหาที่พบเฉพาะวัยรุ่น ในวัยผู้ใหญ่หรือวัยกลางคนไม่สามารถเป็นสิวได้
✔️ ปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวกับการเกิดสิว คือ ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งพบได้บ่อยในการเปลี่ยนแปลงช่วงวัยรุ่น ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้พบสิวในวัยรุ่นได้บ่อยกว่าวัยอื่น แต่วัยอื่นก็สามารถพบสิวได้เช่นกัน และหากพบมีสิวเกิดขึ้นในวัยกลางคนขึ้นไป อาจต้องทำการปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีสาเหตุใดที่ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนหรือไม่ เช่น ยา เนื้องอก ถุงน้ำรังไข่ และอื่น ๆ

❌ การเช็ดหนัาด้วยน้ำเกลือช่วยรักษาสิวได้
✔️ ยังไม่มีหลักฐานว่าการใช้น้ำเกลือเช็ดหน้า มีประโยชน์ในแง่เพื่อการรักษาสิว แนะนำให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดหรือใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม non-comedogenic

❌ คนเป็นสิวไม่ควรแต่งหน้า
✔️ การแต่งหน้าที่หนาและใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน อาจทำให้เกิดสิวจากการอุดตันรูขุมขนได้ แต่คนที่เป็นสิวไม่ได้เป็นข้อห้ามของการแต่งหน้า สามารถแต่งได้ แต่เลือกผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อการอุดตัน comedogenic score 0-2 {อ่านเพิ่มได้จากโพสก่อนหน้า} ช่วงที่เป็นสิวไม่ควรแต่งหน้าหนามาก และที่สำคัญควรล้างหน้าให้สะอาดและใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางด้วยเสมอ

❌ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้รักษาสิว ยิ่งราคาแพง ยิ่งเห็นผลการรักษาดี
✔️ ผลการรักษาดีหรือไม่ ไม่ขึ้นกับราคา แต่ขึ้นกับวิธีการรักษาที่ถูกต้อง และการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับชนิดของสิวที่เป็นอยู่

❌ คนเป็นสิวควรใช้อุปกรณ์หรือครีมผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วยเสมอเพื่อป้องกันการอุดตันรูขุมขน
✔️ คนเป็นสิวสามารถใช้ Chemical Exfoliants ได้ เช่น BHA และแนะนำมากกว่าการใช้วิธี Mechanical Exfoliants ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ล้างหน้าต่าง ๆ เพราะจะก่อการระคายเคืองและทำให้สิวอักเสบมากขึ้นได้ ถ้าหากใช้อุปกรณ์เหล่านี้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

❌ นอนหมอนสกปรก ทำให้เป็นสิวได้
✔️ การเกิดสิวไม่ได้เกิดจากการนอนหมอนสกปรก {ทบทวนกลไกการเกิดสิวได้จากโพสก่อนหน้า} แต่การที่ใบหน้าสัมผัสสิ่งสกปรก อาจทำให้สิวเกิดการอักเสบติดเชื้อแทรกซ้อนตามมาได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้รักษาความสะอาดด้วยเสมอ

❌ คนเป็นสิว ไม่ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์และครีมกันแดด
✔️ คนที่เป็นสิวมักมีผิวที่ค่อนข้าง sensitive และยิ่งหากใช้ยารักษาสิวร่วมด้วย จะยิ่งทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและไวต่อแสงแดดง่ายขึ้น สิ่งที่แนะนำคือ ควรทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและครีมกันแดดเป็นประจำ โดยเลือก non-comedogenic, non-oily เช่น อาจใช้ในรูปแบบเจล เป็นต้น

❌ ยาสีฟัน สามารถใช้รักษาสิวได้ เพราะมีสารที่ช่วยฆ่าเชื้อและลดการอักเสบผสมอยู่
✔️ ถึงแม้ส่วนผสมในยาสีฟันอาจมีคุณสมบัติ anti inflammation, antibacterial ร่วมด้วยก็ตาม แต่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อใช้กับผิวที่ใบหน้า ดังนั้นอาจมีผลข้างเคียงตามมา เช่น ระคายเคือง เกิดสีผิวด่างหรือรอยดำผิดปกติได้ จึงไม่ควรนำยาสีฟันมาใช้แต้มสิว

❌ สิวทุกชนิดสามารถกดออกได้
✔️ การกดสิวเป็นวิธีที่ใช้รักษาสิวอุดตันเท่านั้น และควรต้องทำด้วยอุปกรณ์ที่มีความสะอาดและผู้มีความชำนาญอย่างถูกวิธี เพราะอาจมีผลแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ติดเชื้อ หลุมสิว แผลเป็น
ส่วนกรณีสิวอักเสบไม่ควรกด อาจใช้วิธีทายา หรือฉีดสิวร่วมด้วยในกรณีที่เป็นรุนแรง

หากมีคำถามที่อยากรู้คำตอบเพิ่มเติม สามารถถามในโพสนี้ได้เลย แล้วจะมาตอบนะคะ


▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Acne treament in OTC


8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาทารักษาสิวในท้องตลาด ‼️

ร้านขายยามียาทารักษาสิวบางชนิดที่หลายครั้งสามารถซื้อได้เอง แต่ แต่ แต่..รู้หรือไม่ว่าคุณใช้ยาเหล่านี้ถูกต้องหรือยัง ⁉️

1. ข้อแนะนำที่ยังคงเน้นย้ำเสมอ คือ
✔️ สิวเรื้อรังและรุนแรง แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อช่วยประเมินว่าใช่สิวหรือไม่, ใช้ยาถูกต้องแล้วหรือยัง, มีภาวะอะไรที่อาจก่อสิวซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เช่น ถุงน้ำรังไข่หรือเนื้องอกบางชนิด
✔️ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข้อบ่งชี้และข้อห้ามของยาทาสิวชนิดต่าง ๆ ให้ดี และแนะนำปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
✔️ ไม่ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

2. การรักษาสิวเบื้องต้นอันดับแรก..ต้องเช็คสิวของคุณก่อนว่าเป็นแบบไหน 3 กลุ่มนี้
🟠 กลุ่มสิวอุดตันหัวดำ/หัวขาว
🟣 กลุ่มสิวอักเสบตุ่มแดง
🟢 กลุ่มสิวอักเสบหัวหนอง ชนิดนี้แนะนำพบแพทย์

3. ลำดับต่อมาคือ รักษาตามลักษณะสิวที่เป็น
จึงไม่แปลกเลยถ้าหากกรณีเช่นคนที่เป็นสิวอุดตัน แต่บอกว่าขยันทายาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่สิวไม่หายสักที เพราะยาทาฆ่าเชื้ออาจจะไม่ใช่ยากลุ่มที่ช่วยเรื่องสิวอุดตันได้ดีเท่าที่ควร

4. หากคุณเป็นสิวอุดตันหัวดำหรือหัวขาว ที่ไม่รุนแรง
✔️ เน้นการล้างหน้าให้สะอาด และเลือกสกินแคร์ให้เหมาะ ลองอ่านเพิ่มเรื่อง comedogenic rating ในโพสก่อนนี้ได้ค่ะ
✔️ สามารถใช้ยาทาที่ช่วยเรื่องสิวอุดตันได้ดี เช่น
กลุ่มที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอหรืออนุพันธ์ของวิตามินเอรูปแบบเดี่ยว ๆ เช่น
🛑 Tretinoin รูปแบบครีม เช่น Retactnyl, Acnetin-A, หรือรูปแบบเจล Dermaklares จะระคายเคืองน้อยกว่า
🛑 Adapalene เช่น Differin
🛑 Isotretinoin เช่น Isotrex
อ่านเพิ่มเติมเรื่องการยาทากรดวิตามินเอในลิ้งค์นี้ค่ะ —> https://www.facebook.com/476743752739537/posts/966422940438280/
หรือยาทากลุ่ม BPO ก็ช่วยเรื่องสิวอุดตันได้เช่นกัน
✔️ การทายารักษาสิวอุดตัน อาศัยเวลาเป็นหลักเดือน อย่างน้อยก็ 3-6 สัปดาห์ ดังนั้นต้องใจเย็นกว่าสิวจะค่อย ๆ ดีขึ้น และกรณีสิวหัวขาวอาจใช้การกดสิวร่วมด้วยได้หากใช้ยาทาแล้วยังไม่ได้ผล

5. หากคุณมีสิวอุดตันร่วมกับสิวอักเสบ ที่ไม่รุนแรง
✔️ อาจปรับยาทาได้ 2 แบบ คือ
วิธีแรก :ใช้รูปแบบยาผสมของวิตามินเอกับตัวอื่น
🛑 Adapalene + BPO เช่น Epiduo
🛑 Retinoid + ATBs เช่น Isotrexin (Isotretinoin plus erythromycin), Aknemycin Plus (Tretinoin plus erythromycin), Treclin gel (Tretinoin plus clindamycin)
วิธีที่สอง : ใช้ยาทากลุ่มวิตามินเอดังข้อ 4️⃣ เน้นแก้ปัญหาสิวอุดตัน ร่วมกับเพิ่มยาทาในกลุ่ม BPO หรือ antibiotics เพื่อช่วยเรื่องสิวอักเสบ

6. หากคุณมีสิวอักเสบที่ไม่รุนแรง (ไม่เกิน 10 เม็ด)
✔️ ยาทาที่ช่วยลดการอักเสบของสิวได้ดี คือ ยาทากลุ่ม BPO โดยอาจเลือกเป็นตัวเดี่ยว ๆ หรือ ผสมกับอย่างอื่นก็ได้ เช่น
🛑 BPO เดี่ยว ๆ (อ่านต่อข้อ 7️⃣)
🛑 BPO + adapalene เช่น Epiduo
🛑 BPO + antibiotics เช่น Duac
✔️ หากเป็นสิวอักเสบรุนแรง แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อปรับการรักษาเพิ่มเติม เช่น ยารับประทานชนิดต่าง ๆ หรือการทำหัตถการบางชนิด

7. ยาทาในกลุ่ม BPO (Benzyl peroxide) ในท้องตลาดที่เป็นตัวยาเดี่ยว ๆ อย่างเช่น
🛑 Benzac
🛑 Dermaklares
🛑 Aknederm
🛑 Panoxyl
✔️ ใช้ในการรักษาสิวดื้อยาได้
✔️ ใช้เสริมการรักษายาทาสิวตัวอื่นได้
✔️ หากผิวระคายเคืองง่าย แนะนำเริ่ม ความเข้มข้นต่ำสุด คือ 2.5% ทาแล้วล้างออก เลือกรูปแบบwater-based ก็จะระคายเคืองน้อยกว่า เช่น
Benzac ซึ่งเป็น original brand หรือ
Dermaklares Aqua gel ก็เป็นอีกทางเลือกที่ราคาย่อมเยาว์ในคนที่มีงบประมาณจำกัด เป็นต้น

8. ยาทากลุ่ม antibiotics
ไม่แนะนำให้ใช้เดี่ยว ๆ นานเกิน 6-12 สัปดาห์ เนื่องจากทำให้เกิดการดื้อยาได้ สังเกตง่าย ๆ เช่น บางคนทายาฆ่าเชื้อคลินดามัยซินช่วงแรกได้ผลสิวยุบดี ต่อมาทาแล้วทำไมสิวไม่ยุบ
✔️ ลักษณะแบบนี้อาจต้องสงสัยภาวะสิวดื้อยาร่วมด้วย ซึ่งมักพบในคนที่มักซื้อยาฆ่าเชื้อตามร้านยามาแต้มสิว โดยไม่มีการรักษาสิวด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยอย่างถูกวิธี
✔️ หากสงสัยว่าสิวดื้อยาฆ่าเชื้อ ไม่ตอบสนองต่อยา แนะนำให้หยุดทายากลุ่มนี้ค่ะ และอาจใช้ยาทากลุ่ม BPO แทนได้ค่ะ

🐢🐢สุดท้ายนี้ หมอสรุปยาทารักษาสิวไว้ในตารางให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถคอมเม้นมาได้ หรือใครมีประสบการณ์รักษาสิวด้วยยาเหล่านี้ ก็สามารถมาเล่าสู่กันฟังได้ค่ะ

🐢🐢ที่สำคัญอีกอย่างคือ การรักษาสิวของแพทย์แต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันบ้างในการเลือกปรับใช้ยา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การรักษาและสภาพปัญหาสิวของคนไข้ จึงไม่ต้องกังวลใจถ้าหากหมอแต่ละท่านรักษาไม่เหมือนกัน

🐢🐢โพสนี้อยากเขียนเพื่อให้เข้าใจหลักการใช้ยาทาสิวเบื้องต้น และอย่างที่บอกว่าเป็นยา (ไม่ใช่สกินแคร์หรือเครื่องสำอาง) จึงย่อมมีผลข้างเคียงตามมาได้มากกว่าเสมอ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้อมาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ทำไมใส่แมสก์นาน ๆ แล้วสิวเห่อ

ช่วงเวลานี้เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องใส่แมสก์เวลาจะไปไหนมาไหน แต่เราทราบกันว่าจะต้องปฏิบัติตัวดูแลผิวอย่างถูกวิธีอย่างไรเพื่อลดโอกาสการเกิดผื่นแพ้หรือสิวจากการใส่แมสก์ (มีบทความแล้ว)

โดยวัตถุประสงค์ของโพสนี้ คืออยากเล่าให้ฟังว่า กลไกทำไมสิวจึงเกิดเห่อขึ้นมา แต่ยังคงเน้นย้ำเสมอว่าการใส่แมสก์นั้นมีเหตุผลเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรค และเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ที่ควรปฏิบัติ เมื่อเทียบกับเรื่องสิวค่ะ

รู้ไหมว่า..???

1️⃣ สิวจากการใส่แมสก์ อาจเกิดในคนที่ไม่เคยเป็นสิวมาก่อนในชีวิตก็ได้ ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมอยู่ดี ๆ ถึงเพิ่งจะมีสิวในตอนนี้

2️⃣ สิวจากการใส่แมสก์ อาจเกิดในคนที่กำลังรักษาสิวอยู่และสิวสงบดี เพราะสภาพแวดล้อมใต้แมสก์เปลี่ยนไป สิวจึงเห่อขึ้นได้ ฉะนั้น อย่าเพิ่งโทษว่าดื้อยาหรือยาไม่ได้ผล แนะนำให้ลองปรับที่การดูแลผิวก่อนเลยอันดับแรก

3️⃣ สิวจากการใส่แมสก์ อาจพบมีอาการคันร่วมด้วยได้ และหลาย ๆ คนจะมีหน้ามันมากขึ้น ฉะนั้น ถ้าคันก็อาจทานยาแก้คัน และอาจปรับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าหรือสกินแคร์เป็นกลุ่มที่ช่วยควบคุมความมันร่วมด้วย

4️⃣ มีงานวิจัยพบว่า การใส่แมสก์ต่อเนื่องเกิน 4 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป ทำให้อุณหภูมิผิวเพิ่มขึ้น และทุก ๆ 1°C ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ squalene ที่ผิวเพิ่มขึ้น และมีการหลั่งน้ำมันผิวมากขึ้น 10% ส่งผลให้สิวเห่อตามมาได้มากขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้น หากอยู่ในที่โปร่ง หรืออยู่บ้านคนเดียว #อาจเปิดแมสก์เพื่อระบายอากาศบริเวณผิวใต้แมสก์เป็นช่วง ๆ ก็ช่วยได้

5️⃣ นอกจากนั้น การใส่แมสก์ต่อเนื่องนาน ๆ จะทำให้ ความชื้นที่ผิวเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เซลล์ keratinocyte ที่ผิวและรูขุมขนบวมขึ้น จึงมีโอกาสเกิดรูขุมขนอุดตันและทำให้สิวเห่อตามมาได้อีกด้วย

6️⃣ สิวที่เกิดจากการใส่แมสก์ มักเป็นสิวอุดตันหรือตุ่มแดง ไม่ค่อยพบว่าเป็นสิวที่อักเสบนูนแดงรุนแรง ยกเว้นในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา

7️⃣ สิวจากการใส่แมสก์ มักเป็นที่บริเวณแก้มและจมูกเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นบริเวณสัมผัสแมสก์ แต่มักจะไม่พบบริเวณหน้าผาก ใต้คาง หรือคอ

8️⃣ สิวจากการใส่แมสก์ อาจเกิดหลังจากใส่แมสก์ไปแล้วเป็นเดือน – หลายเดือน จนบางครั้งเราอาจไม่นึกว่าเป็นจากการใส่แมสก์ บางทีมีอาการคันร่วมด้วยนึกว่าแพ้จึงไปซื้อยาสเตอรอยด์มาทา ก็อาจทำให้สิวยิ่งเห่อหนักขึ้นไปอีก

การใส่แมสก์ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อยากให้ละเว้น แต่เรามีวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดความรุนแรงของการเกิดสิวได้ และหากสิวเห่อแล้ว ก็มีวิธีรักษาดูแลได้เช่นกัน ดังนั้น อย่ากลัวการใส่แมสก์เลยนะคะ

หากไม่แน่ใจว่าคุณเป็นผื่นแพ้หรือสิวจากการใส่แมสก์ แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางช่วยตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References:

Increased flare of acne caused by long-time mask wearing during COVID-19 pandemic among general population.
Dermatol Ther. 2020 Jul;33(4):e13704.

Seasonal aggravation of acne in summers and the effect of temperature and humidity in a study in a tropical setting. J Cosmet Dermatol. 2019 Aug;18(4):1098-1104.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เรื่องน่ารู้ของ Benzoyl peroxide ‼️

สาวกสิวทั้งหลายน่าจะมีน้อยคนที่ไม่รู้จักยารักษาสิวตัวนี้ ปัจจุบันการหาซื้อตามร้านขายยานั้นทำได้ง่ายมาก
โพสนี้ หมออยากจะขอแชร์ความรู้เกี่ยวกับยาตัวนี้ให้ทุกคนได้รู้ ก่อนจะตัดสินใจซื้อมาใช้ด้วยตัวเอง

1 🛑 BPO ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อสิว และลดการอุดตันรูขุมขน ดังนั้นจึงสามารถ ใช้รักษาได้ทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตัน

2 🛑 BPO สามารถใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับยาทารักษาสิวอื่นได้ เช่น ยาทาเรตินอยด์ หรือ ยาทาฆ่าเชื้อสิว

3 🛑 BPO ยัง สามารถใช้ต่อในระยะยาวหลังจากที่สิวหายแล้ว
เพื่อช่วยลดการเกิดสิวกลับมาใหม่ โดยมีงานวิจัยว่าใช้ได้ผลทั้ง 2.5 และ 5% ดังนั้น ให้เลือกตามสภาพผิวแต่ละบุคคล

4 🛑 ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยา
ต่างกับกลุ่มยาทาฆ่าเชื้อซึ่งไม่แนะนำให้ทาตัวเดียวเพราะเกิดเชื้อดื้อยาได้บ่อยมาก

5 🛑 หลังเริ่มรักษา พบว่า สิวจะเริ่มดีขึ้นช่วง 10-12 สัปดาห์
ดังนั้น ควรใจเย็นเพราะการรักษาสิวต้องใช้เวลา

6 🛑 การใช้ 2.5-5% BPO ช่วยลดการสร้างน้ำมันที่ผิวได้
ส่วนความเข้มข้นที่มากกว่านี้ มีบางรายงานพบว่าผิวมันมากขึ้นประมาณ 20% จากผลการลดการอุดตันของต่อมไขมัน ทำให้บางคน อาจมีหน้ามันจากการหลั่งน้ำมันออกมาที่ผิวได้มากขึ้นหลังจากใช้ไป 1-2 เดือน ดังนั้นอาจปรับลดความเข้มข้นลง

7 🛑 BPO สามารถทำให้เกิดการแพ้ได้
ดังนั้นหากใครใช้แล้วมีอาการผื่นคัน ลมพิษ บวมแดง หายใจไม่สะดวก หน้ามืดวิงเวียน ควรหยุดใช้และไปพบแพทย์ และแจ้งแพทย์ก่อนรักษาสิวทุกครั้งเนื่องจากเป็นยาที่ใช้บ่อยมากในรักษาสิว

8 🛑 อย่าสับสนกับอาการ ระคายเคืองจากการใช้ยาในขนาดสูง หรือความเข้มข้นมากเกินไป ซึ่งจะมีอาการแสบแดง คัน ผื่นลอก มีขุย ซึ่งหากมีอาการรุนแรงก็อาจพบมีอาการหน้าบวมได้

9 🛑 ดังนั้นหากใช้แล้วเริ่มมีอาการแสบแดง
หรือมีผื่นซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการแพ้ หรือการระคายเคืองเนื่องจากการใช้ที่ไม่เหมาะสม ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังช่วยประเมิน

10 🛑 BPO สามารถ กัดสีเกิดการด่างได้
ควรระวังการใช้ทาบางบริเวณ เช่น ทาสิวที่หลัง อาจทำให้สีเสื้อผ้า หรือผ้าปูที่นอนมีรอยด่างได้

11 🛑 ในแง่การทาร่วมกับยาทาวิตามินเอ
▫️ควรหลีกเลี่ยงการทา BPO ร่วมกับ Tretinoin ในเวลาเดียวกัน อาจทำได้โดยทาสลับวัน หรือ แบ่งทาเช้าเย็น
▫️BPO สามารถทาพร้อม Adapalene ได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องการลดประสิทธิภาพอะไรค่ะ

12 🛑 BPOในท้องตลาดมีหลายรูปแบบ
เพื่อช่วยให้สะดวกต่อการใช้มากขึ้น
ตัวอย่างยาที่พบบ่อย
✔️ Benzac : Benzoyl peroxide เดี่ยว ๆ
✔️ AkneDerm : Benzoyl peroxide เดี่ยว ๆ
✔️ Epiduo : Benzoyl peroxide + Adapalene
✔️ Duac : Benzoyl peroxide + Clindamycin
ดังนั้น ควรระวังการทายาซ้ำซ้อน เช่น
หากใช้ Benzac หรือ Differin อยู่แล้ว ไม่ควรทา Epiduo ซ้ำอีกในเวลาเดียวกัน
หรือหากใช้ Duac แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ClindaM ซ้ำอีกค่ะ

13 🛑 คำแนะนำในการทาสำหรับผู้เริ่มต้น
เพื่อลดการระคายเคือง แสบแดง แห้งลอก

✔️ เริ่มทาความเข้มข้นต่ำก่อน (2.5%) แล้วค่อยเพิ่มขึ้น (5%, 10%)
✔️ เริ่มทาบางบริเวณที่เป็นสิวก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มเป็นทั่วหน้า
✔️ เริ่มการทาด้วยวิธี short contact คือ ทาก่อนล้างหน้า 3-5 นาทีในช่วงสัปดาห์แรก หากทนได้ไม่มีปัญหาอะไร สามารถปรับเพิ่มเวลาได้มากขึ้นทุก ๆ สัปดาห์ แต่แนะนำไม่ควรทาทิ้งไว้เกิน 30-60 นาที เพื่อลดผลข้างเคียง (ข้อยกเว้นในบางสูตร มีการผลิตมาให้สามารถทาข้ามคืนได้)
✔️ สามารถล้างออกได้เร็วกว่านี้หากมีอาการระคายเคืองหรือแสบแดงมาก
✔️ ล้างหน้าให้สะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนสำหรับผิวที่เป็นสิว
✔️ ทาครีมกันแดดและมอยซ์เจอไรเซอร์ร่วมด้วยเสมอ

14 🛑 หากมีอาการผิดปกติอะไรหลังการทา BPO แนะนำให้หยุดยาและพบแพทย์

15 🛑 สุดท้ายที่อยากแนะนำทุกคน คือ หากเป็นสิวที่เรื้อรัง รุนแรง รักษาไม่หายสักที ผ่านการซื้อยาทาเอง หรือเปลี่ยนที่รักษาไปมานับไม่ถ้วน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีสาเหตุหรือภาวะผิดปกติอื่น ๆ ในร่างกายที่อาจก่อให้เกิดสิวเรื้อรัง และยังไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีหรือไม่

การรักษาสิวอย่างถูกวิธี ต้องใจเย็นและอดทน ทุกคนต้องผ่านช่วง 1-4 เดือนแรกที่อาจมีสิวเห่อขึ้นได้ แล้วทุกอย่างจะค่อยดีขึ้น การรักษาสิวนั้นไม่ง่ายซะทีเดียว แต่หมอเจี๊ยบเชื่อว่า หากทุกคนปฏิบัติตัวตามคำแนะนำและตั้งใจรักษาอย่างถูกวิธี การรักษาสิวสำหรับหมอแล้ว..ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ

หากชอบบทความนี้ และเห็นว่ามีประโยชน์ —> พิมพ์หัวใจ 💕💕💕 เพื่อนำไปปรับปรุงบทความถัดไปด้วยค่ะ

รออ่านภาคต่อไป —> รีวิวผลิตภัณฑ์ BPO

ปล. ขออนุญาตไม่ copy หรือดัดแปลงบทความเป็นของตัวเองโดยไม่ให้เครดิตทางเพจนะคะ 😊
▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References

Guidelines for the treat- ment of acne vulgaris 2016. Jpn J Dermatol 2016; 26: 1045–1086. (in Japanese)

Clinical efficacy and safety of benzoyl peroxide for acne vulgaris: Comparison between Japanese and Western patients.
Journal of Dermatology 2017; 44: 1212–1218

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.