All posts by Warayuwadee Amornpinyo, M.D.

Dermatologist's Blog written by Warayuwadee Amornpinyo, M.D.

แสงสีฟ้าฆ่าเชื้อสิวได้จริงหรือไม่

ที่มา https://doi.org/10.1016/j.jphotobiol.2019.111701

⭐️⭐️⭐️ Daily Pulsed Blue Light ⭐️⭐️⭐️

มีงานวิจัยที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง เพิ่งตีพิมพ์เกี่ยวกับแสงสีฟ้าในการฆ่าเชื้อ C.acne
สรุปว่า

🌈 Pulsed Blue Light 450 nm 3 ครั้งต่อวัน ทุก 3 ชั่วโมง (0, 3, 6 hr) ติดต่อกัน 3 วัน สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ C.acne ได้

🌈 จากการทดลองพบว่า Bacteria survival เป็น dose-dependent reduction โดยขนาดที่ทำให้ Bacteria survival ต่ำสุดคือ 20 J/cm2

🌈 ส่วนทางปฏิบัติในชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูต่อไป เพราะรายงานนี้เป็นข้อมูล in vitro studies

อ่านเพิ่มเติม https://doi.org/10.1016/j.jphotobiol.2019.111701

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

ในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 กำลังสร้างปัญหามากมายกับผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผิวระคายเคือง อักเสบ ผื่นแพ้ ความหมองคล้ำ ฝ้า กระและรอยด่างดำที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น นอกจากการป้องกันมลภาวะต่อผิวหนังแล้ว การล้างหน้าให้สะอาดจึงมีส่วนสำคัญมากไม่แพ้กันในแง่ของการขจัดสิ่งสกปรกไม่ให้ตกค้างต่อผิวหนัง

จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า การใช้เครื่องล้างหน้าหรือแปรงล้างหน้าไฟฟ้า (Electronic Cleansing Brush) มีความจำเป็นหรือไม่ และทำให้หน้าสะอาดขึ้นกว่าการล้างด้วยมือธรรมดาหรือเปล่า จึงได้ไปทำการรีวิวงานวิจัยต่าง ๆ และหาข้อเท็จจริงมาให้อ่านกัน

🌈 เทคโนโลยีของ Sonic technology brush ที่นำมาสร้างแปรงล้างหน้าไฟฟ้านั้น ได้คอนเซปมาจากแปรงสีฟันไฟฟ้า เริ่มคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2006 โดยหลักการทางฟิสิกส์ของการสร้างหัวแปรง 2 ชั้น โดยชั้นนอกทำให้เกิดการหมุนวนด้วย amplitude และ frequency ที่เหมาะสมจนเกิดแรงมากพอที่ทำให้ comedone และสิ่งสกปรกทั้งหลายหลุดออกมาจากรูขุมขน พูดง่าย ๆ ก็คือ คล้ายกับหลักการของ Mechanical Exfoliant นั่นเอง

🌈 มีหลายงานวิจัยที่ทำขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบการล้างหน้าด้วย Cleansing brush กับการล้างหน้าด้วยมือเปล่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทต่าง ๆ ที่ผลิตเครื่องมือเหล่านี้ออกมา ดังนั้น ควรมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ

⭐️ #ผลในด้านบวก

▫️การใช้ Cleansing brush ในกรณีที่มีการแต่งหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า และลดสิ่งตกค้างที่ผิวได้ดีกว่าการล้างด้วยมือเปล่า
▫️การใช้ Cleansing brush+ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า การใช้ Cleansing brush อย่างเดียว
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยลดการเกิดสิวอุดตัน สิวเสี้ยนได้
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้หน้าใสและริ้วรอยลดลงจากการที่ไม่มีสิ่งสกปรกตกค้างที่ผิว ส่งผลให้การทาครีมบำรุงผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่สร้างมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี 100% สำหรับมนุษย์ทุกคน

⭐️ #มีรายงานผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ Cleansing brush ซึ่งมักไม่ค่อยมีการเอ่ยถึง ได้แก่

▫️ผิวแห้งตึงจากการขาดน้ำ และเกิดริ้วรอยแห่งวัยตามมา
▫️ผิวระคายเคือง บวมแดง จากการใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม
▫️ผิวหนังอักเสบและมีการกำเริบของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น เซบเดิร์ม สิวอักเสบ ภูมิแพ้ผิวหนัง
▫️ผิวหนังติดเชื้อจากสิ่งสกปรกที่สะสมที่ขนแปรง

🌈 เมื่อมองในแง่ของหลักการผลัดเซลล์ผิวนั้น เราสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. Physical Exfoliants เช่น การขัดด้วยเครื่องมือ แปรง หรือสครับต่าง ๆ วิธีนี้อาจต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากการ overuse จะสามารถทำร้ายโครงสร้างผิวได้ง่าย เพราะการควบคุมแรงในการใช้นั้นค่อนข้างยาก
  2. Chemical Exfoliants เช่น การผลัดผิวด้วยสารผลัดเซลล์ผิว ที่นิยมผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องตลาดก็อย่างเช่น AHA, BHA, PHA วิธีนี้ก็ต้องระวังหากใช้สารที่มีความเข้มข้นหรือระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งความเห็นส่วนตัวชอบวิธี chemical มากกว่าเพราะเราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ขจัดสิ่งสกปรกเฉพาะเซลล์ผิวหนังกำพร้าที่ตายแล้ว โดยทำลายผิวที่ดีน้อยที่สุด

💦เมื่อมองอย่างเป็นกลางกับคำถามที่ว่า ใช้ Cleansing brush ดีไหม ?
คำตอบ คือ #โดยหลักการจัดว่าดี หากใช้แบบ Optimal amplitude and frequency range
💦แต่ถามว่าจำเป็นต้องมีไหม ?
คำตอบ คือ #ไม่จำเป็นสำหรับผิวของทุกคน

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

✅ ใช้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เฉพาะเวลาก่อนนอนก็เพียงพอ ครั้งละไม่เกิน 3-4 นาที
การใช้ทุกวันนั้นถือว่า Overuse กล่าวคือ บ่อยเกินไปสำหรับหลักการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี เนื่องจากจะทำลายชั้นไขมันตามธรรมชาติที่สร้างความชุ่มชื้นและปกป้องผิว (impair lipid barrier) และทำลาย pH balance ผลที่ตามมา คือ ผิวแห้งกร้าน ตึง เกิดความระคายเคืองง่าย มีการอักเสบตามมาในที่สุด

✅ ควรเช็ดและล้างเครื่องสำอางออกด้วย makeup remover ก่อนทำการล้างหน้าด้วย Cleansing brush เสมอ
เนื่องจากการไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนจะทำให้แปรงไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีที่ควร และยังเพิ่มโอกาสการระคายเคืองจากเครื่องสำอางที่อยู่บนผิวหน้าได้

✅ หลีกเลี่ยงการใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีอื่น เช่น scrub เม็ดบีด หรือสารผลัดเซลล์ในกลุ่ม chemical exfoliant เนื่องจากจะก่อความระคายเคืองมากเกินไป

✅ ควรใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่อ่อนโยน
โดยหลักการแล้วเครื่องมือนี้จะได้ผลดีหากใช้กับ cleanser ชนิด Foam แต่จะได้ผลน้อยกว่ากับ cleanser ชนิด cream, gel หรือ lotion
อันนี้เป็นเหตุผลส่วนตัวที่ไม่เลือกใช้แปรงล้าง เพราะต้องใช้กับ Foam cleanser แต่ขัดหลักการใช้คลีนเซอร์ที่ดีต่อผิวนั้นควรเป็นกลุ่ม Foam-free cleanser ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการดึงน้ำออกจากผิว และในระยะยาวส่งผลดีคือ ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดริ้วรอยก่อนวัย

✅ ทาครีมบำรุงผิวตามหลังการทำความสะอาดผิวด้วย Facial Cleansing Brush ทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดูดซึมสารต่าง ๆ

✅ เปลี่ยนหัวแปรงสม่ำเสมอ และทำความสะอาดให้ดีทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเพาะเชื้อโรคที่เกิดขึ้นได้ที่แปรงในทุกวัน

✅ หยุดใช้เมื่อมีสัญญาณของการทำร้ายผิว ได้แก่ แสบ แดง ลอก คัน

✅ เลี่ยงการใช้บริเวณผิวบอบบาง เช่น รอบดวงตา

✅ Facial Cleansing Brush ไม่เหมาะสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้

❌ ผิวบอบบาง sensitive skin
❌ หน้าแดง
❌ สิวอักเสบ
❌ ผิวหนังอักเสบทุกชนิด เช่น เซบเดิร์ม สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ผิวหนัง atopic
❌ ผิวไหม้แดด Sunburn
❌ ผิวหลังการทำเลเซอร์หรือทรีทเม้นท์ หัตถการต่าง ๆ

โดยสรุป

DERMATOLOGIST_RECOMMENDATION

👩🏻‍⚕️การล้างหน้าที่ดีที่สุด คือ การล้างหน้าให้สะอาดด้วย non-foaming cleanser โดยใช้น้ำสะอาด ไม่ใช้น้ำเย็นหรือน้ำร้อน ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง (ไม่เช็ดหรือถู) ตามด้วย alcohol-free toner เป็นอันจบพิธีก่อนทาครีมบำรุงผิว
👩🏻‍⚕️การใช้ Facial Cleansing Brush นั้น สามารถเลือกใช้ตามความสมัครใจ แต่ก็คงไม่จำเป็นถึงขนาดต้องมี เพราะตัวหมอเองก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันค่ะ ถ้ามีโอกาสได้ลองก็จะมาเล่าให้ฟัง
👩🏻‍⚕️ถ้าหากใครเป็นสาวกของแปรงล้างหน้าไฟฟ้า ลองดูว่าเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองหรือไม่ ใช้ให้ถูกวิธีตามหลักการ ไม่ควรเลือกตามเพื่อนบอกหรือคำโฆษณา
👩🏻‍⚕️ส่วนยี่ห้อไหนนั้น ประเด็นที่ต้องดูคือ ความนุ่มของแปรง การสะสมเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่ขนแปรง ความแรงที่ไม่มากเกินไป รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้อง maintenance ในการซื้อถ่าน ชาร์ตแบต เปลี่ยนหัวต่าง ๆ โดย ณ ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยเทียบชัดเจนว่ายี่ห้อไหนดีกว่ายี่ห้อไหนค่ะ คงต้องติดตามต่อไป

As always, when in doubt, Ask your BOARD-CERTIFIED DERMATOLOGIST

เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

การรักษา Oral hemorrhage ด้วย 5% transexamic solution ในผู้ป่วย SJS/TEN

ที่มา https://doi.org/10.1016/j.jaad.2019.06.1299

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ออนไลน์ใน JAAD ฉบับ https://doi.org/10.1016/j.jaad.2019.06.1299 ทำที่ Kings College Hospital ได้มีการใช้ก๊อซชุบ solution of 5% tranexamic มาประคบแผลเพื่อหยุดเลือดที่เกิดจากการมี #oral_hemorrhage ในผู้ป่วยแพ้ยารุนแรงชนิด SJS, TEN พบว่า
🌈 ได้ผลดีในการหยุดเลือดได้ และปลอดภัย ไม่พบผลข้างเคียงในแง่ของ thrombotic event จากการใช้ Topical transexamic acid

จากงานวิจัยนี้ แนะนำว่า อาจทำได้โดย เอา transexamic acid 500 mg vial ที่อยู่ในรูป IV form มาผสมกับ sterile water 5 ml จะได้ความเข้มข้นเป็น 5% solution พอดี

จากประสบการณ์ของตัวเอง ที่ผ่านมาใช้ ชนิดแคปซูล Transexamic (250 mg) 2 capsules แกะเอาผง มาผสมกับ sterile water 10 ml ประคบที่แผลประมาณ 10-15 นาที ก็ได้ผลดีเช่นกันค่ะ

ใครมีประสบการณ์วิธีอื่น_แบ่งปันได้เลย

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

มองผิวหนัง..ทะลุถึง Tuberous Sclerosis Complex

ที่มา Fitzpatrick 8th edition

เพียงเรามองหารอยโรคบางอย่าง จะเห็นว่าได้ข้อมูลของ Major และ Minor criteria มาหลายอย่างเลยทีเดียว

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

ทำไมแพทย์ผิวหนังจึงเน้นแนะนำให้ทาครีมกันแดด..ทุกวัน..ในทุกที่..ที่คุณย่างก้าวไป

หลายคนมักมองข้ามการทาครีมกันแดดในวันที่ไม่มีแดด หรือ ไม่ทาครีมกันแดดเพราะทำงานในออฟฟิศ หรือบางท่านอาจสงสัยว่าทำไมทาครีมกันแดดแล้วยังหมองคล้ำ

วันนี้มีความจริงบางอย่างที่น่ารู้มาแบ่งปัน

Cr SkinCancer.org

🌞🌞🌞ABOUT SUN PROTECTION🌞🌞🌞

💯 หิมะสะท้อนรังสียูวีได้ถึง 80%
ดังนั้น ไปเที่ยวต่างประเทศที่มีหิมะ ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 รังสียูวีทะลุก้อนเมฆได้ถึง 80-90%
ดังนั้น ในวันที่ไม่มีแดด ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 รังสียูวีจะเพิ่มสูงขึ้น 4-5% ทุกๆ 1000 ft ที่สูงจากระดับน้ำทะเล
ดังนั้น อยู่ในที่สูงหรือไปปีนเขาเทรคกิ้ง ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 UV light มีความยาวคลื่นสั้นกว่า Visible light ดังนั้น เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ผิวหนังเราสามารถรู้สึกได้ และสามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ในอนาคต

💯 UVA ส่งผลให้เกิดผิวชรา รอยกระ ฝ้า จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัยอันควร (Premature aging sign)

💯 UVB ส่งผลให้ผิวไหม้และหมองคล้ำ (Burning and Tanning)

💯 UVA สามารถทะลุชั้นบรรยากาศมาสู่ผิวโลกได้มากกว่า 95% และสามารถทะลุกระจก สะท้อนผิวน้ำ, ผิวน้ำแข็ง, ทราย และหิมะได้

💯 กระจก สามารถป้องกัน UVB ได้เกือบ 100% แต่ไม่สามารถป้องกัน UVA ได้ ดังนั้น นั่งทำงานในออฟฟิศ นั่งทานอาหารโต๊ะริมหน้าต่าง นั่งเครื่องบิน window seat ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 ครีมกันแดดที่ดีควรมีส่วนผสมที่ได้มาตรฐาน Broad spectrum SPF 30 ขึ้นไป และเลือกสูตรที่เหมาะกับผิวแต่ละบุคคล

💯 การทาครีมกันแดดที่ถูกวิธีเพื่อให้ได้ปริมาณ SPF ใกล้เคียงที่ระบุข้างกล่อง คือ ทั่วใบหน้า 1 กรัม (ชนิดครีม 2 ข้อนิ้วมือ, ชนิดโลชั่น 2 เหรียญสิบบาท) ทาซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมง และการทาไปในทิศทางเดียวกัน ไม่วนไปมา ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนได้

💯 ครีมกันแดดชนิดกันน้ำ ควรต้องใช้ตัวล้างเฉพาะ ก่อนทำการล้างหน้าปกติ

💯 ในที่ที่มีค่า UV index ที่สูง ควรปกป้องรังสียูวีด้วยวิธีอื่นร่วมกัน แนะนำให้เช็คค่า UV index ในสถานที่นั้นก่อนจะเดินทางไป เพื่อเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น

✅ หมวกปีกกว้าง (Wide-brimmed hat)
✅ เสื้อผ้ากันยูวี (UV-protective clothing)
✅ แว่นตากันรังสียูวี (UV-protective sunglasses)
✅ ชุดว่ายน้ำที่ทำจากเส้นใยกันแดดได้ (UV-protective fablic swim gear)

Cr Ozone and Radition Center
Cr Ozone and Radition Center

💯 เราสามารถปรับ Sun-safe workplace เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังในอนาคตโดยวิธีการ ดังนี้

⛱ กระจกกันยูวี UV-blocking window ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ ฟิล์มกันยูวี UV Films ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ กางร่มกันยูวี ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ แว่นกันยูวี ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ สวมหมวกและเสื้อผ้ากันยูวี ที่ UV protection factor (UPF) 30 ขึ้นไป
⛱ หลีกเลี่ยงการนอน Tanning bed

โดยสรุปง่าย ๆ โพสนี้อยากเชิญชวนให้มาปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างถูกวิธีกันค่ะ
ใคร ๆ ก็สามารถป้องกันผิวไหม้ ผิวหมองคล้ำ มะเร็งผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นจากรังสียูวีได้

Cr เนื้อหาและรูปภาพจาก Skin Cancer Center, Ozone and Radition Center, Bolognia, Fitzpatrick (textbook of dermatology)

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

ลิ้นแผนที่ ลิ้นแตกเป็นร่อง รักษาหายหรือไม่

💭: คุณหมอคะ..ลูกสาวดิชั้นมีแผนที่โลกอยู่ที่ลิ้น ทานส้มตำไม่ได้เลย แสบมาก ทำอย่างไรดีคะ จะรักษาหายมั้ยคะ ???

ลิ้นแผนที่

ลิ้นที่มีรูปร่างเหมือนแผนที่

👩🏻‍⚕️: ลิ้นที่มีรูปร่างเหมือนแผนที่ เรียกว่า Geographic Tongue หรือชื่ออื่น ได้แก่ Glossitis areata migrans, Lingua geographica, Benign migratory glossitis, Transitory benign plaques of the tongue ลักษณะเป็นปื้นที่ลิ้น บริเวณดังกล่าวเกิดจาก Papillae atrophy ทำให้เห็นเป็นปื้นเรียบๆ มีขอบนูนยก ซึ่งสามารถหายได้เอง และเกิดขึ้นใหม่ได้เองที่บริเวณอื่นในลิ้นและช่องปาก ทำให้เห็นเป็นแผนที่เคลื่อนย้ายไปมาได้บนลิ้น ดังรูปบริเวณปลายลิ้น

ลิ้นที่แตกเป็นร่อง

👩🏻‍⚕️: ลิ้นที่แตกเป็นร่อง เรียกว่า Fissured tongue หรือชื่ออื่น Scrotal tongue ลักษณะเป็นรอยแยกแฉกๆที่ลิ้น ดังรูปบริเวณกลางลิ้น ซึ่งมักพบร่วมกับ Geographic tongue ได้ถึง 1 ใน 3 ของคนไข้

ลิ้นลักษณะดังกล่าวเกิดจากอะไร ?

ภาวะนี้พบได้ 1-3% ของคนปกติ มักไม่ทราบสาเหตุการเกิด ไม่ถือว่าเป็นโรค จัดเป็นภาวะหนึ่งซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการแสดงของตุ่มรับรสผิดปกติ มีสีผิดปกติ โดยทั่วไปไม่มีอาการอะไร และอาจเกิดอาการเจ็บแสบเมื่อทานอาหารรสจัด เผ็ด ร้อน ทำให้รบกวนชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

ต้องตรวจหาโรคร่วมอื่นๆด้วยหรือไม่ ?

Geographic tongue อาจพบได้ในโรคบางอย่างหรือการได้รับยาบางชนิด ได้แก่
• Psoriasis
• Reiter syndrome
• Atopic dermatitis
• Down Syndrome
• Anemia
• Drugs: Lithium

Fissured tongue อาจพบได้ในโรคบางอย่าง ได้แก่
• Melkerson-Rosenthal syndrome
• Down syndrome
• Sjogren syndrome
• Achromegaly
• Psoriasis
• Pemphigus vegetans
• Pachionychia congenita
• Cowden syndrome

รักษาอย่างไร ?

โดยทั่วไปหากไม่มีอาการไม่ต้องรักษา ให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่าเป็นภาวะที่เกิดได้เอง หายได้เอง โดยบางครั้งไม่มีสาเหตุ ไม่ใช่ภาวะร้ายแรง พบได้ในคนทั่วไป

หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด ซึ่งอาจกระตุ้นให้มีอาการแสบได้

ยาที่ช่วยลดอาการแสบและทุเลาอาการ ได้แก่
• Diphenhydramine elixir 12.5 mg/5 ml ผสมน้ำ 1:4 ช่วยลดความไวของการรับรสของลิ้น
• 2% viscous lidocaine ช่วยลดอาการแสบได้
• Topical corticosteroids เช่น TA oral paste หรือ dexamethasone กรณีที่มีอาการอักเสบรุนแรงของลิ้น

แนะนำรักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี เพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะเชื้อราแคนดิดา มีรายงานการใช้ยารักษาเชื้อราระยะสั้นช่วยทุเลาอาการได้

รักษาหายขาดได้หรือไม่ ?

• ยังไม่มีการรักษาจำเพาะที่ทำให้หายขาดได้
• เป็นภาวะที่หายได้เอง และเกิดขึ้นเองได้ใหม่ โดยไม่รู้สาเหตุ
• มีบางรายงานว่าสามารถหายขาดได้ ไม่เกิดซ้ำอีก
• คุณหมอควรแจ้งผู้ป่วยในเบื้องต้นเพื่อคลายความกังวลว่า เป็นภาวะที่พบได้ในคนปกติ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่อาจสร้างความรบกวนใจได้ในเวลาที่มีอาการแสบร้อนทานอาหารลำบาก
• ผู้ป่วยสามารถปฎิบัติตัวตามที่แนะนำเบื้องต้นเพื่อลดการเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแทรกซ้อนตามมาได้ค่ะ

References
• Reamy BV, et al. Common tongue conditions in primary care. Am Fam Physician. 2010 Mar 1;81(5):627-34.
• Masferrer E, Jucgla A. Geographic Tongue. NEJM 2009;361(20):e44.
• Bolognia 3rd Edition
• Fitzpatrick 8th Edition

เรียบเรียงบทความโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ

👩🏻‍⚕️ HELLO SKIN by หมอผิวหนัง