วันไหนของเดือนที่ผิวจะสวยโกล์ว..พร้อมออกเดทกับคนรู้ใจมากที่สุด

วันไหนของเดือนที่ผิวจะสวยโกล์ว..พร้อมออกเดทกับคนใจมากที่สุด

🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈

ในแต่ละรอบของการมีประจำเดือน เราจะมีช่วงที่ผิว พีคสวยฉ่ำโกลวสุด ๆ ✨ -> มีช่วงที่หน้ามันเมือกสิวบุก ☄️ -> และมีช่วงที่หน้าแห้งเหี่ยวดูแก่กว่าเดิม … เพราะอะไรมาดูเฉลย ⁉️

♻️ อ่านหลักการ -> ข้อ 1-8
♻️ อ่านสรุป -> ข้ามไปข้อ 9 ได้เลย

🌐🌐🌐🌐🌐🌐🌐🌐🌐

1️⃣🔰 การเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวในแต่ละช่วงของเดือน เกิดจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนหลัก ๆ 2 อย่าง คือ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน

2️⃣🔰 พบมีตัวรับฮอร์โมนที่โครงสร้างผิวหนัง คือ
2.1 Estrogen receptor (ER)b, progesterone and androgen receptors พบที่ keratinocytes, fibroblasts and macrophages
2.2 ERa receptors พบที่ skin fibroblasts and macrophages แต่ไม่พบที่ keratinocytes
2.3 ERa and b receptors พบที่ melanocytes

3️⃣🔰 ฤทธิ์ของ Estrogen ที่เกี่ยวกับผิวหนัง คือ
3.1 ช่วยการสร้างคอลลาเจน, ไฮยาลูรอนิก ช่วยให้ผิวมีความหนานุ่มและกักเก็บน้ำในผิว
3.2 ช่วยเพิ่มการทำหน้าที่ของ skin barrier
3.3 ลดการอักเสบต่าง ๆ
ดังนั้น #วัยหลังหมดประจำเดือน จะพบมีเอสโตรเจนต่ำมาก ผลคือ ผิวบาง แห้งเหี่ยว ไม่ชุ่มชื้น

4️⃣🔰 เอสโตรเจนสามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีได้ (melanogenesis)
ดังนั้น บางช่วงอาจเห็นว่าผิวคล้ำขึ้นได้ หรือในคนตั้งครรภ์ที่มีเอสโตรเจนสูง อาจพบสีผิวคล้ำขึ้นบางบริเวณ เช่น ลานนม รอยแผลเป็น หรือพบมีฝ้าได้

5️⃣🔰 เอสโตรเจนทำให้เกิด salt water retention
ดังนั้น ช่วงใกล้มีประจำเดือนอาจดูอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล อาจมี บวมที่มือเท้าได้

6️⃣🔰 การมีสิวเห่อช่วงก่อนมีรอบเดือน เกิดจากหลายปัจจัย
📌 ฮอร์โมนเอสโตรเจนและ androgen ที่สูงมากพีคในช่วง periovulation ทำให้มี sebum production และเพิ่ม skin flora ซึ่งเป็นปัจจัยของการเกิดสิว
📌 การใช้ยาคุม Combined oral pill ซึ่งมี progesterone ช่วยลดการเกิดสิวได้เพราะไปลดการหลั่ง androgen จากรังไข่, ช่วย block androgen receptor และลด free form of active androgen

7️⃣🔰 ฤทธิ์ของโปรเจสเตอโรนต่อผิวหนัง ยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าทำให้ sebum production มากขึ้น

8️⃣🔰 หลังมีประจำเดือนสักพัก ก่อนประจำเดือนรอบใหม่จะมา จะมีการลดระดับของ estrogen ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ impaired barrier function ดังนั้น อาจเห็นว่ามีการ เห่อของผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ Atopic dermatitis หรือ สะเก็ดเงินในช่วงนี้ได้

9️⃣🔰 ข้อมูลข้างต้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการ เลือกสกินแคร์เพื่อดูแลปัญหาผิวในช่วงต่าง ๆ

📌 Menstrual phase (ระหว่างมีประจำเดือน D1-7) -> ผิวแห้ง -> เน้นครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น

📌 Follicular phase (หลังผ่านรอบเดือน D8-15) -> ผิวสวยโกลว์ -> เน้นบำรุงตามสภาพผิว ไม่ค่อยมีปัญหา
⭐️⭐️⭐️ ช่วงนี้ผิวเราจะสวยสุขภาพดีเป็นพิเศษเชียวล่ะ พร้อมสำหรับนัดเจอคนรู้ใจอย่างยิ่ง⭐️⭐️⭐️

📌 Luteal phase (ก่อนประจำเดือนรอบถัดไปจะมา D16-28) -> #ผิวมันสิวบุก -> เน้นบำรุงลดความมัน ไม่ก่อสิว

📌 Postmenopausal (วัยหมดประจำเดือน) -> #ผิวแห้งกร้าน -> เน้นบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ


▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
Reference
The Menstrual cycle and the skin
Clinical and Experimental Dermatology (2015) 40, pp111–115

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Discoid LE ผื่นดิสคอยด์ลูปัส

Discoid Lupus Erythematosus หรือ DLE

🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈

เป็น Chronic Cutaneous LE
⚙️ เกิดจาก autoantibodies และ T cell abnormality ทำให้เกิดการทำลายผิวที่ชั้น basal cell layer โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากถูกแสงแดดกระตุ้น
พบว่า smoking เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของโรค

⚙️ แบ่งเป็น
Localized DLE : ผื่นบริเวณ head and neck
Generalized DLE : ผื่นทั่วตัว
Hypertrophic DLE : ผื่นค่อนข้างหนา มักพบบริเวณ upper half of body และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังในอนาคตได้ กลุ่มนี้อาจต้องวินิจฉัยแยกโรค Hypertrophic actinic keratoses, Squamous cell carcinoma, Hypertrophic lichen planus (มักพบ lower half of body), Prurigo nodularis

⚙️ ลักษณะผื่น เริ่มแรกสีแดง มีสะเก็ด ขอบเขตชัด หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาจะเกิดการฝ่อยุบตัวของผิวหนัง มีการขยายตัวของเส้นเลือด ขยายขนาดใหญ่ขึ้น และกลายเป็นแผลเป็นในที่สุด

⚙️ โดยส่วนมากมักเกิดผื่นบริเวณผิวหนังนอกร่มผ้าที่สัมผัสแสงแดด
หากพบที่ศีรษะ อาจทำให้เกิดผมร่วงและมีแผลเป็นที่หนังศีรษะตามมาได้ เรียกว่า Cicatricial alopecia
อย่างไรก็ตาม สามารถพบในร่มผ้าได้ แต่น้อยกว่า
หากพบที่หูบริเวณ concha เรียกว่า Concha sign เป็นลักษณะจำเพาะของโรคนี้
พบผื่นบริเวณเยื่อบุได้ 25% โดยเฉพาะริมฝีปากล่าง

⚙️ การวินิจฉัย

  • ส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
  • ส่งตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะอื่น เพื่อดูว่ามีภาวะ SLE ร่วมด้วยหรือไม่ โดยพบว่าผู้ป่วยที่มี localized DLE มัก associated SLE 3-5% และผู้ป่วย Generalized DLE มัก associated SLE 5-20%

⚙️ การรักษา

  • ป้องกันแสงแดด ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ SPF 30 เป็นอย่างน้อย สวมหมวกปีกกว้าง กางร่ม สวมเสื้อผ้ามิดชิด แขนยาว กางเกงขายาว
  • หยุดสูบบุหรี่ พบว่าช่วยให้โรคดีขึ้นได้
  • ยาทาสเตอรอยด์ขนาดความแรงปานกลางถึงมาก เช่น betamethasone, clobetasol cream หากไม่ตอบสนองอาจต้องใช้การฉีดยาสเตอรอยด์เข้าบริเวณรอยโรค หรือใช้แบบรับประทาน
  • ยาทากลุ่ม calcineurin inhibitor เช่น tacrolimus, pimecrolimue
  • ยารับประทานกลุ่ม antimalarial drug เช่น chloroquine, hydroxychloroquine และควรได้รับการตรวจตา macular screening สม่ำเสมอ
  • หากมีอาการรุนแรงไม่ตอบสนองต่อการรักษาข้างต้น อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน เช่น methotrexate
  • ยากลุ่มอื่นที่มีรายงานว่าได้ผล ได้แก่ retinoids, thalidomide, MMF, dapsone

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ครีมยูเรีย..ทาหน้าได้ไหม ?

ครีมยูเรีย พูดชื่อแล้วบางคนอาจจะงง แต่ถ้าบอกว่า ครีมไดอะบีเดิร์ม, ศิริราชซอฟแคร์, ยูเซอรีนยูเรียรีแพร์ บลาๆๆ.. หลายคนคงร้องอ๋อออ

อีกคำถามที่ถูกถามมาเยอะว่า “ครีมยูเรีย..ใช้ทาที่หน้าได้มั้ย” สรุปง่าย ๆ ตามนี้เลย

ครีมยูเรีย urea cream moisturizer

ยูเรียเป็นส่วนประกอบหนึ่งในผิวหนัง

พบได้ประมาณ 7% ของ NMF (Natural Moisturizing Factor) ซึ่งอยู่ที่ผิวหนังชั้นกำพร้าของเรา ส่วนนี้จะทำหน้าที่ปกป้องผิว กักเก็บความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้แก่ผิว

ปริมาณของ urea ใน NMF จะลดลงไปตามอายุ ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

• หาก NMF ไม่สมบูรณ์ ผลคือ สูญเสียน้ำ เสียความยืดหยุ่น ทำให้ผิวแห้งกร้าน ลอก ในที่สุด

• ปัจจุบันที่การนำ urea มาผสมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ครีม, โลชั่น, โฟม, อิมัลชั่น ประมาณ 5-20%

รายงานผลข้างเคียงจากการใช้น้อยมาก เรียกได้ว่าค่อนข้างปลอดภัย

ความเข้มข้นที่ต่างกันออกฤทธิ์ไม่เหมือนกัน

• หากต่ำกว่า 10% จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizing effect) จึงมักใช้ในพวกผิวแห้ง เช่น Xerosis, Ictyosis, Atopic dermatitis, Psoriasis
• หากเกิน 10% ขึ้นไป จะออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic effect) มักใช้ในรอยโรคผิวหนังที่หนา เช่น Psoriasis ที่เป็นเยอะ หรือ ใช้กับที่เล็บ, รักษาหูด, ตาปลา ส้นเท้าหนาแตกด้าน

ดังนั้น การที่ครีมบางชนิดมี ความเข้มข้นมากขึ้นไม่ได้แปลว่าจะต้องดีกว่าเสมอไป ควรเลือกให้ถูกวัตถุประสงค์ เช่น หากนำ 20% มาใช้กรณีผิวแห้ง ก็อาจทำให้รอยโรคแย่ลงได้จากการผลัดลอกเซลล์ผิวมากขึ้นกว่าเดิม

ครีมยูเรียสามารถใช้ทาเดี่ยว ๆ เพื่อรักษาโรคทางผิวหนัง หรือทาเพื่อเพิ่มการดูดซึมของยาตัวอื่นได้

เช่น
• 10% urea ร่วมกับ hydrocortisone หรือ betamethasone-17-valerate ในการรักษาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
• 10% urea ร่วมกับ 1% hydrocotisone, 2% salicylic acid ในการรักษาโรคผิวแห้ง Ictyosis vulgaris
• 10-40% urea ร่วมกับ dithranol หรือ bifonazole ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
• 40% urea ร่วมกับ 1% fluconazole ในการรักษาเชื้อราที่เล็บ

สรุปยูเรียถึงแม้จะค่อนข้างปลอดภัยไม่ค่อยมีรายงานผลข้างเคียง แต่มีข้อควรระวัง

• ใช้กับโรคผิวหนังเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวและช่วยให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออก ไม่ควรซื้อมาทาเล่นโดยไม่มีข้อบ่งชี้
• ระคายเคืองได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการทาในที่ผิวบอบบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก อวัยวะเพศ รวมทั้งใบหน้า ยกเว้นหากรอยโรคหนาที่หน้าอาจใช้ได้ชั่วคราว และควรใช้ความเข้มข้นต่ำ ไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องนาน และหยุดทาเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว
• หญิงตั้งครรภ์ เลี่ยงการทาบริเวณหน้าอก ป้องกันเวลาลูกกินนม เพราะยังไม่มีรายงานชัดเจนถึงความปลอดภัยในระหว่างให้นมบุตร
• หลีกเลี่ยงการทาในแผลเปิด
• บางรายสามารถแพ้ยูเรียได้ หากใช้แล้วมีผื่นคัน หรืออาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

ครีมยูเรีย ประโยชน์มากมายและใช้ได้ผลค่อนข้างดี แต่หากใช้ไม่ถูกวิธีก็เกิดผลเสียตามมา โรคผิวหนังนั้นอาจแย่ลง ก่อนซื้อมาใช้เองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอว่ารอยโรคนั้น ๆ มีข้อบ่งชี้สำหรับครีมยูเรียหรือไม่ อย่าลืมว่า..เหรียญมีสองด้านนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี

——————————————

Reference
Topical urea in skincare: A review
Dermatilogy Therapy 2018; e12690.

——————————————

อ่านบทความที่ www.helloskinderm.com

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ทาครีมปริมาณเท่าไหร่ให้เห็นผล ?

[ สูตรผิวสวย ]

ปริมาณการทาครีมเท่าไหร่ที่เห็นผล และไม่สิ้นเปลือง ⁉️

🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

สืบเนื่องจากโพสที่แล้ว -> ลำดับการทาครีม
ก็มีข้อความจากหลายท่านบอกว่าอยากให้พูดเกี่ยวกับ ปริมาณการทาครีมว่าควรบีบเท่าไหร่ดี
ความจริงแล้วไม่มีปริมาณที่ระบุเป๊ะ ๆ ตายตัวที่แน่นอน เพียงแค่ว่า.. ปริมาณที่แนะนำนั้นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

💯 ไม่มากเกินไป -> จนก่อให้เกิดการระคายเคืองและภาวะแทรกซ้อน และหากเป็นการทาตอนเช้า ก็อาจทำให้แต่งหน้าต่อได้ยากขึ้นอีกด้วย

💯 ไม่น้อยเกินไป -> จนทาไปแล้วก็ไม่ได้ผล ไม่ต่างกับไม่ทาอะไรเลย

☀️ ครีมกันแดด -> ใช้มากกว่าครีมทั่วไป เพื่อการปกป้องที่ได้ผล อันนี้ต้องยอมลงทุน เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าให้เลือกทาอย่างเดียวก่อนออกจากบ้าน สำหรับหมอเองก็คงต้องเป็นครีมกันแดดแน่นอนค่ะ ทราบไหมว่า..การทากันแดดอย่างถูกวิธี ช่วยให้หน้าขาวใสขึ้นได้ และป้องกันฝ้า กระ มะเร็งผิวหนังได้ด้วย ⭐️ลองดูนะคะ

🆘 ครีมกลุ่มวิตามินเอ -> ใช้แต่น้อยก็เห็นผล พวกนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่องและใช้เวลา อย่างน้อยก็ 3 เดือนขึ้นไป ต้องทาไปเรื่อย ๆ และใจเย็น อย่ากลัวว่าจะไม่ได้ผลโดยการทาทีละมาก ๆ การทามาก ๆ จะทำให้มีผลข้างเคียงมากกว่าผลดี

🍓 Serum -> กลุ่มนี้ทำมาเข้มข้นมากอยู่แล้ว ต่างจากพวกน้ำตบ โลชั่น หรือโทนเนอร์ ดังนั้น ใช้แต่พอเหมาะ ไม่ต้องเยอะมาก เยอะมากไปอาจระคายเคืองและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ใช้เพียง 2-3 หยด แต้ม 5 จุดแล้วเกลี่ยบางๆ รีบทาเพราะซึมเร็ว พวก oil-based จะใช้น้อยกว่า water-based เนื่องจากเนื้อครีมที่หนากว่า คนหน้าใหญ่อนุโลม +1 หยดได้

🧼 คลีนเซอร์ -> ไม่ต้องใช้เยอะ เอาพอเหมาะ เยอะเกินไปจะชำระล้างไขมันหรือสารต่าง ๆ ที่เคลือบผิวออกไปหมด สุดท้ายผิวแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันอย่าใช้น้อยไป เพราะอาจทำให้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปหมด เกิดสิวอุดตันตามมา

🍊 อายครีม -> ไม่ต้องเยอะมาก เมล็ดถั่วเขียวต่อตา 1 ข้างเพียงพอสำหรับผิวที่บอบบาง ตอนทาควรใช้นิ้วนาง เพื่อลดการลงน้ำหนักตอนทาที่มากเกินไป บริเวณนี้เน้นเบาๆ ทาแรงไปอาจเกิดริ้วรอยตามมา

🍏 สครับ -> ใช้เฉพาะบางราย ไม่แนะนำให้ใช้ทุกคน และการสครับควรเว้นบริเวณรอบตา รอบปาก ข้างจมูก บริเวณที่บอบบาง เพราะอาจระคายเคืองได้

🥦 มาสก์หน้า -> ไม่ต้องใช้ทุกราย ถ้าครีมเพียงพอแล้ว อาจไม่ต้องมาสก์ก็ได้

อย่าลืมว่าผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำแนะนำข้างต้นนี้เพื่อเป็นไอเดียให้ลองนำไปปรับใช้ในการดูแลผิวกันนะคะ ได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังได้เลย 👩🏻‍⚕️

Picture was licenced by Freepik
▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ผิวมัน..ดูแลอย่างไร

ผิวมัน..มีวิธีดูแลอย่างไรดี ⁉️

🥴🥴🥴🥴🥴🥴🥴🥴🥴🥴🥴🥴

สำหรับคนที่มีผิวมัน จะพบปัญหาหลัก ๆ เลย คือ รูขุมขนอุดตันมีสิวง่ายเครื่องสำอางไม่ติดทน แต่ลองมองในมุมกลับจะพบข้อดีของการมีผิวค่อนข้างมัน คือ ริ้วรอยจะน้อยกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะบุคคลกลุ่มนี้จะมีน้ำมันที่คอยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวมากกว่าคนผิวแห้ง

⭐️ การดูแลผิวและเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับปัญหาผิวจึงมีส่วนสำคัญ ลองมาปรับวิธีการตามนี้

🔰✔️การล้างหน้า :
ล้างหน้า 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ถือว่าเพียงพอ อาจมากกว่านั้นกรณีเหงื่อออกมาก เช่น หลังออกกำลังกาย
การล้างหน้าบ่อยกว่านี้ในกรณีที่ไม่จำเป็น จะเป็นการชำระล้างไขมันที่เคลือบผิวอยู่ ผลคือเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างน้ำมันออกมามากกว่าเดิม หน้าจะยิ่งมันกว่าเดิม

🔰✔️ CLEANSER :
เลือกที่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงกลุ่มที่ใช้ oil-based หรือ alcohol-based

🔰✔️ MOISTERIZER :

ถึงแม้ผิวมันก็ยังคงต้องใช้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นผิว โดยเลือกผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เป็น oil-free, non-comedogenic จะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน ลดการเกิดสิวได้

🔰✔️ SUNSCREEN :
ต้องทาทุกวันอยู่แล้ว แต่สำหรับกลุ่มคนผิวมัน แนะนำให้ใช้กลุ่ม zinc oxide, titanium dioxide และหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีน้ำหอม

🔰✔️ MAKEUP :
เลือกที่ oil-free, non-comedogenic และล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนเข้านอนทุกครั้ง เพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน

🔰✔️ หากมีหน้ามันมากในระหว่างวัน
แนะนำให้ใช้กระดาษซับมัน ซับเบา ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสด้วยมือ หรือเช็ดด้วยกระดาษหรือผ้าที่อาจก่อนความระคายเคืองผิวหน้าได้

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
When in doubt,
Ask your Board-certified Dermatologist


Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

เอาสกินแคร์ทุกตัวมาบีบรวมแล้วทาทีเดียวได้ไหม ⁉️

เอาสกินแคร์ทุกตัวมาบีบรวมแล้วทาทีเดียวได้ไหม ⁉️

🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

คำตอบคือ … ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ …‼️

หลายท่านคงทราบดีแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่ทราบว่า ลำดับการทาสกินแคร์นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าหากทาผิดวิธี ก็ไม่มีประโยชน์อันใดเลยแม้จะซื้อครีมแพงแสนแพงขนาดไหนก็ตาม

วันนี้ขอนำเสนอวิธีการส่วนตัวที่ใช้อยู่ไม่ว่าจะปฏิบัติเองหรือแนะนำผู้ป่วยและคนรอบตัว นำมาแชร์เผื่อเป็นไอเดียค่ะ

☀️ตอนเช้า
เน้นบำรุง ปกป้องผิวจากมลภาวะและแสงแดด จึงต้องเน้นครีมกันแดด และ antioxidants
🌙 ก่อนนอน
เน้นบำรุง แก้ไขปัญหา ซ่อมแซมผิว ฟื้นฟู จึงควรเน้นกลุ่มที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ เช่น วิตามินเอ

หลักการ

  1. เรียงเนื้อสัมผัสเบา -> หนัก (ดูรูป) **ตรงนี้อาจไม่ต้องถึงขนาดท่อง เพราะเวลาทาเราจะรับรู้ได้ว่าตัวไหนซึมเร็ว ก็ทาตัวนั้นก่อน
  2. เรียง pH ต่ำ -> สูง ดังนั้นพวกวิตามินซี, AHA, BHA ควรลงก่อนทาครีม และเว้นระยะรอให้ซึมก่อน 5-15 นาที
  3. Cleanser (จำเป็น)⭐️ เพราะการล้างด้วยน้ำเปล่าไม่สามารถชำระล้างน้ำมันต่าง ๆ ที่ตกค้างบนผิวได้
  4. Makeup remover (optional) ควรใช้กรณีที่แต่งหน้า
  5. Toner (optional) ควรเลือกที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือ หากใช้กลุ่ม pH adjuster ควรใช้ก่อนทา vitamin C
  6. Essence, Lotion หรือ น้ำตบ (optional) พวกนี้ซึมเร็ว ใช้ง่าย ช่วยบำรุง สามารถข้ามได้
  7. Eye cream (ควรใช้) ควรเริ่มใช้ตั้งแต่อายุ 20 ปี บำรุงและกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว ที่สำคัญ..ไม่มีอายครีมที่เห็นผลชั่วข้ามคืนในโลกนี้ ทุกอย่างต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง
  8. Serum (จำเป็น)⭐️ ควรเลือกตามปัญหาผิวที่ต้องการฟื้นฟูแก้ไขให้ตรงจุดไปเลย ไม่จำเป็นต้องใช้หลายตัวหลายแบรนด์ให้สิ้นเปลือง เช่น whitening, antiaging
  9. Moisturizer (จำเป็น)⭐️ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น ลดการระเหยของน้ำ คงความสมดุลผิว เวลาทาให้ลงเนื้อครีมก่อนเนื้อซิลิโคน
  10. Sunscreen (จำเป็น)⭐️
  11. Weekly treatment กลุ่มนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน ให้เลือกตามปัญหาผิว และอาจใช้แทนสกินแคร์บางอย่างได้ เช่น
    ✔️ Mask แผ่น อาจใช้แทน serum ได้เลย
    ✔️ Mask ข้ามคืน อาจใช้แทน Night cream ได้เลย
    ✔️ Mask แผ่นสามารถใช้ทุกวันได้ถ้าหากส่วนผสมไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือผลัดเซลล์ผิว
    ✔️ ถ้ามีกลุ่มผลัดเซลล์ผิว AHA, BHA ใช้ตามหลังวิตามินซี (ก่อนทาครีมอื่น) เพราะ pH ต่ำ

🚩🚩🚩🚩 มาเริ่มกันค่ะ 🚩🚩🚩🚩

Step 1
🔰 เลือกสกินแคร์พื้นฐานที่ต้องมี ได้แก่

💯 Sunscreen
💯 Topical retinoids
💯 Topical antioxidants เช่น Vitamin C serum
💯 Moisturizer เช่น Hyaluron serum หรือ Ceramide

🔰 เลือกสกินแคร์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดเพิ่มเติม (ตรงนี้ใครไม่มีปัญหาก็ข้ามไปเลย)

เช่น มีสิวอุดตันและหมองคล้ำ
💯 เพิ่ม azelaic cream

Step 2
🔰 ดูว่าตัวไหนควรทาเวลาไหน เช่น

✔️กันแดด ควรทาเช้า
✔️วิตามินเอ ควรทาก่อนนอน
✔️Vitamin C ทาเช้าเพื่อต้านอนุมูลอิสระ, ทาก่อนนอนเพื่อบำรุงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
✔️ Azelaic และ Hyaluron ทาเวลาไหนก็ได้

Step 3
🔰 นำครีมมาจัดเรียง ตามค่า pH, ความหนักเบาของเนื้อครีม

🔰 สรุปได้เป็น

☀️ เช้า
Vitamin C serum (pH น้อย เนื้อเบา)
Hyaluron serum (pH สูงกว่า เนื้อเบา)
Sunscreen (เนื้อหนา)
🌙 ก่อนนอน
Retinoid (เป็นยา ทาก่อน) ยกเว้นระคายเคืองอาจเลื่อนไปทาทีหลัง
Hyaluron serum (เนื้อเบา)
Azelaic cream (เนื้อหนา)

🍓หวังว่าโพสนี้จะเป็นไอเดียให้ทุกคนลองไปปรับใช้สกินแคร์ของตัวเองได้ ใครมีอะไรแนะนำเพิ่มเติมมาแบ่งปันกันได้เลย
🍓ใครมีปัญหาผิวเยอะหน่อย แนะนำให้แก้ไขทีละอย่างและค่อยๆปรับ ครีมไปตามปัญหาที่เหลืออีกที ไม่แนะนำให้ทาทุกสิ่งอย่างลงไปทั้งหมด เพราะผิวหน้าอาจรับไม่ได้ทั้งหมดและอาจก่อความระคายเคือง อุดตัน หรือปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ค่ะ
🍓 เรื่องสกินแคร์มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ ไว้จะมาทยอยเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ ฝากคำถามทิ้งไว้ได้
🍓 หากไม่แน่ใจจะใช้อะไร จะปรับอย่างไรดี แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้เพิ่มเติมได้ค่ะ

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
👩🏻‍⚕️บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Raynaud phenomenon

Raynaud_phenomenon มีอาการ 3 ระยะ

🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻🤟🏻

⭐️⭐️ เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น

🌈 ระยะที่ 1 : Vasoconstriction
เกิดการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้นิ้วมีสีขาวซีด
🌈 ระยะที่ 2 : Tissue hypoxia
หลอดเลือดหมดตัวมากขึ้นจนเนื้อเยื้อขาดออกซิเจน ระยะนี้อาจพบมีอาการปวดหรือชา และนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
🌈 ระยะที่ 3 : Repurfusion
หลอดเลือดกลับมาขยายตัวเข้าสู่ภาวะปกติ นิ้วจะกลับมาสีชมพูตามเดิม

อาการทั้ง 3 ระยะ อาจเกิดขึ้นเร็วมากเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงหลังได้รับสิ่งกระตุ้น และจะคงอยู่นานเท่าใดขึ้นกับภาวะที่เป็นต้นเหตุค่ะ

⭐️⭐️ อย่าลืมแยก Primary & Secondary โดยอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ มี clue ที่พอช่วยแยกได้ตามตาราง

Ref. Bolognia
▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญอายุรแพทย์โรคผิวหนัง


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

Approach ผู้ใหญ่มาด้วยตัวดำ (Diffused hyperpigmentation)

[ Approach to adult with diffuse hyperpigmentation ]


วิธีการแยกโรคคร่าวๆเบื้องต้น อย่างไรก็ตามอาจต้องอ่านเพิ่มเติมในรายละเอียดของแต่ละโรคต่อไป

1️⃣🔰 อันดับแรกตรวจร่ายกายคลำดูว่าผิวตึง ๆ (induration) หรือไม่
ถ้าตึง ลองมองหาลักษณะอื่นว่าเข้ากับโรคเหล่านี้
✅ Systemic sclerosis -> https://www.facebook.com/476743752739537/posts/542741322806446/
✅ POEMS syndrome -> https://www.facebook.com/476743752739537/posts/871648729915702/
✅ Porphyria cutanea tarda

2️⃣🔰 จากนั้นลองพิจารณาเป็นกลุ่มดังนี้

  1. R/O สาเหตุจากยาออกไปก่อน หากมียาที่อธิบายได้ ให้ลองพิจารณาหยุดยา อาการผิวคล้ำมักจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้าหากหยุดยาแล้วไม่ดีขึ้น ลองหาเพิ่มเติมเรื่อง Endocrine
  2. Endocrine และ Renal cause มักคล้ำเด่นบริเวณ sun-exposed area, mucosa, palmar creases
    ✅ Hyperthyroidism
    ✅ Primary and secondary Hemochromatosis
    ✅ Addision’s disease, Cushing’s disease, Nelson’s syndrome, ectopic ACTH
    ✅ Renal disease
  3. มองหากลุ่ม Vitamin deficiency หรือ Malnutrition
    ✅ B12 deficiency
    ✅ Pellegra
    ✅ Folate deficiency
  4. โรค systemic อื่น ๆ { ดูเพิ่มในตาราง }
    ✅ GI
    ✅ HIV
    ✅ etc
    ▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
    Reference
    Bolognia Textbook of Dermatology

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เมื่อไหร่รอยช้ำจะหายไป

Bruise เมื่อไหร่รอยช้ำจะหายไป

กาลเวลาเปลี่ยนฉันใด..สีของรอยฟกช้ำก็เปลี่ยนฉันนั้น อย่างน้อย 2 สัปดาห์จึงค่อยๆเริ่มจางลงไป

สิ่งที่ควรปฏิบัติหลังจากเกิด bruising

RICE

R : Rest
I : Immobilization
C : Cold compression
E : Elevation

▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.