หากจะไปเที่ยว..การแต่งตัวหรือการเลือกเสื้อผ้ากันแดดก็สำคัญ

🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅

อันดับแรก แนะนำให้ไปทบทวนบทความนี้ก่อนค่ะ

https://helloskinclinic.wordpress.com/2020/01/21/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%89/

🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥🧥

คราวนี้มาดูว่า ต้องแต่งตัวอย่างไร

🌈 เสื้อผ้าที่มีคอปก, แขนยาว, ขายาว และทำจาก sun protection fabric ยี่ห้ออะไรไม่สำคัญ แต่ขอให้มาตรฐานดี ๆ หน่อย ระวังมีโฆษณาเกินจริง

🌈 ระบุค่า UPF (UV protection factor) ยิ่งมากยิ่งกันได้ดี ความหมายคือ UPF50 ก็คือ รังสียูวีสามารถทะลุเสื้อผ้าได้ 1/50

🌈 หมวกปีกกว้าง กว้างขนาดไหนล่ะ คือต้องอย่างน้อยปีก 3 นิ้วรอบด้าน จึงจะปกป้องได้ทั้งหู คอ และหน้า ไม่ใช่เฉพาะแค่ด้านหน้า เพราะหลังคอก็ต้องดูแล ลองกลับไปอ่านบทความเรื่องคอเหี่ยวอีกรอบได้ค่ะ

🌈 สวนแว่นตากันแดด ช่วยได้นะ

🌈 ทาครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอ เพราะเสื้อผ้าไม่ได้กันได้ 100% โดยเฉพาะบริเวณนอกผ้า เช่น คอ หลังมือ โดยถ้าหากล้างมือแล้ว ก็ควรต้องทากันแดดใหม่นะคะ

When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist

บทความลิขสิทธิ์ Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

Novel therapy in acne

เดี๋ยวจะไปประชุมและดูงานที่เกาหลีเกี่ยวกับการรักษาสิวใหม่

ใครอยากรู้อะไรมาทิ้งคำถามไว้นะ เกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยสิ่งเหล่านี้ที่กำลังมาแรง
ดูข้อมูลคร่าว ๆ มาให้อ่านเป็นน้ำจิ้มกันก่อน

💭 Daylight photodynamic with ALA gel
อันนี้เด็กก็ใช้ได้ สำหรับคนไม่อยากกินยาฆ่าเชื้อและกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน

💭 Gold microparticle therapy
สำหรับสิวชนิดรุนแรง

💭 Oral supplement with myo-inositol
สำหรับคนไม่อยากกินยาคุมและยาฆ่าเชื้อ กลไก คือ ตัวนี้ช่วยลดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และลด insulin-resistance

💭 Probiotics
เสริมการรักษาอื่นเพื่อช่วยลดการอักเสบของสิว

💭 Clascosterone
เป็นยาทาในกลุ่ม Topical antiandrogen therapy กำลังอยู่ใน phase III trial

ใครอยากรู้ต้องรอติดตาม


When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist

Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

ซักประวัติโรคผิวหนังชาวต่างชาติอย่างไร

เมื่อคนไข้ชาวต่างชาติมาตรวจโรคผิวหนัง .. อย่าเพิ่งหนี เราต้องเผชิญหน้า.. ลุยยย!!!

คำที่คนไข้มักพูดเป็น Chief complaint มีอะไรบ้าง และเราต้องซักประวัติอะไรเพิ่มเติมบ้าง


👩‍⚕️What’s on his/her face?

สิว – Acne (คำนามนับไม่ได้)/ Pimples/ Zits
ฝ้า – Blemish, melasma
กระ – Freckles
จุดด่างดำ – Spots
ไฝ – Mole
แผล – Ulcer
รอยแผลเป็น – Scars
รอยตีนกา – Crow’s feet
ริ้วรอย – Wrinkles
รอยแดง – Red spot
น้ำเหลืองไหล – Oozing
ตุ่มน้ำ – Blistering
คัน – Itching

👩🏻‍⚕️: สิ่งที่ต้องซักประวัติเกี่ยวกับผื่นมีอะไรบ้าง

⭐️⭐️History of presenting complaint

💙 Onset: When did the skin problem start? Was the onset acute or gradual?

💙 Course – has the rash/skin lesion changed over time?

💙 Intermittent or continuous – is the skin problem always present or does it come and go?

💙 Duration of the symptom if intermittent – minutes/hours/days/weeks/months/years

⭐️⭐️ Location/distribution: Where is the skin problem? Number of lesions? Is it spreading?

⭐️⭐️ Precipitating factors – are there any obvious triggers for the symptom?

⭐️⭐️ Relieving factors – does anything appear to improve the symptoms (e.g. steroid cream)?

⭐️⭐️ Associated features – are there other symptoms that appear associated (e.g. fever/malaise)?

⭐️⭐️ Previous episodes – has the patient experienced this problem previously? When? How long for? Was it the same or different than the current episode?

⭐️⭐️ Previous or current treatment for this skin problem (did it work?): Prescribed medication Over the counter medication

⭐️⭐️ Contact history – has the patient been in contact with an infectious skin problem (e.g. chickenpox)?

⭐️⭐️ Sun exposure (including sunbed use) Important when considering skin cancer in the differential diagnosis Ask the patient about how their skin reacts to sun exposure to help determine their skin type (Fitzpatrick scale)

⭐️⭐️ หากผื่นนั้นมีอาการปวดร่วมด้วย สิ่งที่ต้องถามเพิ่มเติมคือ

Site – where is the pain?

Onset – when did it start? / sudden vs gradual?

Character – sharp / dull ache / burning

Radiation – does the pain move anywhere else?

Associations – other symptoms associated with the pain?

Time course – worsening / improving / fluctuating / time of day dependent

Exacerbating/Relieving factors – does anything make the pain worse or better?

Severity – on a scale of 0-10, how severe is the pain?

👩🏻‍⚕️ นอกจากนั้นประวัติในอดีตที่เกี่ยวกับโรคผิวหนังก็สำคัญนะคะ

✅ Skin disease

• Skin cancer

• Atopy – eczema / hay fever / asthma

• Other dermatological conditions

✅ Other medical conditions – many of which can have dermatological manifestations

• Diabetes – acanthosis nigricans / scleroderma diabeticorum / necrobiosis lipoidica diabeticorum Inflammatory bowel disease – pyoderma gangrenosum / erythema nodosum

👩🏻‍⚕️ อย่าลืมซักประวัติเรื่องยาด้วยนะคะ

Drug history

• Skin treatments – creams / ointments / UV therapy / antibiotics / biologics

• Regular medication – including length of treatment (paying particular attention to those started around the time of the skin problem)

• Antibiotics

• Over the counter drugs

• Cosmetics • Herbal remedies

👩🏻‍⚕️ ประวัติครอบครัวก็สำคัญนะจ๊ะ

Family history
• Skin conditions – e.g. psoriasis / hereditary hemorrhagic telangiectasia
• Skin cancer
• Atopy – eczema / asthma / hay fever


👩🏻‍⚕️ ผื่นบางอย่างก็สัมพันธ์กับหน้าที่การงานและอาชีพ ที่พักอาศัยรวมทั้งพฤติกรรมส่วนตัวต่างๆ ซักให้หมดค่ะ

Social history
• Occupation – Are the skin problems worse at work?
Do the skin problems improve when the patient is off from work?
Is the patient exposed to any skin irritants or other hazardous substances?

• Smoking – How many cigarettes a day? How many years have they smoked for?
• Alcohol – How many units a week? – type / volume / strength of alcohol
• Recreational drug use – e.g. cellulitis from IV drug injection sites

Living situation:

• Own home/care home – adaptations / stairs?
• Who lives with the patient? – is the patient supported at home?
• Any carer input? – what level of care do they receive?
• Any recent changes at home that could be related to skin problems (e.g. new detergent causing allergic reaction to clothing)

Activities of daily living:

• Is the patient independent and able to fully care for themselves?
• Can they manage self-hygiene/housework/food shopping?
• Travel history
Where did the patient travel to?
How long was the patient there?
Is the patient aware of any exposure to infectious disease?
• Sun exposure – was the skin problem worsened by sun exposure? (e.g. facial rash in lupus)

🏳️‍🌈 วันนี้รวบรวมมาได้เท่านี้ ไว้จะมาอัพเดทให้เรื่อยๆนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการดูแลคนไข้ในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การซักประวัติและตรวจร่างกายอาจต้องเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปขึ้นกับโรคที่เรานึกถึงค่ะ

When in doubt, Ask your Board-certified Dermatologist

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

[SkincareBattle] รีวิว Cosluxe WANDERLUST EYELINER

ตามคำเรียกร้องว่าอยากจะให้มา เล่าถึงผลิตภัณฑ์หรือ ทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับความสวยความงามและโรคผิวหนัง ที่มีประสบการณ์การทดลองใช้ ทดลองกินด้วยตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นของที่ใช้ประจำ หรือได้แซมเปิ้ลนุ่นนี่มาจากงานต่าง ๆ ทั้งข้อดีและข้อเสียในมุมมองของตัวเอง ซึ่งอาจจะเหมือนหรือต่างจากความเห็นของบางคน ก็สามารถมาแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ค่ะ
เพราะความสวยไม่เข้าใครออกใคร มาแบ่งปันกันนะ อยากให้เล่าถึงอะไรก็นำเสนอมาได้ค่ะ

🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹
ขอเริ่มโพสแรกด้วยสิ่งนี้เลย​ ตามคำแนะนำของน้องสาวคนสวยคนหนึ่งบอกมา ประกอบกับเห็นลดราคาเลยอดซื้อมาลองไม่ได้​ Eyeliner ของคนไทยแต่ผลิตที่เกาหลีที่ใคร​ ๆ​ ก็บอกว่าใช้ดีไม่แพนด้า​

“Cosluxe WANDERLUST EYELINER”
Waterproof
Anti-smudge
No panda
Fast drying

PRO

👍🏻สมคำโฆษณา​ เขียนง่าย​ แห้งเร็ว​ ไม่แพนด้าจริง​ ๆ​ แม้แต่วันที่เผลอหลับไม่อาบน้ำ​ ตื่นมายังติดอยู่ ไร้ซึ่งแพนด้าเลยจริง​ ๆ​ คือเริ่ดมากค่ะ
👍🏻เช็ดออกง่ายมาก​อย่างไม่น่าเชื่อ​ ทั้ง​ ๆ​ ที่ติดทนขนาดนี้​ ดีงามตรงที่ไม่ต้องถูเยอะ​ หนังตาจะได้ไม่เหี่ยวเร็ว
👍🏻ใช้เองไม่แพ้​ ไม่ระคายเคือง​ แต่เรื่องการแพ้เป็นเรื่องส่วนบุคคลบางคนใช้ไม่แพ้แต่คนอื่นอาจแพ้ก็ได้
👍🏻ราคาไม่แพง​ 259 บาท​ แต่แท่งนี้ซื้อตอนลดที่อีฟแอนด์บอย​เหลือ​ 199 บาท
👍🏻แพจเกจจับถนัดมือ

CONS

😢 กันน้ำยังไม่เป้ะเท่าไหร่​ ถ้าไปลงน้ำก็คงไม่เหมาะสม​ เหมาะกับ​ daily use มากกว่า
😢 สีดำไม่พีค​ ไม่ถูกใจเท่าไหร่​ เพราะเป็นคนชอบแต่งหน้าลุคเกาหลีกรีดอายไลเนอร์ดำสนิท​ หักคะแนนค่ะ

The Honest Review by
©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

–No sponsors–

แสงสีฟ้าฆ่าเชื้อสิวได้จริงหรือไม่

ที่มา https://doi.org/10.1016/j.jphotobiol.2019.111701

⭐️⭐️⭐️ Daily Pulsed Blue Light ⭐️⭐️⭐️

มีงานวิจัยที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง เพิ่งตีพิมพ์เกี่ยวกับแสงสีฟ้าในการฆ่าเชื้อ C.acne
สรุปว่า

🌈 Pulsed Blue Light 450 nm 3 ครั้งต่อวัน ทุก 3 ชั่วโมง (0, 3, 6 hr) ติดต่อกัน 3 วัน สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ C.acne ได้

🌈 จากการทดลองพบว่า Bacteria survival เป็น dose-dependent reduction โดยขนาดที่ทำให้ Bacteria survival ต่ำสุดคือ 20 J/cm2

🌈 ส่วนทางปฏิบัติในชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูต่อไป เพราะรายงานนี้เป็นข้อมูล in vitro studies

อ่านเพิ่มเติม https://doi.org/10.1016/j.jphotobiol.2019.111701

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

ในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 กำลังสร้างปัญหามากมายกับผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผิวระคายเคือง อักเสบ ผื่นแพ้ ความหมองคล้ำ ฝ้า กระและรอยด่างดำที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น นอกจากการป้องกันมลภาวะต่อผิวหนังแล้ว การล้างหน้าให้สะอาดจึงมีส่วนสำคัญมากไม่แพ้กันในแง่ของการขจัดสิ่งสกปรกไม่ให้ตกค้างต่อผิวหนัง

จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า การใช้เครื่องล้างหน้าหรือแปรงล้างหน้าไฟฟ้า (Electronic Cleansing Brush) มีความจำเป็นหรือไม่ และทำให้หน้าสะอาดขึ้นกว่าการล้างด้วยมือธรรมดาหรือเปล่า จึงได้ไปทำการรีวิวงานวิจัยต่าง ๆ และหาข้อเท็จจริงมาให้อ่านกัน

🌈 เทคโนโลยีของ Sonic technology brush ที่นำมาสร้างแปรงล้างหน้าไฟฟ้านั้น ได้คอนเซปมาจากแปรงสีฟันไฟฟ้า เริ่มคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2006 โดยหลักการทางฟิสิกส์ของการสร้างหัวแปรง 2 ชั้น โดยชั้นนอกทำให้เกิดการหมุนวนด้วย amplitude และ frequency ที่เหมาะสมจนเกิดแรงมากพอที่ทำให้ comedone และสิ่งสกปรกทั้งหลายหลุดออกมาจากรูขุมขน พูดง่าย ๆ ก็คือ คล้ายกับหลักการของ Mechanical Exfoliant นั่นเอง

🌈 มีหลายงานวิจัยที่ทำขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบการล้างหน้าด้วย Cleansing brush กับการล้างหน้าด้วยมือเปล่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทต่าง ๆ ที่ผลิตเครื่องมือเหล่านี้ออกมา ดังนั้น ควรมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ

⭐️ #ผลในด้านบวก

▫️การใช้ Cleansing brush ในกรณีที่มีการแต่งหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า และลดสิ่งตกค้างที่ผิวได้ดีกว่าการล้างด้วยมือเปล่า
▫️การใช้ Cleansing brush+ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า การใช้ Cleansing brush อย่างเดียว
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยลดการเกิดสิวอุดตัน สิวเสี้ยนได้
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้หน้าใสและริ้วรอยลดลงจากการที่ไม่มีสิ่งสกปรกตกค้างที่ผิว ส่งผลให้การทาครีมบำรุงผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่สร้างมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี 100% สำหรับมนุษย์ทุกคน

⭐️ #มีรายงานผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ Cleansing brush ซึ่งมักไม่ค่อยมีการเอ่ยถึง ได้แก่

▫️ผิวแห้งตึงจากการขาดน้ำ และเกิดริ้วรอยแห่งวัยตามมา
▫️ผิวระคายเคือง บวมแดง จากการใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม
▫️ผิวหนังอักเสบและมีการกำเริบของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น เซบเดิร์ม สิวอักเสบ ภูมิแพ้ผิวหนัง
▫️ผิวหนังติดเชื้อจากสิ่งสกปรกที่สะสมที่ขนแปรง

🌈 เมื่อมองในแง่ของหลักการผลัดเซลล์ผิวนั้น เราสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. Physical Exfoliants เช่น การขัดด้วยเครื่องมือ แปรง หรือสครับต่าง ๆ วิธีนี้อาจต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากการ overuse จะสามารถทำร้ายโครงสร้างผิวได้ง่าย เพราะการควบคุมแรงในการใช้นั้นค่อนข้างยาก
  2. Chemical Exfoliants เช่น การผลัดผิวด้วยสารผลัดเซลล์ผิว ที่นิยมผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องตลาดก็อย่างเช่น AHA, BHA, PHA วิธีนี้ก็ต้องระวังหากใช้สารที่มีความเข้มข้นหรือระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งความเห็นส่วนตัวชอบวิธี chemical มากกว่าเพราะเราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ขจัดสิ่งสกปรกเฉพาะเซลล์ผิวหนังกำพร้าที่ตายแล้ว โดยทำลายผิวที่ดีน้อยที่สุด

💦เมื่อมองอย่างเป็นกลางกับคำถามที่ว่า ใช้ Cleansing brush ดีไหม ?
คำตอบ คือ #โดยหลักการจัดว่าดี หากใช้แบบ Optimal amplitude and frequency range
💦แต่ถามว่าจำเป็นต้องมีไหม ?
คำตอบ คือ #ไม่จำเป็นสำหรับผิวของทุกคน

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

✅ ใช้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เฉพาะเวลาก่อนนอนก็เพียงพอ ครั้งละไม่เกิน 3-4 นาที
การใช้ทุกวันนั้นถือว่า Overuse กล่าวคือ บ่อยเกินไปสำหรับหลักการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี เนื่องจากจะทำลายชั้นไขมันตามธรรมชาติที่สร้างความชุ่มชื้นและปกป้องผิว (impair lipid barrier) และทำลาย pH balance ผลที่ตามมา คือ ผิวแห้งกร้าน ตึง เกิดความระคายเคืองง่าย มีการอักเสบตามมาในที่สุด

✅ ควรเช็ดและล้างเครื่องสำอางออกด้วย makeup remover ก่อนทำการล้างหน้าด้วย Cleansing brush เสมอ
เนื่องจากการไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนจะทำให้แปรงไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีที่ควร และยังเพิ่มโอกาสการระคายเคืองจากเครื่องสำอางที่อยู่บนผิวหน้าได้

✅ หลีกเลี่ยงการใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีอื่น เช่น scrub เม็ดบีด หรือสารผลัดเซลล์ในกลุ่ม chemical exfoliant เนื่องจากจะก่อความระคายเคืองมากเกินไป

✅ ควรใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่อ่อนโยน
โดยหลักการแล้วเครื่องมือนี้จะได้ผลดีหากใช้กับ cleanser ชนิด Foam แต่จะได้ผลน้อยกว่ากับ cleanser ชนิด cream, gel หรือ lotion
อันนี้เป็นเหตุผลส่วนตัวที่ไม่เลือกใช้แปรงล้าง เพราะต้องใช้กับ Foam cleanser แต่ขัดหลักการใช้คลีนเซอร์ที่ดีต่อผิวนั้นควรเป็นกลุ่ม Foam-free cleanser ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการดึงน้ำออกจากผิว และในระยะยาวส่งผลดีคือ ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดริ้วรอยก่อนวัย

✅ ทาครีมบำรุงผิวตามหลังการทำความสะอาดผิวด้วย Facial Cleansing Brush ทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดูดซึมสารต่าง ๆ

✅ เปลี่ยนหัวแปรงสม่ำเสมอ และทำความสะอาดให้ดีทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเพาะเชื้อโรคที่เกิดขึ้นได้ที่แปรงในทุกวัน

✅ หยุดใช้เมื่อมีสัญญาณของการทำร้ายผิว ได้แก่ แสบ แดง ลอก คัน

✅ เลี่ยงการใช้บริเวณผิวบอบบาง เช่น รอบดวงตา

✅ Facial Cleansing Brush ไม่เหมาะสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้

❌ ผิวบอบบาง sensitive skin
❌ หน้าแดง
❌ สิวอักเสบ
❌ ผิวหนังอักเสบทุกชนิด เช่น เซบเดิร์ม สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ผิวหนัง atopic
❌ ผิวไหม้แดด Sunburn
❌ ผิวหลังการทำเลเซอร์หรือทรีทเม้นท์ หัตถการต่าง ๆ

โดยสรุป

DERMATOLOGIST_RECOMMENDATION

👩🏻‍⚕️การล้างหน้าที่ดีที่สุด คือ การล้างหน้าให้สะอาดด้วย non-foaming cleanser โดยใช้น้ำสะอาด ไม่ใช้น้ำเย็นหรือน้ำร้อน ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง (ไม่เช็ดหรือถู) ตามด้วย alcohol-free toner เป็นอันจบพิธีก่อนทาครีมบำรุงผิว
👩🏻‍⚕️การใช้ Facial Cleansing Brush นั้น สามารถเลือกใช้ตามความสมัครใจ แต่ก็คงไม่จำเป็นถึงขนาดต้องมี เพราะตัวหมอเองก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันค่ะ ถ้ามีโอกาสได้ลองก็จะมาเล่าให้ฟัง
👩🏻‍⚕️ถ้าหากใครเป็นสาวกของแปรงล้างหน้าไฟฟ้า ลองดูว่าเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองหรือไม่ ใช้ให้ถูกวิธีตามหลักการ ไม่ควรเลือกตามเพื่อนบอกหรือคำโฆษณา
👩🏻‍⚕️ส่วนยี่ห้อไหนนั้น ประเด็นที่ต้องดูคือ ความนุ่มของแปรง การสะสมเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่ขนแปรง ความแรงที่ไม่มากเกินไป รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้อง maintenance ในการซื้อถ่าน ชาร์ตแบต เปลี่ยนหัวต่าง ๆ โดย ณ ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยเทียบชัดเจนว่ายี่ห้อไหนดีกว่ายี่ห้อไหนค่ะ คงต้องติดตามต่อไป

As always, when in doubt, Ask your BOARD-CERTIFIED DERMATOLOGIST

เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

การรักษา Oral hemorrhage ด้วย 5% transexamic solution ในผู้ป่วย SJS/TEN

ที่มา https://doi.org/10.1016/j.jaad.2019.06.1299

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ออนไลน์ใน JAAD ฉบับ https://doi.org/10.1016/j.jaad.2019.06.1299 ทำที่ Kings College Hospital ได้มีการใช้ก๊อซชุบ solution of 5% tranexamic มาประคบแผลเพื่อหยุดเลือดที่เกิดจากการมี #oral_hemorrhage ในผู้ป่วยแพ้ยารุนแรงชนิด SJS, TEN พบว่า
🌈 ได้ผลดีในการหยุดเลือดได้ และปลอดภัย ไม่พบผลข้างเคียงในแง่ของ thrombotic event จากการใช้ Topical transexamic acid

จากงานวิจัยนี้ แนะนำว่า อาจทำได้โดย เอา transexamic acid 500 mg vial ที่อยู่ในรูป IV form มาผสมกับ sterile water 5 ml จะได้ความเข้มข้นเป็น 5% solution พอดี

จากประสบการณ์ของตัวเอง ที่ผ่านมาใช้ ชนิดแคปซูล Transexamic (250 mg) 2 capsules แกะเอาผง มาผสมกับ sterile water 10 ml ประคบที่แผลประมาณ 10-15 นาที ก็ได้ผลดีเช่นกันค่ะ

ใครมีประสบการณ์วิธีอื่น_แบ่งปันได้เลย

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

มองผิวหนัง..ทะลุถึง Tuberous Sclerosis Complex

ที่มา Fitzpatrick 8th edition

เพียงเรามองหารอยโรคบางอย่าง จะเห็นว่าได้ข้อมูลของ Major และ Minor criteria มาหลายอย่างเลยทีเดียว

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง