ที่มา BMJ 2018;363:k4766
🕸 พบในผู้ป่วย Scrub typhus บ่อยหรือไม่
🔹 รายงานเคสจากอินเดีย พบ 17-57%
🔹 รายงานเคสจากที่อื่นในเอเชีย พบ 56-86%
🕸 Common locations มักอยู่ส่วนไหนของร่างกาย
🔹 Neck, chest, axilla, abdomen, and groin for
🕸 บริเวณรอยโรคมีอาการปวด บวม คัน หรือไม่
🔹 กรณี Ricketsial in origin ผู้ป่วยมักไม่มีอาการข้างต้น แต่โรคอื่นๆอาจมีอาการได้เล็กน้อย
🕸 Eschar ดังรูป พบในโรคอะไรได้บ้าง
🔹 African tick-bite fever (travellers returning from game parks)
🔹 Rickettsial infections
🔹 Tularaemia
🔹 Anthrax
🔹 East African trypanosomiasis
Reference:
BMJ 2018;363:k4766
Published 29 Nov 2018
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.
หรือเรียกว่า Postherpetic Neuralgia
🐍🐍🐍🐍🐍🐍🐍🐍🐍🐍🐍
อาจไม่ใช่ภาวะที่อันตรายถึงชีวิต แต่สร้างความทุกข์ทรมานจากการปวดมากมายในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อายุมาก ซึ่งแนวโน้มคนกลุ่มนี้มักมีโรคประจำตัวที่ค่อนข้างเยอะ และต้องทานยาหลายตัว
วันนี้มาแชร์ประสบการณ์การใช้ Lignopad ซึ่งเป็นพลาสเตอร์ Lidocaine 5% แปะบนผิวหนังบริเวณที่มีอาการปวด ตัวนี้เริ่มมีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยเมื่อปีล่าสุดนี้เอง
กลไลของสิ่งนี้คือ เป็น local analgesic ออกฤทธิ์ที่บริเวณ peripheral nerve
✔️ ไม่พบว่ามีการดูดซึมเข้ากระแสเลือด และยังไม่มีรายงานว่าทำให้เกิด Cardiac arrythmia
✔️ เคยมีงานวิจัยที่ทำการเจาะระดับ lidocaine serum หลังการแปะ 4 patches ทุก 12 ชั่วโมง พบว่าระดับเลือด 225 ng/mL ซึ่งน้อยมาก และต่ำกว่าระดับที่ทำให้เกิด cardiac arrythmia (1500 ng/mL) และ toxicity (5000 ng/mL)
✔️ ไม่พบว่ามี drug interaction กับยาอื่น
✔️ ไม่ต้อง titrate dose
✔️ ออกฤทธิ์เร็ว rapid onset
✔️ FDA-approved indication for postherpetic neuralgia
✔️ Category B
✔️ ใช้ได้ในคนไข้ไตวายตับไม่ดี
✔️ มีการใช้ใน Painful diabetic neuropathy, Mixed neuopathies ในบาง guildline เป็น 2nd-3rd line, level of evidence B-D ตามแนบ
❌ ผลข้างเคียง : ผื่นแดง คัน แสบ บริเวณที่แปะ
❌ ห้ามแปะบริเวณผิวหนังที่มีแผล หรือการอักเสบ
❌ ห้ามกิน ห้ามสัมผัสตาหรือเยื่อบุ
❌ ห้ามใช้ในคนที่แพ้ยาชากลุ่ม amide
❌ ไม่แนะนำในคนที่มีภาวะตับวายอย่างรุนแรง
❌ ถึงแม้เป็น Category B ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยในกลุ่มคนท้องและให้นมบุตร
เป็นการรักษาที่เป็นอีกทางเลือกที่ได้ผลดี สำหรับคนไข้ที่ไม่อยากกินยา หรืออาจใช้เสริมกับการกินยาแก้ปวดชนิดรับประทาน
Reference: Guideline การรักษา PHN จาก
NEJM 2014
AAN 2004
EFNS 2010
Canadin Pain Society 2014
http://www.pbm.va.gov
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.
” บทความนี้หมอจะขอมาอัพเดทแนวทางการรักษาหูดด้วยวิธีต่าง ๆ จาก Guideline ล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ใน J Dtsch Dermatol Ges. 2019 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ และตอบคำถามที่คนไข้มักถามบ่อย ๆ ”
https://doi.org/10.1111/ddg.13878
โรคหูดเกิดจากอะไรและมีอาการอย่างไรบ้าง

เกิดจากการติดเชื้อ HPV หรือ Human Papilloma Virus ที่บริเวณผิวหนังหรือเยื่อบุนั้น ทำให้มีการแบ่งตัวเกิดรอยโรคที่ลักษณะเป็นตุ่มนูนขรุขระ หรือ อาจเป็นผื่นแบนราบก็ได้ (ชนิดนี้มักพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าและใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผาก) โดยมากมักไม่มีอาการ อาจคันเล็กน้อย แต่รอยโรคที่บริเวณกดทับเช่นฝ่าเท้า อาจพบมีอาการเจ็บหรือเลือดออกได้ [Slide 1]
โรคหูดติดต่อได้ทางไหนบ้าง
ติดต่อทางการสัมผัสโดยตรงบริเวณรอยโรค, ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโอกาสติดเชื้อจะสูงขึ้นหากบริเวณผิวหรือเยื่อบุนั้นมีแผลหรือรอยถลอก
โรคหูดที่ผิวหนังสามารถรักษาด้วยวิธีใดบ้าง
หากภูมิคุ้มกันปกติ สามารถหายเองได้แต่ใช้ระยะเวลาหลายเดือน อาจนานเป็นปี เพียงแค่รักษาความสะอาดและดูแลร่างกายให้แข็งแรงเพื่อไม่ให้มีการลุกลามมากขึ้น และหากหายแล้วก็จะช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำได้ หากพบว่ามีรอยโรคหูดที่เป็นค่อนข้างมากและรุนแรง เป็นๆไม่หายๆ หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็คภูมิคุ้มกันเพิ่มเติม
ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลายวิธีที่มีงานวิจัยรับรองว่าได้ผล ได้แก่
- ยาทา Topical treatment เช่น Salicylic, retinoids, 5FU, bleomycin, imiquimod, chemical peeling ด้วยกรดต่างๆ มักใช้ในรอยโรคขนาดเล็กและไม่ลึกมาก ยาบางชนิดมีขายตามท้องตลาด ใช้ทาวันละ 2-3 ครั้ง ควรระวังผลข้างเคียงของการระคายเคืองจากยาในบริเวณผิวหนังรอบหูด อาจใช้วาสลีนทารอบๆหูดเพื่อป้องกันภาวะนี้ได้
- การใช้เลเซอร์ และการจี้ด้วยไฟฟ้า มักมีแผลตกสะเก็ดตามมาประมาณ 1 สัปดาห์หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน วิธีนี้จะต้องมีเครื่องดูดควันเพื่อป้องกันไอระเหยของหูดจากการเผาไหม้ ซื้ออาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่สูดดมเข้าไปได้ แต่สามารถหายได้ในครั้งเดียว
- การจี้ด้วยความเย็นจากไนโตรเจนเหลว จี้ทุก 2-4 สัปดาห์ ได้ผลการรักษาค่อนข้างดี ระยะเวลาการรักษาขึ้นกับรอยโรค โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน ปัจจุบันมีชนิดปากกาสามารถทำเองที่บ้านได้
- การผ่าตัดหรือฝานออก วิธีนี้ค่อนข้างเจ็บ
- ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เช่น การทา DCP (Diphencyprone), Tuberculin, PPD etc วิธีนี้ต้องมาทายาที่ รพ. สัปดาห์ละครั้งจนหายขาด
- ยากินที่เชื่อว่าออกฤทธิ์ immune enhancer เช่น Cimetidine, Zinc sulfate, Levomizole เป็นต้น
Slide 2
Slide 3

นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาถึงผลการรักษาในแต่ละวิธี ว่าแตกต่างกันหรือไม่ โดยดูจาก clearance rate
การรักษาด้วยการจี้เย็น Cryotherapy สามารถทำได้ทุกรายหรือไม่
ไม่สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามเรื่องการตอบสนองต่อความเย็นที่มากเกินไป หรือ ในผู้ป่วยที่ยังไม่แน่ใจในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหูดหรือโรคผิวหนังชนิดอื่นที่ต้องการการรักษาเฉพาะ เช่น มะเร็งหรือเนื้องอกผิวหนังอื่นๆ และนอกจากนั้นการใช้ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้
Slide 5
Slide 6
มีวิธีป้องกันโรคหูดหรือไม่
รักษาร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการสัมผัสและมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคหูด ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV
▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.
Dermatologist's Blog : Evidence-based Dermatology & Skincare Knowledge