Category Archives: Aesthetics

สกินแคร์สำหรับผิววัย 40++ (ฉบับดูแลตัวเองที่บ้าน)

เช็คลิสต์ส่วนผสมในสกินแคร์สำหรับสาววัย 40 ‼️

คำถามที่หลายท่านมีในใจก็คงจะหนีไม่พ้น “ อายุเริ่มเยอะไม่อยากผิวแก่เร็วควรเลือกสกินแคร์อย่างไรดี …⁉️”

ขอสรุปมาให้สั้น ๆ 5 ข้อ ดังนี้ค่ะ

1️⃣🔰 เมื่ออายุเข้าเลขสี่ ผิวจะมีการเสื่อมไปตามกาลเวลา นอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว แสงแดดและการดูแลผิวไม่ถูกวิธี จะยิ่งทำให้ผิวเสื่อมโทรมไปเร็วกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
⭐️ ดังนั้น หากใครอยากให้ผิวดูเด็กและสุขภาพผิวที่ดีกว่าจึงต้องปกป้องผิวจากแสงแดด ใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอ ดูแลผิวให้ถูกวิธี เลือกสกินแคร์ดูแลผิวอย่างเหมาะสมกับวัย โดยในวัยนี้ ผิวมักจะแห้งมากขึ้น หากผิวแห้งแนะนำเป็นกันแดดเนื้อครีมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าแบบโลชั่นค่ะ

2️⃣🔰 นอกจากแสงแดดแล้ว ฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะต่าง ๆ ในล่องลอยในอากาศ ยังสามารถรวมตัวกับโมเลกุลของโลหะต่าง ๆ และทำร้ายผิวชั้นลึกลงไป ผลจากความเครียดจากภาวะออกซิเดชั่นในระยะยาวส่งผลให้เกิดริ้วรอยและจุดด่างดำและผิวชรายิ่งไปกว่าเดิม
⭐️ ดังนั้น Topical antioxidants จึงแนะนำให้มีในสกินแคร์สำหรับวัยนี้ ยกตัวอย่างเช่น
Topical vitamin C, vitamin E (เคยมีในบทความก่อนนี้)
Topical arctiin เป็นสารอีกตัวเด่นที่กำลังมาแรง โดย arctiin เป็นสารสกัดที่มาจากพืชชื่อว่า Arctium lappa L ซึ่งเป็น phytoestrogen มีคุณสมบัติช่วย antiaging ได้ครอบคลุมทั้งการไปยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ช่วย antioxidation และยังเป็นสารที่เพิ่มความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMF) ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและยืดหยุ่นขึ้น เช่น ในสกินแคร์ Radiant Lift 3D Serum ก็มีงานวิจัยโดย MW Research GmBH ประเทศเยอรมนี ว่าช่วยเรื่องริ้วรอยเล็ก ๆ ดูลดลง ผิวเต่งตึง เรียบเนียนขึ้นหลังการใช้ประมาณ 2-4 สัปดาห์

3️⃣🔰 ผิววัยนี้นอกจากจะมีการสูญเสียน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้ผิวแห้งหยาบกร้านแล้ว ผิวชั้นลึกลงไปยังมีการสร้างคอลลาเจนลดลง และไฮยารูรอนิกแอซิดในชั้นผิวยังถูกสลายไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผิวเกิดมีริ้วรอย ความยืดหยุ่นผิวลดลง และผิวไม่อิ่มฟู
⭐️ ดังนั้น Topical hyaluronic acid จึงแนะนำให้มีในสกินแคร์สำหรับวัยนี้ โดยแนะนำว่าควรมีทั้ง hyaluronic acid ที่มีโมเลกุลใหญ่ + เล็ก เนื่องจากโมเลกุลใหญ่จะช่วยเคลือบผิว ลดการสูญเสียน้ำ ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระได้ ส่วนโมเลกุลเล็กจะซึมลงไปในผิวชั้นลึก ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้าง HA ในผิว ช่วยให้ผิวอิ่มฟูและริ้วรอยดูลดลง โดยที่การใช้ Topical HA เพื่อ antiwrinkle effect มีงานวิจัยพบว่าหลังทาจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวอิ่มน้ำขึ้น ส่วนระยะเวลาการลดริ้วรอยต้องใช้เวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 60 วันขึ้นไป

4️⃣🔰 ผิวที่มีการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังที่เกิดจากการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติให้เห็น เช่น ความหมองคล้ำ ฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
⭐️ ดังนั้น Topical Lightening จึงเป็นอีกกลุ่มที่แนะนำให้มีในสกินแคร์สำหรับวัยนี้ ยกตัวอย่างเช่น Arbutin/deoxyarbutin, licorice, kojic acid, ascorbic acid, resorcinol และ Thiamidol (Isobutylamido thiazolyl resorcinol) ซึ่งเป็นสารนวัตกรรมตัวใหม่ที่เคยเขียนไว้ในบทความก่อนนี้ว่าช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยับยั้งที่เอนไซม์ไทโรซิเนสโดยตรง มีงานวิจัยรองรับตีพิมพ์ใน Journal of Investigative Dermatology 2018 ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยใน Human tyrosinase และมีงานวิจัยในผิวคนไทยพบว่า Thiamidol สามารถใช้ได้ผลในการรักษาฝ้าที่รุนแรงน้อยถึงปานกลาง (mild to moderate melasma), กระ (freckle) และกระแดด (solar lentigines) โดยพบว่าได้ผล ดีกว่า “4% Arbutin + 2% Hydroquinone” ในเวลา 8-12 สัปดาห์ ซึ่งปลอดภัยกับร่างกาย

5️⃣🔰 กระบวนการผลัดเซลล์ผิวในวัยนี้จะช้าลงเรื่อย ๆ ทำให้มีการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ส่งผลให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ และประสิทธิภาพการบำรุงผิวจากการใช้สกินแคร์จึงลดลงตามมาด้วย
⭐️ ดังนั้น การผลัดเซลล์ผิวจึงมีส่วนช่วยปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ โดยแนะนำว่าอาจเพิ่มกลุ่มผลัดเซลล์ผิว เช่น glycolic acid หรือ topical tretinoin ใน skincare routine ก่อนนอน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งร่วมด้วย

✅ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรคาดหวังเกินความเป็นไปได้ ก็คือ บางคนอยากให้ผิวดูเด็กลง 10 ปีภายในไม่กี่วัน เพราะความจริงเป็นไปได้ยาก การดูแลผิวด้วยสกินแคร์อย่างถูกวิธีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลดอายุผิว และต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ อาจหลายเดือนหลายปี นอกจากนั้น อาจต้องร่วมกับ หัตถการหรือการใช้เลเซอร์อื่น ๆ ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีสุขลักษณะ จึงจะส่งผลให้ผิวมีสุขภาพดี และเสื่อมสภาพช้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

สุดท้ายนี้ ใครอายุเข้าเลข 4 แล้ว ก็ลองมาเช็คกันดูว่าสกินแคร์ที่ตัวเองใช้อยู่ มีส่วนผสมตามนี้มั้ย หรือใครที่กำลังมองหาสกินแคร์ที่เหมาะสมกับตัวเองในวัยนี้ ก็ลองดูตามนี้ได้เลย

⭐️Sunscreen ควรทาครีมกันแดดทุกเช้า ในวัยนี้มักมีผิวที่แห้งมากขึ้น ดังนั้น ในกิจวัตรประจำวันปกติ อาจใช้ SPF30 PA+++ ขึ้นไป หากผิวแห้ง
แนะนำเป็นเนื้อครีมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าแบบโลชั่นค่ะ
⭐️Hyaluronic acid อย่างน้อย 2 โมเลกุล
⭐️Topical antioxidant ได้แก่ กลุ่มจำพวก Topical vitamin C, vitamin E และ Topical arctiin
⭐️Topical lightening เช่น Arbutin/deoxyarbutin, licorice, kojic acid, ascorbic acid, resorcinol และ Thiamidol
⭐️Topical exfoliants เช่น glycolic acid ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ ผลัดผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดออกโดยไม่ทำให้ผิวบางลง

References
Natural anti-aging skincare: role and potential.
Biogerontology. 2020 Jun;21(3):293-310.
Women’s attitudes to beauty, aging, and the place of cosmetic procedures: insights from the QUEST Observatory.
J Cosmet Dermatol. 2016 Mar;15(1):89-94.
How to select anti-aging skincare products
AAD.org

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
Product mentioned
Eucerin Radiant Lift 3D Serum
Main ingrediants 3 อย่างหลัก :
✔️ มี Hyaluron 2 โมเลกุล คือ 52 kDa และ 2000 kDa ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูตื้นขึ้น ผิวอิ่มฟู
✔️ มี Thiamidol ช่วยยับยังเอนไซม์ไทโรซิเนสในกระบวนการสร้างเม็ดสี ช่วยเรื่องความหมองคล้ำ รอยดำ ฝ้ากระ
✔️ มี Arctiin เป็น powerful antioxidant สกัดจาก phytoestrogen ช่วยเพิ่ม NMF ยับยั้งการทำลายคอลลาเจน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ Radiant Lift 3D Serum
✔️ Anti wrinkle Studies : พบว่าริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตาดูลดลงหลังการทดสอบทา 2 ครั้งต่อวัน นาน 4 สัปดาห์ จากการวัดด้วยเครื่องมือ FOITS (Fast Optical in vivo Topometry of Human skin)
✔️ More Elasticity Studies : พบว่าความยืดหยุ่นผิวดีขึ้น ผิว firm ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการทดสอบทา 2 ครั้งต่อวัน นาน 2 สัปดาห์ จากการวัดด้วยเครื่องมือ Cutometer MPA 580 and Self Grading of patients + Moisture measurement
✔️ Overall Skin Quality : จากภาพถ่ายงานวิจัยเปรียบเทียบพบว่า หลังการทา 12 สัปดาห์ ผิวเรียบเนียบขึ้น ริ้วรอยดูลดลง ฝ้ากระรอยดำลดลง และโดยรวม Younger looking


บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง & Beiersdoft Company All rights reserved.

สกินแคร์สูตรไหน..จับคู่แล้วเวิร์ค

HELLO SKIN Tips ที่หมอเจี๊ยบนำมาฝากแฟนเพจที่น่ารักก่อนนอนวันนี้หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ 😊

ใครชอบสูตรไหน ใครใช้สูตรไหนอยู่บ้าง ลองคอมเม้นบอกหน่อยสิคะ 💓💓💓

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

ผิวมัน..มีวิธีดูแลอย่างไรดี ⁉️

✨✨✨✨✨✨✨

สำหรับคนที่มีผิวมัน จะพบปัญหาหลัก ๆ เลย คือ รูขุมขนอุดตัน มีสิวง่าย เครื่องสำอางไม่ติดทน แต่ลองมองในมุมกลับจะพบข้อดีของการมีผิวค่อนข้างมัน คือ ริ้วรอยจะน้อยกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะบุคคลกลุ่มนี้จะมีน้ำมันที่คอยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวมากกว่าคนผิวแห้ง

⭐️ การดูแลผิวและเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับปัญหาผิวจึงมีส่วนสำคัญ ลองมาปรับวิธีการตามนี้

🔰✔️การล้างหน้า :

ล้างหน้า 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน #ถือว่าเพียงพอ อาจมากกว่านั้นกรณีเหงื่อออกมาก เช่น หลังออกกำลังกาย
การล้างหน้าบ่อยกว่านี้ในกรณีที่ไม่จำเป็น จะเป็นการชำระล้างไขมันที่เคลือบผิวอยู่ ผลคือเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างน้ำมันออกมามากกว่าเดิม หน้าจะยิ่งมันกว่าเดิม

🔰✔️ CLEANSER :

เลือกที่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงกลุ่มที่ใช้ oil-based หรือ alcohol-based

🔰✔️ MOISTERIZER :

ถึงแม้ผิวมันก็ยังคงต้องใช้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นผิว โดยเลือกผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เป็น oil-free, non-comedogenic จะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน ลดการเกิดสิวได้

🔰✔️ SUNSCREEN :

ต้องทาทุกวันอยู่แล้ว แต่สำหรับกลุ่มคนผิวมัน แนะนำให้ใช้กลุ่ม zinc oxide, titanium dioxide และหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีน้ำหอม

🔰✔️ MAKEUP :

เลือกที่ oil-free, non-comedogenic และล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนเข้านอนทุกครั้ง เพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน

🔰✔️ หากมีหน้ามันมากในระหว่างวัน

แนะนำให้ใช้กระดาษซับมัน ซับเบา ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสด้วยมือ หรือเช็ดด้วยกระดาษหรือผ้าที่อาจก่อนความระคายเคืองผิวหน้าได้

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
บทความลิขสิทธิ์ ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

เริ่มต้นเลือกสกินแคร์อย่างไรดี ?

Dermatologist tips for selecting skincare products

⭐️ เลือกครีมอย่างไรดี ⭐️

ขอแนะนำแบบนี้นะคะ เริ่มทีละสเต็ปและค่อยประเมิน แล้วดูอีกทีว่าต้องเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ ไม่แนะนำให้เริ่มทีเดียวทั้งหมด เพราะการใช้เพียงไม่กี่ชิ้นที่จำเป็นอย่างถูกวิธี ก็สามารถแก้ปัญหาได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ลองดูตามนี้สิคะ📣

▶️ Step 1
“ครีมกันแดด + Moisturizer”

เลือกที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง
ใช้ไป 2 สัปดาห์ เชื่อว่าผิวดีขึ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อย ๆ ความหมองคล้ำและริ้วรอยเล็ก ๆ จะลดลง

หลังจากนั้นมาประเมินอีกครั้ง ว่ายังเหลือปัญหาอะไรที่อยากแก้ไขเพิ่มเติม

▶️ Step 2
เลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับปัญหา
เช่น

  • รอยดำ หมองคล้ำ
  • ฝ้า กระ (บางชนิดอาจต้องใช้เลเซอร์ร่วมด้วย)
  • สิว
  • ริ้วรอย (ถ้าเป็นรอยเล็กๆ การใช้ครีมช่วยได้ แต่ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใบหน้านั้นอาจต้องใช้ botulinum toxin ร่วมด้วย)
  • ผิวแพ้ง่าย

สามารถติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับสกินแคร์ได้เรื่อย ๆ ทางเพจนะคะ

ตรงนี้สำคัญ ‼️‼️‼️

❌ ไม่มีครีมอะไรที่ช่วยยกกระชับใบหน้าได้

❌ Clinical tested ต่างๆที่เขียนไว้ข้างขวด คือ การนำครีมนั้นไปให้กลุ่มบุคคลทำการทดลองใช้ โดยไม่ถือเป็นการรับรองจาก FDA หรือผ่านกระบวนการวิจัยทางการแพทย์ใดๆ

❌ ไม่ควรเริ่มใช้ครีมพร้อมกันหลายอย่าง เนื่องจากอาจเกิดการแพ้หรือผลข้างเคียงที่ทำให้ผิวมีปัญหา เกิดการหมองคล้ำ ริ้วรอยตามมา ผลคือ แย่ลงกว่าเดิม

❌ อย่าเลือกครีมตามเพื่อนหรือตามความฮิตฮอต ควรเลือกครีมให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Reference https://www.aad.org/skin-care-secrets/selecting-anti-aging-products

Copyright บทความลิขสิทธิ์ ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

ประโยชน์ของ Astaxathin

กินแอสตาแซนธินดีไหมนะ ⁉️

💭 คุณหมอคะ หนูได้ยินคนพูดถึง Astaxanthin หนูควรทานเยอะๆมั้ยคะ หนูมีข้อห้ามที่ทานไม่ได้มั้ย และทานเยอะๆมีผลข้างเคียงอะไรมั้ยคะ

🥕🥕🥕🥕🥕🥕🥕🥕🥕🥕

👩🏻‍⚕️ : มาทำความรู้จักกันว่า Astaxanthin คืออะไร?

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ช่วยยับยั้งการเกิดปฎิกิริยาที่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในไมโทคอนเดรียของตับได้
✅ มากกว่าวิตามินอีถึง 1,000 เท่า
นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของอนุมูลอิสระได้มากกว่าสารอื่นๆ ดังนี้
✅ มากกว่าเมล็ดองุ่นสกัด 17 เท่า
✅ มากกว่าเบต้า แคโรทีน 40 เท่า
✅ มากกว่าแอลฟา ไลโปอิก เอซิด 75 เท่า
✅ มากกว่าวิตามินอี แอลฟาโทโคฟีรอล 550 เท่า
✅ มากกว่าสารในชาเขียว 550 เท่า
✅ มากกว่าโคเอนไซม์คิวเท็น 800 เท่า
✅ มากกว่าวิตามินซี 6000 เท่า

👩🏻‍⚕️ : ประโยชน์ของสารแอสตาแซนธิน

นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีเยี่ยม ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆดังนี้
🔸 ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการเมื่อยล้าของสายตาจากการใช้สายตานานๆ ป้องกันดวงตาจากรังสียูวี
🔸 ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่างกาย
🔸 ช่วยให้ผิวคงความอ่อนวัย ลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อยและจุดด่างดำ
🔸 ช่วยดูแลสุขภาพกระเพาะอาหาร
🔸 ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก

👩🏻‍⚕️ :ผู้ที่ควรรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระแอสตาแซนธิน (Astaxanthin)

✔️ ผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพทุกเพศทุกวัย
✔️ ผู้ที่ใส่ใจในความงามและสุขภาพผิว
✔️ ผู้ที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆเป็นประจำเช่นความเครียด ฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เป็นต้น
✔️ ผู้ที่ต้องทำงานใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
✔️ นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

👩🏻‍⚕️: อาหารประเภทไหนมี Astaxanthin เยอะบ้าง ?

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ มีลักษณะเป็นสารสีแดงที่พบมากในอาหารเหล่านี้ค่ะ
🔸 ปลาแซลมอน
🔸 ไข่ปลาคาร์เวียร์
🔸 เปลือกปู กุ้ง
🔸 สาหร่าย ชนิด Microalgae Haematococus Pluvialis
🔸 ขนสีชมพูในนกฟลามิงโก

👩🏻‍⚕️: ปริมาณที่แนะนำต่อวัน ?

ไม่มีปริมาณที่ระบุแน่นอน แต่การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ที่ไม่พบผลข้างเคียง มีดังนี้
🍬 ทานเดี่ยวๆ ปริมาณ 2-12 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์
🍬 ทานร่วมกับวิตามินอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ปริมาณ 4 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่อง 12 เดือน

👩🏻‍⚕️: แอสตาแซนธินสะสมในร่างกายมั้ยคะ ?

✅ ไม่สะสมในร่างกายค่ะ ไม่เปลี่ยนโครงสร้างเหมือนกับวิตามินบางชนิด โครงสร้างของโมเลกุลเรียงตัวได้ดีกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ
✅ บางรายพบผลข้างเคียง (ไม่ขึ้นกับขนาดที่ทาน) คือ มีอาการแพ้ได้บางราย, ความต้องการทางเพศลดลง, สีผิวเข้มขึ้น, ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง

👩🏻‍⚕️: บุคคลใดที่ไม่แนะนำให้ทาน ?

❌ ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
❌ มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับ Autoimmune disease
❌ ทานยากดภูมิคุ้มกัน
❌ แพ้สารในกลุ่ม Carotenoids, Astaxanthin

🔘🔘🔘🔘🔘🔘🔘🔘🔘🔘

🏳️‍🌈 เราสามารถเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารแอสตาเซนธิน เช่น ในเนื้อสีแดงสวยของปลาแซลมอน หรือแม้แต่การลองรับประทานกุ้งตัวเล็กทั้งเปลือกค่ะ
🏳️‍🌈 Sockeye salmon 4 ออนซ์ มีปริมาณแอสตาแซนธิน 4.5 มิลลิกรัม
🏳️‍🌈 ปัจจุบันมีทำออกมาเป็นอาหารเสริมหลาย ๆ แบรนด์ หากอยากลองดูแนะนำในปริมาณที่เหมาะสมและเลือกเป็นรูปแบบที่เป็น สารสกัดจากธรรมชาติจะได้ประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่ากลุ่ม Synthetic ค่ะ

⭐️ มีใครทานเป็นอาหารหรือทานรูปแบบไหนอยู่บ้างลองมาแชร์กันได้เลยค่ะ ⭐️

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

How to ทาครีมกันแดดไม่ให้มีขุย

ทาครีมกันแดดอย่างไรไม่ให้มีขุย ‼️

☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️☀️

อีกคำถามที่มีคนถามมาเยอะ คือ ทาครีมกันแดดแล้วมีขุย เกิดจากอะไร และจะแก้อย่างไรดี เท่าที่ลองไปรวบรวมข้อมูลและสอบถามไปทางหลายแบรนด์ร่วมด้วย ก็สรุปรวมออกมาได้ประมาณนี้ค่ะ

🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰
การทาครีมกันแดดแล้วมีขุย
อาจเกิดได้จาก 3 อย่าง คือ

1️⃣ สภาพผิว ไม่เหมาะกับครีมกันแดดตัวนั้น
ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขุยในคนที่สภาพผิวแห้งได้บ่อยกว่าค่ะ

🌟 วิธีแก้
✔️ ปรับผิว : ทามอยเจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นผิวก่อน รอให้ซึมลงผิวสักครู่ แล้วจึงตามด้วยทาผลิตภัณฑ์กันแดด
✔️ ปรับครีมกันแดด : เปลี่ยนชนิดของผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น
คนผิวแห้ง —> แนะนำชนิดเนื้อครีม
คนผิวมัน —> แนะนำชนิดเนื้อโลชั่น หรือ ฟลูอิด

2️⃣ ครีมกันแดดมีปฏิกิริยาจับกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ทาลงไปก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังการทาร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีซิลิโคน (Slilicone-based) หรือมีสารที่มีคุณสมบัติคล้ายฟิล์มเคลือบอยู่บนผิว รวมทั้งสารที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว

🌟 วิธีแก้ คือ ปรับสกินแคร์ที่ใช้ก่อนทาครีมกันแดด อาจทำได้โดย

✔️ ปรับเป็นกลุ่ม Non Silicone-based แทน เช่น กลุ่มพวก water-based ก็ใช้ได้
✔️ เลือกสกินแคร์ที่เนื้อบางเบา ซึมได้ดี เช่น เซรั่ม เอสเซนท์ เพราะหากเป็นกลุ่มเนื้อครีมหนักๆ อาจทำให้ครีมกันแดดซึมลงได้ไม่ดีเท่าที่ควร
✔️ เปลี่ยนเวลาการทาสกินแคร์ที่เป็น silicone-based ไปทาเวลาอื่นแทน หากซื้อมาแล้วอาจไม่จำเป็นต้องทิ้งนะคะ
✔️ หลีกเลี่ยงการทาผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวในตอนเช้าก่อนทาครีมกันแดด

3️⃣ หากปรับ 2 ข้อข้างต้นแล้วยังมีขุย แสดงว่าครีมกันแดดยังซึมลงผิวได้ไม่ดี อาจเป็นเพราะ สภาพผิวที่ยังมีสิ่งสกปรกหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วปกคลุมอยู่ ซึ่งสาเหตุนี้มักเกิดในคนที่ล้างหน้าไม่สะอาด และไม่ค่อยได้ผลัดเซลล์ผิวค่ะ

🌟 วิธีแก้
✔️ ล้างหน้าให้สะอาดอย่างถูกวิธี
✔️ กรณีใช้ครีมกันแดดชนิดกันน้ำ หรือ กรณีแต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างครีมกันแดดและเครื่องสำอางร่วมด้วย ก่อนล้างหน้าตามปกติ
✔️ ผลัดเซลล์ผิว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจใช้เป็น glycolic หรือ BHA ความเข้มข้นต่ำก็ได้ค่ะ

หากใครมีวิธีการอะไรที่ทำแล้วช่วยให้ทาครีมกันแดดไม่มีขุย ก็ลองคอมเม้นแชร์วิธีให้เพื่อนได้เลย เพราะปัญหาเรื่องการทาครีมกันแดดแล้วมีขุย เป็นอะไรที่บอกยากมากจริง ๆ ว่าในแต่ละคนเกิดจากอะไร

🛑 บางคนผิวแห้ง ไม่เคยผลัดเซลล์ —> ก็ต้องไปปรับการดูแลผิวของตัวเอง
🛑 บางคนใช้ครีมกันแดดไม่เหมาะกับสภาพผิว —> ก็ต้องไปมองหาครีมกันแดดที่เหมาะกับตัวเอง
🛑 บางคนใช้สกินแคร์ที่ส่วนผสมไม่เข้ากันกับครีมกันแดด —> ก็ต้องไปปรับเอาเอง

ครีมกันแดดไม่ได้ผิดอะไร ‼️
ผิวหน้าของแต่ละคนก็ไม่ผิดอะไร ‼️
เพียงแค่เราปรับใช้ทุกอย่างอย่างมีหลักการให้ได้สูตรที่ลงตัวกับตัวเองเท่านั้นเองค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับหลายคนนะคะ ☀️☀️☀️

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

10 ไอเทมผลิตภัณฑ์สำหรับคนผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน

[ Topical treatment for Patterned Hair loss ]

เช็คลิสต์10อย่าง‼️

มาต่อเรื่องผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน ตอนที่ 2 กันค่ะ
ใครเพิ่งเจอบทความนี้ อยากให้กลับไปอ่านตอนที่ 1 ก่อนหน้านี้

คราวนี้มาพูดถึงยาทาในการรักษาภาวะผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมนกันบ้าง ขอพูดถึงตัว minoxidil เยอะหน่อยเพราะเป็นยาทาตัวเดียวที่ FDA-approved ในตอนนี้ค่ะ ส่วนข้อ 2-10 ก็มีรายงานมากขึ้นว่าใช้ได้ผล

มาเริ่มเลยค่ะ
🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰🔰

1️⃣⭐️ Topical minoxidil

✔️เป็นยาทาตัวเดียวที่ FDA-approved
▫️สำหรับผู้ชาย คือ 2% และ 5% (5% ผลดีกว่า 2%)
▫️ส่วนผู้หญิง คือ 2% (ความเข้มข้นมากกว่านี้ได้ผลไม่แตกต่าง และอาจมีผลข้างเคียงมากขึ้น)
▫️แบบ 5% foam งานวิจัยรับรองได้ผลทั้งหญิง (ทาวันละครั้ง) และชาย (ทาเช้าเย็น)
🔴 ดังนั้น ควรเลือกความเข้มข้นให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และผลข้างเคียงน้อยที่สุด และไม่เป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายหรือราคาที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
✔️ปริมาณที่ใช้ต่อครั้ง : 1 ml (solution), ครึ่งฝา (foam)
🔴 ดังนั้น การใช้มากเกินไป อาจไม่ช่วยให้ผลการตอบสนองดีขึ้นไปมากเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับผลข้างเคียงที่ตามมา
✔️ เริ่มเห็นผล 4-6 เดือน หากหยุดทาจะทำให้ผมเริ่มกลับมาบางลงใหม่ใน 4-6 เดือน
🔴 ดังนั้น ควรทาอย่างต่อเนื่องไปตลอดถ้าหากไม่มีข้อห้ามหรือผลข้างเคียงอะไร
✔️ ช่วงเริ่มใช้ 4-6 สัปดาห์แรก อาจมีการผลัดผมให้ร่วงมากขึ้นได้ และต่อไปจะค่อย ๆ มีผมขึ้นมาใหม่
🔴 ดังนั้น จึงไม่ต้องตกใจและไม่จำเป็นต้องหยุดทายา
✔️ ผลข้างเคียง :
❌ อาการแพ้จาก minoxidil
❌ การระคายเคืองจากสาร propylene glycol
❌ ขนขึ้นเยอะตามใบหน้า หรือบริเวณที่สัมผัส
🔴 ดังนั้น หากมีผื่นคัน หน้าบวมหรืออาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาว่าเป็นการระคายเคืองจากสาร PG หรือเป็นการแพ้ minoxidil
🔴 กรณีระคายเคือง PG อาจเปลี่ยนสูตรที่ไม่มี PG หรืออาจใช้เป็นรูปแบบ foam alcohol-based
🔴 กรณีเปลี่ยนสูตรแล้วไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากการแพ้ minoxidil แนะนำหยุดใช้
✔️ ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์
✔️ อาจมีบางผลิตภัณฑ์ที่ผสมกับ tretinoin solution, finasteride, amenexil ก็ใช้ได้

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์

💰 Minodil
💰 Nuhair
💰 Regaine
💰 Reten Five

2️⃣⭐️ Topical finasteride
เป็น 5-alpha reductase inhibitors
✔️ แนะนำ 0.05% gel หรือ 0.1% lotion
✔️ ใช้คู่กับ topical minoxidil ได้ผลดีขึ้น

3️⃣⭐️ Topical antiandrogen
ที่มีบางรายงานว่าได้ผลในผู้ชาย แต่ไม่ค่อยได้ผลในผู้หญิง เช่น
✔️ Fluridil 2% solution ทาเช้าเย็น
✔️ Alfatraiol 0.025% lotion ทาเช้าเย็น

4️⃣⭐️ Topical prostglandin analogs
มีรายงานได้ผลในผู้ชายที่ผมบางไม่รุนแรงนัก
✔️ Latanoprost 0.1% วันละครั้ง

5️⃣⭐️ Topical ketoconazole shampoo
ใช้ร่วมกับ oral finasteride ก็ช่วยได้ดี
ใช้ 2-4 ครั้ง/สัปดาห์

6️⃣⭐️ Topical melatonin 0.1% ทาวันละครั้ง

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์

💰NutraM

7️⃣⭐️ Topical adenosine 0.75% ทาเช้าเย็น

8️⃣⭐️ Topical Saw palmetto (Serenoa repens) lotion ทาเช้าเย็น

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์

💰Biothymus-M

9️⃣⭐️ Topical Cellium
ประกอบด้วยสารสกัดจาก Allium species, Citrus species

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์

💰CG210
💰CG428

🔟⭐️ Topical Capixyl
ประกอบด้วย Acetyl tetrapeptide-3, Biochanin A

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์

💰 Hirsuit

อ่านจบกันมั้ย และอย่าลืมว่า..การตอบสนองต่อการใช้ยาแต่ละชนิดในแต่ละบุคคลก็ไม่เหมือนกัน ทั้งหมดนี้อาจ เป็นทางเลือกเสริมให้ลองพิจารณาเลือกให้เหมาะกับตัวเองค่ะ
และหากไม่แน่ใจว่าคุณผมร่วงหรือผมบางจากภาวะนี้หรือไม่ แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ก่อนเริ่มทำการรักษาอย่างถูกวิธี ไม่แนะนำให้ลองผิดลองถูกเพราะอาจเกิดผลข้างเคียงตามมา

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
No Sponsored Content
Product Mentioned: #minoxidil #finasteride #CG210 #CG428 #Hirsuit #BiothymusM #Nuhair #Regaine #RetenFive

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Int J of Women’s Dermato. 2018; 4(4): 203-211.
Am J Clin Dermatol. 2014; 15: 217-230.
Int J Trichology. 2012; 4(4): 236-247.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

10 ข้อสรุป ผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน ‼️

10 ข้อควรรู้ เรื่องผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน ‼️

👴🏻👴🏻👴🏻👴🏻👴🏻👴🏻👴🏻👴🏻👴🏻

1️⃣⭐️ ในเพศชาย เรียก Male Androgenetic Alopecia หรือ Male Patterned Hair Loss (MPHL) ในเพศหญิง เรียก Female Androgenetic Alopecia หรือ Female Patterned Hair Loss (FPHL)

ที่เรียกชื่อแบบนี้เพราะลักษณะของผมที่บาง จะมีแพทเทิร์นที่มีลักษณะเฉพาะ โดยมีปัจจัยหลัก 2 อย่าง คือ พันธุกรรม และ/หรือ ฮอร์โมน
👴🏻ดังนั้น บางคนอาจไม่มีพันธุกรรมร่วมด้วยก็ได้

2️⃣⭐️ ปัจจัยเรื่องฮอร์โมนแอนโดรเจนจะทำให้เส้นผมบางบริเวณมีขนาดเล็กลง โดย เพศหญิงมักเริ่มบางจากกลางศีรษะก่อน และ เพศชายมักเริ่มเถิกจากหน้าผากบริเวณขมับสองข้าง ขึ้นไปเป็นรูปตัว M ต่อมาจะเริ่มบางบริเวณกลางศีรษะ และหากเป็นเยอะก็จะลามออกมารวมกับด้านหน้า ดังรูป แต่ในเพศหญิงบางคนอาจบางรูปแบบของเพศชายได้
👴🏻ดังนั้น บริเวณที่ตอบสนองต่อการทายา คือบริเวณดังกล่าวนั่นเอง ส่วนบริเวณอื่นที่ไม่ได้มีอิทธิพลจากฮอร์โมนอาจต้องรักษาวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ปลูกผม

3️⃣⭐️ กรณีฝาแฝด หากคนหนึ่งผมบาง พบว่าส่วนมากอีกคนมักเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะส่วนหนึ่งเกิดจาก ปัจจัยเรื่องพันธุกรรมร่วมด้วย
👴🏻ดังนั้น คู่แฝดส่วนใหญ่มัก หัวล้าน/ไม่ล้าน เหมือนกันทั้งคู่ แต่ก็ไม่เสมอไป 100%

4️⃣⭐️ คนหัวล้านหรือผมบาง ควรต้องระวังเรื่องการป้องกันแสงแดดให้ดี เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งผิวหนังที่บริเวณหนังศีรษะเพิ่มขึ้นได้
👴🏻ดังนั้น แนะนำให้ใส่หมวก กางร่ม เวลาออกกลางแดด และหากมีตุ่มหรือแผลผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อประเมิน

5️⃣⭐️ ในเพศหญิงอายุน้อยที่ผมบางเร็ว อาจมี ปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิด FPHL ได้ เช่น ภาวะขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามินบางชนิด เป็นต้น
👴🏻ดังนั้น กลุ่มนี้แนะนำให้พบแพทย์เพื่อ ตรวจเลือดหาสาเหตุร่วมด้วยเสมอ ก่อนด่วนสรุปว่าเป็นจากฮอร์โมนหรือพันธุกรรมเพียงเท่านั้น เพราะคนไข้อาจเสียโอกาสในการรักษาด้วยวิธีอื่นที่ตรงสาเหตุร่วมด้วย

6️⃣⭐️ มีงานวิจัยพบว่าคนผมบางหัวล้านมีความกังวลและเครียดมากขึ้น บางรายมากจนถึงขึ้นเป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะเพศหญิงจะมากกว่าเพศชาย ซึ่งพบว่า คนไม่ประสบปัญหานี้อาจไม่เข้าใจ
👴🏻ดังนั้น แนะนำว่าหากเป็นไปได้ไม่ควรล้อเลียนผู้อื่นเรื่องนี้ เพราะอาจเป็นปัจจัยทำให้สภาวะทางจิตใจแย่ไปกว่าเดิม

7️⃣⭐️ เพศชายที่ผมบางตั้งแต่ Grade 3 ขึ้นไป ก่อนอายุ 30 ปี (โดยเฉพาะคนที่ผมบางกลางศีรษะ > เถิกที่หน้าผาก) พบมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้น
👴🏻ดังนั้น ควรหมั่นดูแลสุขภาพให้ดี ดูแลเรื่องอาหารการกิน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

8️⃣⭐️ ภาวะนี้ไม่เร่งด่วน การรักษาขึ้นกับความต้องการและความพึงพอใจของแต่ละคน และการรักษาในแต่ละวิธีต้องอาศัยความต่อเนื่องไปตลอด ไม่ว่าจะกินหรือทายา หรือแม้กระทั่งปลูกผมแล้วก็ยังต้องกินยาและทายาต่อไป เพราะหากหยุดการรักษาก็อาจทำให้ ผมกลับมาบางได้อีก
👴🏻ดังนั้น ควรตัดสินใจก่อนเริ่มการรักษาให้ดีก่อนเริ่มต้นการรักษาไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม และการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละคนต่อการรักษาแต่ละวิธีก็ไม่เหมือนกัน เนื่องจากขึ้นกับหลายปัจจัย และหากไม่แน่ใจก็ แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินก่อนว่าเป็นภาวะนี้จริงหรือไม่ ก่อนเริ่มทำการรักษา

9️⃣⭐️ การรักษามีหลายวิธี

✔️ ใส่วิก

✔️ ยาทา ได้แก่
▫️ Topical minoxidil (FDA approved)
3-5% minoxidil ในเพศชาย
2% minoxidil ในเพศหญิง
**ระยะเวลาเริ่มเห็นผลชัดเจน คือ 6-12 เดือน
**หลังเริ่มใช้อาจมีผมร่วงมากขึ้นใน 2-8 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นต่อไปผมจึงจะเริ่มขึ้น
**หากหยุดทายา ผมจะเริ่มกลับมาร่วงใน 4-6 เดือน
**ผลข้างเคียง แพ้ระคายเคือง
▫️Topical finasteride 0.1%
▫️Topical anti-androgen เช่น fluridil, alfatradiol 0.025%
▫️Latanoprost, ketaconazole shampoo

✔️ ยารับประทาน ได้แก่
▫️Finasteride 1-5 มก ต่อวัน (เพศชาย), 2.5-5 มก ต่อวัน (หญิงวัยหมดประจำเดือน) (FDA-approved)
**อาจทำให้ระดับ serum PSA ลดลงได้ประมาณ 50% แนะนำให้ตรวจระดับ serum PSA ก่อนให้ยา เพื่อป้องกัน false negative กรณีมะเร็งต่อลูกหมาก
▫️Dutasteride 0.5-2.5 มก ต่อวัน
**ประสิทธิภาพดีกว่า แต่ half life นานกว่า finasteride จึงควรหยุดยาอย่างน้อย 6 เดือนก่อนบริจาคเลือด
**ผลข้างเคียง พบใน dutasteride มากกว่า finasteride ได้แก่ ความต้องการทางเพศลดลง (1.9%), อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (1.4%) ซึ่งพบไม่บ่อย และดีขึ้นกลับเป็นปกติเมื่อหยุดยา
▫️ Minoxidil 5 มก ต่อวัน
▫️กรณีเพศหญิง ยาที่อาจใช้ได้ คือ Oral anti-androgens ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช้ในเพศชาย ได้แก่ Spironolactone, Cyproterone acetate

✔️ Platelet rich plasma (PRP)

✔️ Low Level Laser Therapy (LLLT)

✔️ การปลูกผม (Hair transplantation)
แนะนำเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้ว 1-2 ปี และยังไม่ได้ผลที่พึงพอใจ

✔️ การสักอณูสี (Scalp micropigmentation)
มักทำในคนที่ผมบางระยะท้าย ๆ ที่กว้างเกินไปสำหรับการปลูกผม

🔟 แชมพูหรือสเปรย์ที่มี Evidence-based —> ถ้ามีคนอยากรู้จะมาต่อรีวิวตอนที่ 2

References
Cranwell W, Sinclair R. Male Androgenetic Alopecia. [Updated 2016 Feb 29]. Endotext
J Eur Acad Dermtol Venereol. 2018; 32(12): 2112-2125.
J Dtsch Dermatol Ges. 2007; 5: 391-5.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.

เรื่องสิว..ที่ไม่ใช่แค่สิว ‼️

8ข้อสรุปการดูแลปัญหาผิวจากอิทธิพลของฮอร์โมนและถุงน้ำรังไข่หลายใบ ‼️

ขอถือโอกาสในเดือนแห่ง PCOS นี้ พูดถึงความผิดปกติของผิวหนังที่พบได้ในโรคนี้สั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักว่าอาจจะมีความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย ที่ควรต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเพิ่มเติมนะคะ

1️⃣⭐️ ความผิดปกติของผิวหนังและเส้นผมในภาวะนี้ เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายเป็นหลัก ทำให้เกิดสิว, ขนดก, ผมบาง และรอยคล้ำที่คอหรือซอกพับต่าง ๆ ตามมา นอกจากนั้นบางคนอาจมีความผิดปกติของประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอร่วมด้วย
✔️ ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ภาวะนี้อาจส่งผลในเรื่องเมตาโบลิสม เช่น เบาหวาน อ้วน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ไขมันเกาะตับ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ในอนาคต
(ซึ่งในโพสนี้จะกล่าวถึงเฉพาะปัญหาทางผิวหนังเท่านั้น)

2️⃣⭐️ สิวที่พบ มักรุนแรงและเรื้อรัง พบได้ทั้งที่เป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบ มักพบบริเวณใบหน้าครึ่งล่าง ตามแนวขากรรไกร คอ หน้าอก ท้อง หลังส่วนบน และพบว่าส่วนใหญ่มีหน้ามันร่วมด้วย หรือพบเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่ และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน
✔️ ดังนั้น ใครมีสิวลักษณะดังกล่าว ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเรื่องฮอร์โมนหรือถุงน้ำรังไข่เพิ่มเติม และการรักษานอกจากยามาตรฐานแล้ว อาจต้องได้รับยาในกลุ่มฮอร์โมนเพิ่มเติม เช่น ยาคุมกำเนิด OCPs, ยาปรับฮอร์โมน เช่น Spironolactone, flutamide

3️⃣⭐️ ยาปรับฮอร์โมน ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม เป็นยาที่ต้องควบคุมการใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง บางคนอาจมีข้อห้ามของการใช้ยา และอาจได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น หลอดเลือดดำอุดตันในอวัยวะต่าง ๆ, สมองขาดเลือด, โรคหัวใจ, มะเร็งเต้านม, เกลือแร่ผิดปกติจนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
✔️ ดังนั้น ไม่แนะนำให้ซื้อรับประทานเอง และก่อนสั่งจ่ายยาเหล่านี้ควรพิจารณาให้ดีว่าจำเป็นหรือไม่ เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของยาที่ผู้ป่วยได้รับ โดยให้พิจารณาการรักษาเป็นราย ๆ

4️⃣⭐️ เรื่องขนดก (Hirsutism) พบได้ 60% แต่บางคนอาจไม่มีขนดกก็ได้ การรักษามีหลายวิธีที่มีงานวิจัยว่าช่วยได้ ได้แก่
✔️ ยาปรับฮอร์โมน ทั้ง OCPs และกลุ่มที่ไม่ใช่ยาคุม (คล้าย ๆ รักษาสิว) แต่ขนาดการรักษาอาจแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์เป็นผู้พิจารณา
✔️ ยา Metformin
✔️ ยาทา Topical eflornithine hydrochloride ซึ่ง FDA-approved สำหรับการใช้รักษาภาวะขนดกที่หน้า

5️⃣⭐️ เลเซอร์กำจัดขน หรือ IPL ยังมีข้อมูลวิจัยในกลุ่มคนที่เป็น PCOS ไม่มากนัก
ดังนั้น หากใช้การรักษาด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปัญหากลับมาได้เหมือนเดิม ในปัจจุบันยังแนะนำให้รักษาด้วยยาปรับฮอร์โมน ควบคู่ไปด้วยกันเสมอ

6️⃣⭐️ เรื่องอาหารและการควบคุมน้ำหนัก
✔️ ในแง่รอยดำคล้ำ พบว่าช่วยได้ดี
✔️ ในแง่ขนดก มีบางรายงานพบว่าการจำกัดแคลอรี่และการลดน้ำหนักลง 5% ใน 4 สัปดาห์ ช่วยให้ดีขึ้นได้ 30% แต่บางงานวิจัยพบว่าไม่ได้ผล อาจลองนำไปปฏิบัติและดูผลการตอบสนองเป็นรายไป
✔️ ในแง่สิว พบว่าสิวดีขึ้นได้ถ้าหากควบคุมอาหารจำพวกที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น เพราะการเกิดสิวส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยระยะเวลาเห็นผลสิวยุบลงคือ ประมาณ 4-6 สัปดาห์

7️⃣⭐️ เรื่องคอดำรักแร้และข้อพับดำคล้ำ หรือ เรียกว่า acanthosis nigricans พบว่าส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลินและน้ำหนักเกิน
✔️ การรักษาหลักคือ ลดน้ำหนัก ควบคุมระดับอินซูลินด้วยยาบางชนิด เช่น metformin, thiazolidinedione, octreotide
✔️ กลุ่มยาทาอื่นเพื่อเสริมการรักษา เช่น
Oral isotretinoin 3 mkd
Fish oil 10-20 กรัมต่อวัน
Topical calcipotriene, retinoids, hydroquinone
Chemical peeling
Alpha lipoic acid
อย่างไรก็ตามพบว่า หากหยุดการรักษา ภาวะนี้มักกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

8️⃣⭐️ เรื่องผมบาง อิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายจะทำให้ผมมีเส้นเล็กลง และปริมาณลดลงได้ ซึ่งปัญหานี้พบไม่บ่อยเท่าปัญหาอื่น แต่มีผลต่อสภาพจิตใจไม่น้อย การรักษาใช้ยาปรับฮอร์โมนเป็นหลัก เช่น ยาคุม OCPs, Spironolactone, Finasteride หรืออาจใช้ยาทาในกลุ่ม Minoxidil โดยแนะนำผู้ชาย 5% ผู้หญิง 2% ก็ได้ผลดี แต่การตอบสนองต้องอาศัยระยะเวลาหลายเดือน
ดังนั้น ต้องใจเย็นและหากหยุดยา ก็อาจกลับไปผมบางได้อีก

ภาวะ PCOS นอกจากจะมีปัญหาผิวหนังและเส้นผมตามข้างต้นแล้ว ยังอาจมีอาการอื่นได้อีก เช่น
✅ ประจำเดือนผิดปกติ
✅ ตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีถุงน้ำหลายใบในรังไข่
✅ เบาหวาน, ภาวะอ้วน
ซึ่งต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมและร่วมดูแลของแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เช่น หมอผิวหนัง หมอต่อมไร้ท่อ หมอสูตินรีเวช หมอมะเร็ง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต เช่น
✅ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
✅ ความเครียดและซึมเศร้า
✅ ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ, โรคอัมพฤกษ์

หมอผิวหนังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลโรคนี้ และจะถือเป็นด่านแรก ๆ ก็ว่าได้ที่มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรค ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากพบความผิดปกติที่ไม่แน่ใจ ก็แนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี
หมอเจี๊ยบ💕💕💕


▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
References
Clin Cosmet Investig Dermatol 2018; 11: 407-413.
J Am Acad Dermatol 2014; 71: 859.e1-15.
Am J Clin Dermatol 2007; 8 (4): 201-219.

บทความลิขสิทธิ์ Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง