เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “อายครีม & วิธีดูแลผิวรอบดวงตา”

Eye cream จำเป็นไหม ?

ใช้ครีมบำรุงผิวหน้าแทนได้รึเปล่า ?

ครีมบำรุงผิวหน้าที่เรามีอยู่ในกรุมากมาย สามารถใช้แทนอายครีมได้หรือไม่ ?

บางคนบอกว่า —> ต้องมี
บางคนบอกว่า —> ไม่จำเป็น

ขอแชร์บางมุมให้ทุกคนลองอ่านประกอบการตัดสินใจค่ะ

ผิวรอบดวงตา ผิวที่บอบบาง มีโอกาสระคายเคือง แห้ง และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ในบริเวณนี้ก็ควรต้องอ่อนโยนมาก ๆ

ส่วนผสมของ Eye cream ส่วนใหญ่แล้ว active ingredients จะไม่ต่างจากครีมบำรุงผิวหน้ามากนัก เพียงแต่จะผสมในความเข้มข้นที่น้อยกว่า ทั้งนี้เพื่อลดความระคายเคือง

ส่วนผสมของ Eye cream มักจะไม่มีน้ำหอม (Synthetic fragrance) เพราะถ้าพูดตรงไปตรงมาก็คือ ไม่ได้จำเป็น และยังเพิ่มโอกาสการแพ้และระคายเคืองได้มากขึ้นอีก

ส่วนผสมของ Eye cream มักจะไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองง่ายและอาจแพ้ได้

หากผิวรอบดวงตาบวมคล้ำจากการคั่งของน้ำและการไหลเวียนของเลือด

อาจสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยความเย็น ดังนั้นบางคนอาจเก็บครีมไว้ในตู้เย็น หรือใช้เจลเย็นประคบ ก็ช่วยทุเลาการบวมจากสาเหตุนี้ได้

หากผิวรอบดวงตาแห้งคล้ำและมีริ้วรอยที่เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ

โดยเฉพาะในคนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังและจมูก อาจบรรเทาได้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น Ceramide, hyaluronic acid และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา

หากผิวรอบดวงตามีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัย

ถ้าเป็นริ้วรอยเล็กน้อยอาจช่วยทุเลาได้ด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ เช่น Vitamin C, peptides, retinol หรืออาจใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพื่อดูดน้ำทำให้ผิวเต่งตึงอิ่มฟูก็สามารถทำให้ริ้วรอยลดลงได้ แต่หากเป็นริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อต้องแก้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์

หากผิวรอบดวงตามีความหมองคล้ำตามวัย

ควรเลือกสกินแคร์ที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสี เช่น niacinamide, vitamin C, kojic หรือส่วนผสมอื่น ๆ ลองกลับไปดูเนื้อหาส่วนผสมลดการสร้างเม็ดสีที่หมอเคยเขียนไว้

บางคนมีใต้ตาคล้ำจากโครงสร้างผิว

เช่น ที่มีไขมันน้อย หรือ โครงหน้าเบ้าตาที่ลึกโบ๋ ทำให้เกิดเงามืดจากแสง สาเหตุนี้ต้องแก้ด้วยการผ่าตัดหรือฉีดสารเติมเต็ม หรือปัญหาถุงใต้ตา การใช้ครีมก็อาจไม่ช่วยอะไร

การสูบบุหรี่ และ แสงแดด เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีริ้วรอยและรอยคล้ำรอบดวงตาได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยทั้งสอง

อายุที่เหมาะกับการเริ่มบำรุงผิวรอบดวงตา คือ 20 ปี โดยเน้นสกินแคร์เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นหลัก เช่น กลุ่มที่มีส่วนผสมของ hyaluronic acid, squalane, ceramide, glycerin

ประสิทธิภาพของ Topical Caffeine เรื่องช่วยเรื่องการหดตัวเส้นเลือดบริเวณรอบดวงตา เพื่อหวังผลลดการบวมคล้ำที่ใต้ตาได้นั้น ยังมีข้อถกเถียงในรูปแบบทา มีทั้งบอกว่าได้ผลและไม่ได้ผล ส่วนในรูปแบบ 3% Caffeine pad มีงานวิจัยบอกว่าได้ผลหลังจากแปะก่อนนอนติดต่อกัน 1 เดือน ก็ขึ้นกับวิจารณญาณส่วนบุคคลร่วมกับรอข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป

สรุปว่าอายครีมจำเป็นไหม ⁉️

ถ้าหากถามความเห็นส่วนตัวหมอคิดว่าคงไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องมีทุกคน …

เพราะหากเรามีครีมบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมที่อ่อนโยนตามข้างต้นอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาทาบาง ๆ รอบดวงตาได้เลย หากไม่มีปัญหาอะไร อาจจะไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเพิ่มก็ได้ค่ะ

แต่ถ้าหากใครที่อยากใช้อายครีมแยกหลอดเฉพาะเจาะจง หรือไม่สามารถใช้ครีมบำรุงผิวหน้าได้ ก็ลองมองหาอายครีมส่วนผสมที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดตามที่แนะนำไปค่ะ

หากไม่แน่ใจว่าคุณมีปัญหาผิวรอบดวงตาที่เกิดจากสาเหตุไหน ?

  1. ปัญหาริ้วรอยและหมองคล้ำจากวัย
  2. ปัญหาหมองคล้ำและริ้วรอยจากการขยี้ตาบ่อย ๆ เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง
  3. ปัญหาหมองคล้ำจากสีเข้มของเส้นเลือด
  4. ปัญหาเงามืดใต้ตา จากโครงสร้างใบหน้า
  5. ปัญหาหลาย ๆ อย่างรวมกัน

แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างตรงจุดนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Oral minoxidil ช่วยเรื่องผมบาง แต่บางคนอาจเกิดขนดกที่อื่นตามมา

รูปนี้น่าสนใจ นำมาจาก Journal of American Academy of Dermatology เลยอยากมาเล่าให้ฟังสั้น ๆ ค่ะ

Oral minoxidil เป็นยาที่ FDA-approved ในรักษา ภาวะความดันโลหิตสูง โดยขนาดยาที่ใช้คือ 10-40 มก/วัน และค่อย ๆ ปรับขึ้นได้ถึง 100 มก/วัน นอกจากนั้น ยังมีการนำมาใช้แบบ off-label ในการรักษาภาวะผมบางและปัญหาทางเส้นผมอื่น แต่กรณีนี้จะใช้ขนาดยาที่ต่ำลงมา คือ 0.25-5 มก/วัน เรียกว่า Low-dose oral minoxidil (LDOM)

มีการศึกษาที่เพิ่งตีพิมพ์ใน JAAD โดยทำการศึกษาในผู้ป่วย 105 คน ที่ใช้ LDOM ตั้งแต่ Jan 2019-June 2020 เพื่อรักษาภาวะผมบาง พบว่ามีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

• พบว่า ส่วนใหญ่ 90% เริ่มมีขนขึ้นมากกว่าปกติ หลังทาน LDOM ไปแล้วประมาณ 2-3 เดือน แต่บางคนอาจยาวนานได้ถึง 6 เดือนค่อยมีขนดกก็เป็นได้เช่นกัน

• พบว่า ยิ่งทาน dose สูงขึ้น ขนดกยิ่งเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

บริเวณที่มักมีขนขึ้นเยอะ ได้แก่
มากที่สุด ได้แก่ ขมับ และ ข้างแก้ม (70-80%)
รองลงมา คือ ต้นแขน, หนวด และเครา (30-50%)
พบไม่มาก คือ หน้าผาก, หว่างคิ้ว และแก้ม (5-20%)
ดังรูป

ส่วนใหญ่ขนขึ้นเยอะจากการทานยา minoxidil มักไม่ค่อยรุนแรง บางครั้งผู้ป่วยบางคนแทบไม่ได้กังวลใจด้วยซ้ำ

ในขณะบางคนก็อาจกังวล และได้รับการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น เลเซอร์กำจัดขน แว๊กซ์ โกน ครีมกำจัดขน ถอนขน ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามอะไร แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นการกำจัดขนเพียงชั่วคราว เพราะหากยังทานยาต่อก็อาจมีขนขึ้นมาใหม่ได้อีก

บางเคสลดขนาดยา minoxidil ก็ช่วยให้ภาวะขนดกนี้ดีขึ้นได้เช่นกัน แต่ก็มีส่วนน้อยที่ต้องหยุดทานยา (4%)

ดังนั้น ถ้าหากใครที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังและเส้นผม เพื่อให้คำแนะนำการรักษาขนที่ขึ้นเยอะจนอาจทำให้รำคาญใจ โดยที่อาจจะยังไม่จำเป็นต้องหยุดทานยาก็ได้ค่ะ

Reference:
Characterization and management of hypertrichosis induced by low-dose oral minoxidil in the treatment of hair loss.
https://www.jaad.org/article/S0190-9622(20)32594-9/fulltext

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

All About Acne : ตอบคำถามเรื่องสิวและการล้างหน้าด้วยอุปกรณ์ล้างหน้า

คลิปวิดิโอนี้รวบรวมคำถามที่คนเป็นสิวควรรู้ค่ะ ใครเป็นสิวลองดูนะคะ มีรายละเอียดตามนี้

  1. สิวเกิดจากอะไร
  2. สิวมีกี่แบบ ลักษณะแบบไหนเป็นสิวชนิดไหน
  3. ปัจจัยที่มีส่วนให้เกิดสิวมีอะไรบ้าง
  4. ทานอาหารแบบไหนที่ทำให้สิวขึ้น
  5. สิววัยรุ่น vs สิววัยผู้ใหญ่
  6. กดสิว ฉีดสิว ทำเองได้ไหม
  7. คนเป็นสิว ควรใช้สกินแคร์อะไรบ้าง
  8. สิวแบบไหนที่ควรต้องไปหาหมอ
  9. Cleansing gadget มีประโยชน์หรือไม่
  10. ใครควรใช้/ไม่ควรใช้ Cleaning gadget
  11. คนผิวระคายเคืองง่ายเหมาะ LUNA3 สีไหน
  12. How to เลือก Cleansing gadget ให้เหมาะ

ทั้งหมดอยู่ในคลิปนี้ 12 นาที

Disclaimer : Video Production by Foreo Sweden

Scurvy หรือ โรคลักปิดลักเปิด

ลักษณะทางผิวหนังอะไรที่ทำให้เราต้องนึกถึงภาวะขาดวิตามินซี ร่วมด้วย

• จุดเลือดออกรอบ ๆ รูขุมขน เรียกว่า perifollicular petechiae มักพบที่ขา เกิดจากเส้นเลือกเปราะบาง
• อาจคลำได้เป็นตุ่มที่บริเวณปากรูขุมขนเนื่องจากมี follicular hyperkeratosis
• เส้นขนมีการขดบิดเป็นเกลียว ที่เรียกว่า corkscrew hairs

นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจมีเลือดออกที่บริเวณอื่น เช่น

เหงือก : gingival bleeding
เล็บ : koilonychia and splinter hemorrhages
กระดูกและข้อ : painful hemarthrosis and subperiosteal hemorrhage
ตา : flame hemorrhages, cotton-wool spots, and retrobulbar bleeding into optic nerves, resulting in atrophy and papilledema

Scurvy เกิดจากการขาดวิตามินซี ซึ่งอาจเกิดจากกินได้ไม่พอ วิตามินซีพบมากในผักและผลไม้ ได้แก่ grapefruits, oranges, lemons, limes, potatoes, spinach, broccoli, red peppers, and tomatoes

วิตามินซี เป็น heat-sensitive ดังนั้นเมื่ออาหารมีการปรุงอาหารถูกความร้อนก็จะสลายไปได้

ปกติร่างกายมีวิตามินซีสะสม คือ 1500 mg ส่วนมากคนไข้มักเริ่มแสดงอาการเมื่อระดับวิตามินซีต่ำกว่า 350 mg

Risk factors ปัจจัยที่ทำให้เป็นโรค

ดื่มเหล้า
ทารกกินแต่นมวัว
ไม่กินผัก
สูบบุหรี่
ฟอกไต hemodialysis
ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ เช่น inflammatory bowel disease

การรักษา


▫️ เสริมวิตามินซีประมาณ 500-1,000 มก/วัน
▫️ รักษาสุขภาพ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
▫️ งด alcohol
▫️ หยุดสูบบุหรี่

โดยปกติ หากไม่ได้เป็นโรคนี้ ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการต่อวันคือ

เด็ก 45 มก/วัน
ผู้ใหญ่ (ชาย) 90 มก/วัน
ผู้ใหญ่ (หญิง) 75 มก/วเน
ให้นมบุตร 120 มก/วัน

หลังรักษา


• อาการทั่วไป หายใน ไม่กี่วัน
• เลือดออกที่ต่าง ๆ ดีขึ้นใน วัน- สัปดาห์
• ขนบิดเกลียว ใช้เวลานานหลายเดือนจึงจะดีขึ้น

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️


References
Maxfield L, Crane JS. Vitamin C Deficiency (Scurvy) [Updated 2019 Nov 19]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2020 Jan-.

NEJM May 2020

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Relizema เดอโมคอสเมติกส์ สำหรับผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและผิวแห้งคัน

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ A. Menarini ที่เชิญให้หมอได้เข้าร่วมพูดคุยเรื่อง “Atopic dermatitis” และเป็นส่วนหนึ่งในงาน Relizema Launch Symposium

งานนี้เป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับกลุ่มคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ หรือ โรคผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ Atopic dermatitis ที่ชื่อว่า “Relizema” ซึ่งเป็นเดอโมคอสเมติกส์กลุ่ม Skin barrier repair moisturizer อีกตัวที่น่าสนใจ

คุณสมบัติ

• ช่วยลดอาการคัน แสบแดงของผิวหนัง ที่เกิดจากกระบวนการอักเสบ
• ช่วยฟื้นฟูให้กำแพงผิวแข็งแรง
• ช่วย Maintaining & Restoring physiological skin barrier

ข้อบ่งชี้การใช้

• ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือผิวหนังอักเสบ Mild to moderate Atopic dermatitis and erythema
• ผื่นแพ้สัมผัสทั้งชนิด Allergic and irritant contact dermatitis

ส่วนผสมหลัก

1. Antioxidant
มี Furfuryl palmitate, vitamin E
ช่วยป้องกันการทำร้ายผิวจากสารอนุมูลอิสระ

2. Emollient
มี Glyceryl stearate, Hydrogenated palydecene, Ethylhexyl palmitate, Ricinus communist seed oil, vitamin F ester
ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับกลุ่ม atopic dermatitis

3. Humectant
มี Glycerin ช่วยดูดน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นผิวได้ดี

4. Occlusive
มี Dimethicone, Caster oil
ช่วยเคลือบผิว ลดการสูญเสียน้ำ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นผิว

แชร์ประสบการณ์

ช่วยลดอาการคัน แดง อักเสบของผื่นได้ดีมาก เนื้อครีมเข้มข้น ซึมเร็ว ไม่เหนียว สามารถทาเฉพาะบริเวณผื่นคัน หรือทาทั้งตัวในคนที่ผิวแห้งมากก็ได้ แนะนำว่าทาหลังอาบน้ำจะซึมได้ดียิ่งขึ้น
สามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป คนท้องใช้ได้
ใครสนใจลองสอบถามได้ที่ โรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์เฉพาะทางผิวหนังใกล้บ้าน

Disclaimer : A.Menarini Launch Product Event

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

8 ข้อสรุปการดูแลปัญหาผิวจากอิทธิพลของฮอร์โมนและถุงน้ำรังไข่หลายใบ ‼️

ขอถือโอกาสพูดถึงความผิดปกติของผิวหนังที่พบได้ในโรคนี้สั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงลักษณะที่อาจจะมีความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย ที่ควรต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเพิ่มเติมนะคะ

1. ความผิดปกติของผิวหนังและเส้นผม

ในภาวะนี้เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายเป็นหลัก ทำให้เกิดสิว, ขนดก, ผมบาง และรอยคล้ำที่คอหรือซอกพับต่าง ๆ ตามมา นอกจากนั้นบางคนอาจมีความผิดปกติของประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอร่วมด้วย
• ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ภาวะนี้อาจส่งผลในเรื่องเมตาโบลิสม เช่น เบาหวาน อ้วน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ไขมันเกาะตับ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ในอนาคต
(ซึ่งในโพสนี้จะกล่าวถึงเฉพาะปัญหาทางผิวหนังเท่านั้น)

2. เรื่องสิว

มักรุนแรงและเรื้อรัง พบได้ทั้งที่เป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบ มักพบบริเวณใบหน้าครึ่งล่าง ตามแนวขากรรไกร คอ หน้าอก ท้อง หลังส่วนบน และพบว่าส่วนใหญ่มีหน้ามันร่วมด้วย หรือพบเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่ และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน
• ดังนั้น ใครมีสิวลักษณะดังกล่าวควรพบแพทย์เพื่อตรวจเรื่องฮอร์โมนหรือถุงน้ำรังไข่เพิ่มเติม และการรักษานอกจากยามาตรฐานแล้ว อาจต้องได้รับยาในกลุ่มฮอร์โมนเพิ่มเติม เช่น ยาคุมกำเนิด OCPs, ยาปรับฮอร์โมน เช่น Spironolactone, flutamide

3. ยาปรับฮอร์โมน

ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม เป็นยาที่ต้องควบคุมการใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง บางคนอาจมีข้อห้ามของการใช้ยา และอาจได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น หลอดเลือดดำอุดตันในอวัยวะต่าง ๆ, สมองขาดเลือด, โรคหัวใจ, มะเร็งเต้านม, เกลือแร่ผิดปกติจนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
• ดังนั้น ไม่แนะนำให้ซื้อรับประทานเอง และก่อนสั่งจ่ายยาเหล่านี้ควรพิจารณาให้ดีว่าจำเป็นหรือไม่ #เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของยาที่ผู้ป่วยได้รับ โดยให้พิจารณาการรักษาเป็นราย ๆ

4. เรื่องขนดก (Hirsutism)

พบได้ 60% แต่บางคนอาจไม่มีขนดกก็ได้ การรักษามีหลายวิธีที่มีงานวิจัยว่าช่วยได้ ได้แก่
• ยาปรับฮอร์โมน ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม (คล้าย ๆ รักษาสิว) แต่ขนาดการรักษาอาจแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์เป็นผู้พิจารณา
• ยา Metformin
• ยาทา Topical eflornithine hydrochloride ซึ่ง FDA-approved สำหรับการใช้รักษาภาวะขนดกที่หน้า

5. เลเซอร์กำจัดขน หรือ IPL

ยังมีข้อมูลวิจัยในกลุ่มคนที่เป็น PCOS ไม่มากนัก
• ดังนั้น หากใช้การรักษาด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปัญหากลับมาได้เหมือนเดิม ในปัจจุบันยังแนะนำให้รักษาด้วยยาปรับฮอร์โมน #ควบคู่ไปด้วยกันเสมอ

6. เรื่องอาหารและการควบคุมน้ำหนัก


• ในแง่รอยดำคล้ำ พบว่าช่วยได้ดี
• ในแง่ขนดก มีบางรายงานพบว่าการจำกัดแคลอรี่และการลดน้ำหนักลง 5% ใน 4 สัปดาห์ ช่วยให้ดีขึ้นได้ 30% แต่บางงานวิจัยพบว่าไม่ได้ผล อาจลองนำไปปฏิบัติและดูผลการตอบสนองเป็นรายไป
• ในแง่สิว พบว่าสิวดีขึ้นได้ถ้าหากควบคุมอาหารจำพวกที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น เพราะการเกิดสิวส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยระยะเวลาเห็นผลสิวยุบลงคือ ประมาณ 4-6 สัปดาห์

7. เรื่องคอดำรักแร้และข้อพับดำคล้ำ

หรือ เรียกว่า acanthosis nigricans พบว่าส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลินและน้ำหนักเกิน
• การรักษาหลัก คือ ลดน้ำหนัก ควบคุมระดับอินซูลินด้วยยาบางชนิด เช่น metformin, thiazolidinedione, octreotide
• กลุ่มยาทาอื่นเพื่อเสริมการรักษา เช่น
Oral isotretinoin 3 mkd
Fish oil 10-20 กรัมต่อวัน
Topical calcipotriene, retinoids, hydroquinone
Chemical peeling
Alpha lipoic acid
อย่างไรก็ตามพบว่า หากหยุดการรักษา ภาวะนี้มักกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

8. เรื่องผมบาง

อิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายจะทำให้ผมมีเส้นเล็กลง และปริมาณลดลงได้ ซึ่งปัญหานี้พบไม่บ่อยเท่าปัญหาอื่น แต่มีผลต่อสภาพจิตใจไม่น้อย การรักษาใช้ยาปรับฮอร์โมนเป็นหลัก เช่น ยาคุม OCPs, Spironolactone, Finasteride หรืออาจใช้ยาทาในกลุ่ม Minoxidil โดยแนะนำผู้ชาย 5% ผู้หญิง 2% ก็ได้ผลดี #แต่การตอบสนองต้องอาศัยระยะเวลาหลายเดือน
• ดังนั้น ต้องใจเย็นและหากหยุดยา ก็อาจกลับไปผมบางได้อีก

ภาวะ PCOS นอกจากจะมีปัญหาผิวหนังและเส้นผมตามข้างต้นแล้ว ยังอาจมีอาการอื่นได้อีก เช่น


• ประจำเดือนผิดปกติ
• ตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีถุงน้ำหลายใบในรังไข่
• เบาหวาน, ภาวะอ้วน
ซึ่งต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมและร่วมดูแลของแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เช่น หมอผิวหนัง หมอต่อมไร้ท่อ หมอสูตินรีเวช หมอมะเร็ง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต เช่น
• มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
• ความเครียดและซึมเศร้า
• ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ, โรคอัมพฤกษ์

หมอผิวหนังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลโรคนี้ และจะถือเป็นด่านแรก ๆ ก็ว่าได้ที่มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรค ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากพบความผิดปกติที่ไม่แน่ใจ ก็แนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมนะคะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Clin Cosmet Investig Dermatol 2018; 11: 407-413.
J Am Acad Dermatol 2014; 71: 859.e1-15.
Am J Clin Dermatol 2007; 8 (4): 201-219.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

เทรนด์รักษาสิวยุคใหม่

การรักษาสิว เหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายซะทีเดียว เพราะ Guideline ก็ส่วนหนึ่งที่ให้เรายึดตามแนวทาง แต่การปรับใช้กับคนไข้นั้นเป็นศาสตร์และศิลป์เพราะผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ปัจจุบันยารักษาสิวยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมไปจากเดิมเท่าไรนัก แต่แนวโน้มการรักษาก็จะประมาณนี้

1. ยาทากรดวิตามินเอ : ใช้ทุกรายหากไม่มีข้อห้าม หายแล้วยังแนะนำให้ใช้ต่อแบบห่าง ๆ ช่วยป้องกันได้
2. เบนซิลเปอออกไซด์ : ใช้ในสิวอักเสบจะดี ไม่ต้องใช้ทุกราย
3. กลุ่มฮอร์โมน : ได้ผลดีใน ผญ ที่มีลักษณะฮอร์โมนผิดปกติ
4. ยากินกรดวิตามินเอ : ยังไม่ปรับ Guideline แนะนำใช้เมื่อจำเป็น แนวโน้มมาทางใช้แบบ low dose
5. ยาฆ่าเชื้อกิน/ทา : ใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช้เดี่ยวๆ ลดเชื้อดื้อยา
6. ปรับพฤติกรรมการดูแลผิวที่เหมาะสม : ยืนหนึ่ง! ต้องปฏิบัติตัวควบคู่กับการรักษาด้วยยา
7. เลเซอร์และแสงรักษาสิว & ยากลุ่มใหม่ ๆ : รอติดตาม
8. ยาอื่น : ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาตามสภาพผิว บนพื้นฐานแนวทางรักษาที่ได้มาตรฐาน

หากใครเป็นสิวเรื้อรัง เป็นสิวไม่หายสักที แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังร่วมประเมินนะคะ หมอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ประสบปัญหาสิวค่ะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อ เหล่านี้เราเรียกว่า Topical Antiperspirants

วันนี้ขอแชร์ตอนที่ 1 เกี่ยวกับ ไอเทมที่ช่วยในเรื่องการลดเหงื่อ
ส่วนตอนที่ 2 จะเล่าเรื่อง เหงื่อออกเยอะ สาเหตุ และการรักษาทุกวิธี ถ้าใครอยากรู้ก็มารอได้ค่ะ

กลไกก็คือ เวลาเราทาลงไปที่ผิว ก็จะเกิดการทำปฏิกิริยากับเหงื่อที่ขับออกมาจากท่อเหงื่อ เกิดเป็นก้อนโมเลกุลของเกลือชนิดหนึ่งแล้วก็ อุดที่บริเวณปลายท่อระบายเหงื่อส่วนตื้น ๆ ไว้

หลังจากนั้น พอร่างกายได้รับสัญญาณบอกว่าต่อมเหงื่อมีการอุดตัน ก็จะสั่งการให้ลดการสร้างเหงื่อให้น้อยลงตามมา

ส่วนใหญ่แล้วผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็จะค่อย ๆ หลุดสลายไปประมาณ 6-8 ชั่วโมงหรือเมื่อมีการชำระล้างออก

จริง ๆ แล้ว เราแบ่ง Topical antiperspirants ออกเป็น 2 เกรด คือ

1. Over-the-counter grade ที่ขายตามร้านยาหรือเค้าเตอร์แบรนด์ต่าง ๆ กลุ่มนี้ความเข้มข้นจะน้อยกว่า ระคายเคืองน้อยกว่า แต่ราคาอาจสูงเนื่องจากหลายปัจจัยทั้งด้านการโฆษณาหรือบรรจุภัณฑ์


2. Prescription grade ซึ่งต้องสั่งด้วยแพทย์ กลุ่มนี้ความเข้มข้นสูง ผลข้างเคียงก็จะมากขึ้นตามมา แต่ประสิทธิภาพการรักษาก็จะชัดเจนกว่า สามารถใช้รักษาโรค hyperhidrosis ที่รุนแรงได้ผลกว่ากลุ่มแรก

ดังนั้น หากใครที่ใช้กลุ่ม 1 แล้วไม่ดีขึ้น ก็แนะนำให้พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และพิจารณาเรื่องการรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วยค่ะ

เทคนิคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อนำมาฝาก

• เลือกซื้อให้ดีว่าเป็น antiperspirant (เพื่อลดเหงื่อและกลิ่นได้ด้วย) ไม่ใช่ deodorants (ลดกลิ่นแต่ไม่ช่วยลดเหงื่อ)

• วิธีการทาที่ได้ผล คือ ทาก่อนนอนดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่เหงื่อออกน้อย และในคนที่เหงื่อเยอะ อาจทาซ้ำตอนเช้าอีกรอบ

• ช่วงแรกอาจต้องใช้ทุกวัน สักระยะผ่านไปก็อาจสามารถลดความถี่ได้ เช่น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นกับความรุนแรงของแต่ละคน

• ทาลงบนผิวที่แห้ง เพื่อป้องกันการระคายเคือง และ ไม่จำเป็นต้องocclude ด้วยแผ่นฟิล์มอะไรเพิ่ม เพราะไม่ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น

• แบบ lotion หรือ cream จะเห็นผลดีกว่า แบบ stick หรือ roll-on

• สำหรับคนที่เหงื่อออกที่หนังศีรษะเยอะจนไหลย้อยมาที่หน้า แนะนำรูปแบบครีมทา ที่บริเวณไรผม (hairline)

• กรณีเหงื่อออกที่เท้าเยอะ แนะนำเป็นรูปแบบแผ่นเช็ด wipe หรือแบบสเปรย์ โดยให้สเปรย์ที่หลังเท้าและง่ามนิ้ว

• กรณีรักแร้ งดทาหลังวันที่ถอนขนอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพื่อลดการระคายเคือง

• ส่วนผสมที่ช่วยออกฤทธิ์ที่ใช้บ่อย ๆ


⭐️ Aluminium chloride hexahydrate 6.25-40%
แนะนำ 10-15% สำหรับรักแร้
และ 20-40% สำหรับมือและเท้า
ส่วนมาก OTC จะไม่ให้เกิน 12.5%
⭐️ Topical glycopyrrolate/glycopyronium 0.5-4%
⭐️ Aluminium zirconium trichlorohydrex
⭐️ Topical oxybutynin 3%

• ถ้าหากใครระคายเคืองเยอะ แนะนำดังนี้
▫️ ลดความเข้มข้น
▫️ ทาด้วยความถี่ห่าง ๆ
▫️ เลือกเบสเป็น salicylic gel base จะระคายเคืองน้อยกว่า aqueous alcohol
▫️ ทาทับด้วย moisturizer

เล่าประสบการณ์ส่วนตัว

⭐️ Kiehl’s Superbly Efficient Anti Perspirant & Deoderant cream ‼️
เป็น Aluminium chlorohydrate
ความจริงตัวนี้เคยรีวิวไปรอบหนึ่ง
เหตุผลที่ชอบตัวนี้เพราะ
เป็นเนื้อครีม ซึ่งได้ผลดีกว่ารูปแบบอื่นอย่างที่บอกไป
นอกจากลดเหงื่อและยังลดกลิ่นด้วย
มีผสมกรดผลไม้อ่อนๆ ผลัดเซลล์ผิวอ่อน ๆ ช่วยขาวใสเนียนเรียบ
มี witch hazel ช่วยชุ่มชื้นลดการระคายเคือง
ไม่มีกลิ่น ไม่ตีกับกลิ่นน้ำหอม

⭐️ Off Sweat – Antiperspirant wipe
ตัวนี้ลองใช้มาสักระยะ ต้องขอบคุณทางแบรนด์ที่ส่งมาให้เปิดประสบการณ์ค่ะ ตัวนี้เป็นแบบแผ่นเช็ด ตัวยา คือ Aluminium sesquichlorohydrate
มี chloroxylenol, Tea tree oil ช่วยลดกลิ่นกำจัดแบคทีเรีย แล้วก็มี lactic acid ผลัดเซลล์ผิว มีวิตามิน C, E ปรับสีผิวให้ขาวใส
เช็ดมือก็ได้ ช่วงไหนใส่คัชชูบ่อย ๆ ใช้เช็ดเท้าก็ดี

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
PR Gifted from Off SWEAT

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

สกินแคร์แต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร

ลองดูตามนี้คร่าว ๆ นะคะ

ส่วนการพิจารณาเลือกคงเป็นเรื่องของตัวบุคคล และขึ้นกับปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข เพราะปัญหาบางอย่างอาจต้องใช้ยาที่สั่งการรักษาด้วยแพทย์ บางอย่างสามารถใช้คอสเมติกส์ตามท้องตลาดก็เห็นผลได้ค่ะ

1. กลุ่มยา
ต้องสั่งจ่ายและควบคุมการใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง เพราะความแรงสูง ประสิทธิภาพดีที่สุด แต่ผลข้างเคียงตามมาก็มากเช่นกัน

2. กลุ่มเดอโมคอสเมติกส์
ประสิทธิภาพเกือบเท่าหรือบางตัวเทียบเคียงกลุ่มยา แต่ผลข้างเคียงน้อย ส่วนใหญ่มักมีจำหน่ายในโรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์เฉพาะทาง ปัจจุบันคนให้ความสนใจกลุ่มนี้มากขึ้น

3. กลุ่มคอสเมติกส์
กลุ่มนี้ปลอดภัย ใช้ได้ผล แต่ต้องยอมรับว่าไม่เท่า 2 กลุ่มแรก และสามารถหาซื้อได้ แต่มีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก แนะนำศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเลือกซื้อ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.