Category Archives: Aesthetics

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

ในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 กำลังสร้างปัญหามากมายกับผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผิวระคายเคือง อักเสบ ผื่นแพ้ ความหมองคล้ำ ฝ้า กระและรอยด่างดำที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น นอกจากการป้องกันมลภาวะต่อผิวหนังแล้ว การล้างหน้าให้สะอาดจึงมีส่วนสำคัญมากไม่แพ้กันในแง่ของการขจัดสิ่งสกปรกไม่ให้ตกค้างต่อผิวหนัง

จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า การใช้เครื่องล้างหน้าหรือแปรงล้างหน้าไฟฟ้า (Electronic Cleansing Brush) มีความจำเป็นหรือไม่ และทำให้หน้าสะอาดขึ้นกว่าการล้างด้วยมือธรรมดาหรือเปล่า จึงได้ไปทำการรีวิวงานวิจัยต่าง ๆ และหาข้อเท็จจริงมาให้อ่านกัน

🌈 เทคโนโลยีของ Sonic technology brush ที่นำมาสร้างแปรงล้างหน้าไฟฟ้านั้น ได้คอนเซปมาจากแปรงสีฟันไฟฟ้า เริ่มคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2006 โดยหลักการทางฟิสิกส์ของการสร้างหัวแปรง 2 ชั้น โดยชั้นนอกทำให้เกิดการหมุนวนด้วย amplitude และ frequency ที่เหมาะสมจนเกิดแรงมากพอที่ทำให้ comedone และสิ่งสกปรกทั้งหลายหลุดออกมาจากรูขุมขน พูดง่าย ๆ ก็คือ คล้ายกับหลักการของ Mechanical Exfoliant นั่นเอง

🌈 มีหลายงานวิจัยที่ทำขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบการล้างหน้าด้วย Cleansing brush กับการล้างหน้าด้วยมือเปล่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทต่าง ๆ ที่ผลิตเครื่องมือเหล่านี้ออกมา ดังนั้น ควรมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ

⭐️ #ผลในด้านบวก

▫️การใช้ Cleansing brush ในกรณีที่มีการแต่งหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า และลดสิ่งตกค้างที่ผิวได้ดีกว่าการล้างด้วยมือเปล่า
▫️การใช้ Cleansing brush+ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า สามารถล้างหน้าได้สะอาดกว่า การใช้ Cleansing brush อย่างเดียว
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยลดการเกิดสิวอุดตัน สิวเสี้ยนได้
▫️การใช้ Cleansing brush ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้หน้าใสและริ้วรอยลดลงจากการที่ไม่มีสิ่งสกปรกตกค้างที่ผิว ส่งผลให้การทาครีมบำรุงผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่สร้างมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี 100% สำหรับมนุษย์ทุกคน

⭐️ #มีรายงานผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ Cleansing brush ซึ่งมักไม่ค่อยมีการเอ่ยถึง ได้แก่

▫️ผิวแห้งตึงจากการขาดน้ำ และเกิดริ้วรอยแห่งวัยตามมา
▫️ผิวระคายเคือง บวมแดง จากการใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม
▫️ผิวหนังอักเสบและมีการกำเริบของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น เซบเดิร์ม สิวอักเสบ ภูมิแพ้ผิวหนัง
▫️ผิวหนังติดเชื้อจากสิ่งสกปรกที่สะสมที่ขนแปรง

🌈 เมื่อมองในแง่ของหลักการผลัดเซลล์ผิวนั้น เราสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. Physical Exfoliants เช่น การขัดด้วยเครื่องมือ แปรง หรือสครับต่าง ๆ วิธีนี้อาจต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากการ overuse จะสามารถทำร้ายโครงสร้างผิวได้ง่าย เพราะการควบคุมแรงในการใช้นั้นค่อนข้างยาก
  2. Chemical Exfoliants เช่น การผลัดผิวด้วยสารผลัดเซลล์ผิว ที่นิยมผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องตลาดก็อย่างเช่น AHA, BHA, PHA วิธีนี้ก็ต้องระวังหากใช้สารที่มีความเข้มข้นหรือระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งความเห็นส่วนตัวชอบวิธี chemical มากกว่าเพราะเราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ขจัดสิ่งสกปรกเฉพาะเซลล์ผิวหนังกำพร้าที่ตายแล้ว โดยทำลายผิวที่ดีน้อยที่สุด

💦เมื่อมองอย่างเป็นกลางกับคำถามที่ว่า ใช้ Cleansing brush ดีไหม ?
คำตอบ คือ #โดยหลักการจัดว่าดี หากใช้แบบ Optimal amplitude and frequency range
💦แต่ถามว่าจำเป็นต้องมีไหม ?
คำตอบ คือ #ไม่จำเป็นสำหรับผิวของทุกคน

RECOMMENDATION for Face Cleansing brush use

✅ ใช้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เฉพาะเวลาก่อนนอนก็เพียงพอ ครั้งละไม่เกิน 3-4 นาที
การใช้ทุกวันนั้นถือว่า Overuse กล่าวคือ บ่อยเกินไปสำหรับหลักการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี เนื่องจากจะทำลายชั้นไขมันตามธรรมชาติที่สร้างความชุ่มชื้นและปกป้องผิว (impair lipid barrier) และทำลาย pH balance ผลที่ตามมา คือ ผิวแห้งกร้าน ตึง เกิดความระคายเคืองง่าย มีการอักเสบตามมาในที่สุด

✅ ควรเช็ดและล้างเครื่องสำอางออกด้วย makeup remover ก่อนทำการล้างหน้าด้วย Cleansing brush เสมอ
เนื่องจากการไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนจะทำให้แปรงไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีที่ควร และยังเพิ่มโอกาสการระคายเคืองจากเครื่องสำอางที่อยู่บนผิวหน้าได้

✅ หลีกเลี่ยงการใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีอื่น เช่น scrub เม็ดบีด หรือสารผลัดเซลล์ในกลุ่ม chemical exfoliant เนื่องจากจะก่อความระคายเคืองมากเกินไป

✅ ควรใช้ Facial Cleansing Brush ร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่อ่อนโยน
โดยหลักการแล้วเครื่องมือนี้จะได้ผลดีหากใช้กับ cleanser ชนิด Foam แต่จะได้ผลน้อยกว่ากับ cleanser ชนิด cream, gel หรือ lotion
อันนี้เป็นเหตุผลส่วนตัวที่ไม่เลือกใช้แปรงล้าง เพราะต้องใช้กับ Foam cleanser แต่ขัดหลักการใช้คลีนเซอร์ที่ดีต่อผิวนั้นควรเป็นกลุ่ม Foam-free cleanser ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการดึงน้ำออกจากผิว และในระยะยาวส่งผลดีคือ ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดริ้วรอยก่อนวัย

✅ ทาครีมบำรุงผิวตามหลังการทำความสะอาดผิวด้วย Facial Cleansing Brush ทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดูดซึมสารต่าง ๆ

✅ เปลี่ยนหัวแปรงสม่ำเสมอ และทำความสะอาดให้ดีทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเพาะเชื้อโรคที่เกิดขึ้นได้ที่แปรงในทุกวัน

✅ หยุดใช้เมื่อมีสัญญาณของการทำร้ายผิว ได้แก่ แสบ แดง ลอก คัน

✅ เลี่ยงการใช้บริเวณผิวบอบบาง เช่น รอบดวงตา

✅ Facial Cleansing Brush ไม่เหมาะสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้

❌ ผิวบอบบาง sensitive skin
❌ หน้าแดง
❌ สิวอักเสบ
❌ ผิวหนังอักเสบทุกชนิด เช่น เซบเดิร์ม สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ผิวหนัง atopic
❌ ผิวไหม้แดด Sunburn
❌ ผิวหลังการทำเลเซอร์หรือทรีทเม้นท์ หัตถการต่าง ๆ

โดยสรุป

DERMATOLOGIST_RECOMMENDATION

👩🏻‍⚕️การล้างหน้าที่ดีที่สุด คือ การล้างหน้าให้สะอาดด้วย non-foaming cleanser โดยใช้น้ำสะอาด ไม่ใช้น้ำเย็นหรือน้ำร้อน ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง (ไม่เช็ดหรือถู) ตามด้วย alcohol-free toner เป็นอันจบพิธีก่อนทาครีมบำรุงผิว
👩🏻‍⚕️การใช้ Facial Cleansing Brush นั้น สามารถเลือกใช้ตามความสมัครใจ แต่ก็คงไม่จำเป็นถึงขนาดต้องมี เพราะตัวหมอเองก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันค่ะ ถ้ามีโอกาสได้ลองก็จะมาเล่าให้ฟัง
👩🏻‍⚕️ถ้าหากใครเป็นสาวกของแปรงล้างหน้าไฟฟ้า ลองดูว่าเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองหรือไม่ ใช้ให้ถูกวิธีตามหลักการ ไม่ควรเลือกตามเพื่อนบอกหรือคำโฆษณา
👩🏻‍⚕️ส่วนยี่ห้อไหนนั้น ประเด็นที่ต้องดูคือ ความนุ่มของแปรง การสะสมเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่ขนแปรง ความแรงที่ไม่มากเกินไป รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้อง maintenance ในการซื้อถ่าน ชาร์ตแบต เปลี่ยนหัวต่าง ๆ โดย ณ ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยเทียบชัดเจนว่ายี่ห้อไหนดีกว่ายี่ห้อไหนค่ะ คงต้องติดตามต่อไป

As always, when in doubt, Ask your BOARD-CERTIFIED DERMATOLOGIST

เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

ทำไมแพทย์ผิวหนังจึงเน้นแนะนำให้ทาครีมกันแดด..ทุกวัน..ในทุกที่..ที่คุณย่างก้าวไป

หลายคนมักมองข้ามการทาครีมกันแดดในวันที่ไม่มีแดด หรือ ไม่ทาครีมกันแดดเพราะทำงานในออฟฟิศ หรือบางท่านอาจสงสัยว่าทำไมทาครีมกันแดดแล้วยังหมองคล้ำ

วันนี้มีความจริงบางอย่างที่น่ารู้มาแบ่งปัน

Cr SkinCancer.org

🌞🌞🌞ABOUT SUN PROTECTION🌞🌞🌞

💯 หิมะสะท้อนรังสียูวีได้ถึง 80%
ดังนั้น ไปเที่ยวต่างประเทศที่มีหิมะ ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 รังสียูวีทะลุก้อนเมฆได้ถึง 80-90%
ดังนั้น ในวันที่ไม่มีแดด ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 รังสียูวีจะเพิ่มสูงขึ้น 4-5% ทุกๆ 1000 ft ที่สูงจากระดับน้ำทะเล
ดังนั้น อยู่ในที่สูงหรือไปปีนเขาเทรคกิ้ง ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 UV light มีความยาวคลื่นสั้นกว่า Visible light ดังนั้น เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ผิวหนังเราสามารถรู้สึกได้ และสามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ในอนาคต

💯 UVA ส่งผลให้เกิดผิวชรา รอยกระ ฝ้า จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัยอันควร (Premature aging sign)

💯 UVB ส่งผลให้ผิวไหม้และหมองคล้ำ (Burning and Tanning)

💯 UVA สามารถทะลุชั้นบรรยากาศมาสู่ผิวโลกได้มากกว่า 95% และสามารถทะลุกระจก สะท้อนผิวน้ำ, ผิวน้ำแข็ง, ทราย และหิมะได้

💯 กระจก สามารถป้องกัน UVB ได้เกือบ 100% แต่ไม่สามารถป้องกัน UVA ได้ ดังนั้น นั่งทำงานในออฟฟิศ นั่งทานอาหารโต๊ะริมหน้าต่าง นั่งเครื่องบิน window seat ก็ควรทาครีมกันแดด

💯 ครีมกันแดดที่ดีควรมีส่วนผสมที่ได้มาตรฐาน Broad spectrum SPF 30 ขึ้นไป และเลือกสูตรที่เหมาะกับผิวแต่ละบุคคล

💯 การทาครีมกันแดดที่ถูกวิธีเพื่อให้ได้ปริมาณ SPF ใกล้เคียงที่ระบุข้างกล่อง คือ ทั่วใบหน้า 1 กรัม (ชนิดครีม 2 ข้อนิ้วมือ, ชนิดโลชั่น 2 เหรียญสิบบาท) ทาซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมง และการทาไปในทิศทางเดียวกัน ไม่วนไปมา ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนได้

💯 ครีมกันแดดชนิดกันน้ำ ควรต้องใช้ตัวล้างเฉพาะ ก่อนทำการล้างหน้าปกติ

💯 ในที่ที่มีค่า UV index ที่สูง ควรปกป้องรังสียูวีด้วยวิธีอื่นร่วมกัน แนะนำให้เช็คค่า UV index ในสถานที่นั้นก่อนจะเดินทางไป เพื่อเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น

✅ หมวกปีกกว้าง (Wide-brimmed hat)
✅ เสื้อผ้ากันยูวี (UV-protective clothing)
✅ แว่นตากันรังสียูวี (UV-protective sunglasses)
✅ ชุดว่ายน้ำที่ทำจากเส้นใยกันแดดได้ (UV-protective fablic swim gear)

Cr Ozone and Radition Center
Cr Ozone and Radition Center

💯 เราสามารถปรับ Sun-safe workplace เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังในอนาคตโดยวิธีการ ดังนี้

⛱ กระจกกันยูวี UV-blocking window ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ ฟิล์มกันยูวี UV Films ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ กางร่มกันยูวี ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ แว่นกันยูวี ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB มากกว่า 99%
⛱ สวมหมวกและเสื้อผ้ากันยูวี ที่ UV protection factor (UPF) 30 ขึ้นไป
⛱ หลีกเลี่ยงการนอน Tanning bed

โดยสรุปง่าย ๆ โพสนี้อยากเชิญชวนให้มาปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างถูกวิธีกันค่ะ
ใคร ๆ ก็สามารถป้องกันผิวไหม้ ผิวหมองคล้ำ มะเร็งผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นจากรังสียูวีได้

Cr เนื้อหาและรูปภาพจาก Skin Cancer Center, Ozone and Radition Center, Bolognia, Fitzpatrick (textbook of dermatology)

เรียบเรียงโดยแพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

เลือกครีมทาหน้าอย่างไรให้ได้ผลตรงจุด

มีหลายคนมักถามเสมอว่า ทาครีมอะไรดี วันนี้เลยจะมาขอเล่าลำดับขั้นตอนการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมให้กับปัญหาผิวของตัวเองค่ะ

Step 1 “ครีมกันแดด + Moisturizer”


โดยเลือกสูตรที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง


ใช้ไป 2 สัปดาห์ เชื่อว่าผิวดีขึ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อย ๆ ความหมองคล้ำและริ้วรอยเล็ก ๆ จะลดลง

หลังจากนั้นมาประเมินอีกครั้งว่ายังเหลือปัญหาอะไรที่อยากแก้ไขเพิ่มเติม

Step 2 เลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับปัญหา


เช่น

  • รอยดำ หมองคล้ำ
  • ฝ้า กระ (บางชนิดอาจต้องใช้เลเซอร์ร่วมด้วย)
  • สิว
  • ริ้วรอย (ถ้าเป็นรอยเล็กๆ การใช้ครีมช่วยได้ แต่ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใบหน้านั้นอาจต้องใช้ botulinum toxin ร่วมด้วย)
  • ผิวแพ้ง่าย

ไว้คอยติดตามจะมาเล่าว่าครีมอะไรใช้แก้ปัญหาอะไร

สำคัญ

❌ ไม่มีครีมอะไรที่ช่วยยกกระชับใบหน้าได้
❌ Clinical tested ต่างๆที่เขียนไว้ข้างขวด คือ การนำครีมนั้นไปให้กลุ่มบุคคลทำการทดลองใช้ โดยไม่ถือเป็นการรับรองจาก FDA หรือผ่านกระบวนการวิจัยทางการแพทย์ใดๆ
❌ ไม่ควรเริ่มใช้ครีมพร้อมกันหลายอย่าง เนื่องจากอาจเกิดการแพ้หรือผลข้างเคียงที่ทำให้ผิวมีปัญหา เกิดการหมองคล้ำ ริ้วรอยตามมา ผลคือ แย่ลงกว่าเดิม
❌ อย่าเลือกครีมตามเพื่อนหรือตามความฮิตฮอต ควรเลือกครีมให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

อ่านเพิ่มเติม https://www.aad.org/skin-care-secrets/selecting-anti-aging-products

เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

มารู้จักแอสตาแซนทินกัน

🍭🍭🍭 แอสตาแซนธินดีหรือไม่ ?🍭🍭🍭

💭 คุณหมอคะ หนูได้ยินคนพูดถึง Astaxanthin หนูควรทานเยอะๆมั้ยคะ หนูมีข้อห้ามที่ทานไม่ได้มั้ย และทานเยอะๆมีผลข้างเคียงอะไรมั้ยคะ

👩🏻‍⚕️ : มาทำความรู้จักกันว่า Astaxanthin คืออะไร?


เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ช่วยยับยั้งการเกิดปฎิกิริยาที่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในไมโทคอนเดรียของตับได้
✅ มากกว่าวิตามินอีถึง 1,000 เท่า
นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของอนุมูลอิสระได้มากกว่าสารอื่นๆ ดังนี้
✅ มากกว่าเมล็ดองุ่นสกัด 17 เท่า
✅ มากกว่าเบต้า แคโรทีน 40 เท่า
✅ มากกว่าแอลฟา ไลโปอิก เอซิด 75 เท่า
✅ มากกว่าวิตามินอี แอลฟาโทโคฟีรอล 550 เท่า
✅ มากกว่าสารในชาเขียว 550 เท่า
✅ มากกว่าโคเอนไซม์คิวเท็น 800 เท่า
✅ มากกว่าวิตามินซี 6000 เท่า

👩🏻‍⚕️ : ประโยชน์ของสารแอสตาแซนธิน


นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีเยี่ยม ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆดังนี้
🔸 ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการเมื่อยล้าของสายตาจากการใช้สายตานานๆ ป้องกันดวงตาจากรังสียูวี
🔸 ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่างกาย
🔸 ช่วยให้ผิวคงความอ่อนวัย ลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อยและจุดด่างดำ
🔸 ช่วยดูแลสุขภาพกระเพาะอาหาร
🔸 ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก

👩🏻‍⚕️ :ผู้ที่ควรรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระแอสตาแซนธิน (Astaxanthin)


✔️ ผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพทุกเพศทุกวัย
✔️ ผู้ที่ใส่ใจในความงามและสุขภาพผิว
✔️ ผู้ที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆเป็นประจำเช่นความเครียด ฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เป็นต้น
✔️ ผู้ที่ต้องทำงานใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
✔️ นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

👩🏻‍⚕️: อาหารประเภทไหนมี Astaxanthin เยอะบ้าง ?


แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ มีลักษณะเป็นสารสีแดงที่พบมากในอาหารเหล่านี้ค่ะ
🔸 ปลาแซลมอน
🔸 ไข่ปลาคาร์เวียร์
🔸 เปลือกปู กุ้ง
🔸 สาหร่าย ชนิด Microalgae Haematococus Pluvialis
🔸 ขนสีชมพูในนกฟลามิงโก

👩🏻‍⚕️: ปริมาณที่แนะนำต่อวัน ?


ไม่มีปริมาณที่ระบุแน่นอน แต่การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ที่ไม่พบผลข้างเคียง มีดังนี้
🍬 ทานเดี่ยวๆ ปริมาณ 2-12 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์
🍬 ทานร่วมกับวิตามินอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ปริมาณ 4 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่อง 12 เดือน

👩🏻‍⚕️: แอสตาแซนธินสะสมในร่างกายมั้ยคะ ?


✅ ไม่สะสมในร่างกายค่ะ ไม่เปลี่ยนโครงสร้างเหมือนกับวิตามินบางชนิด โครงสร้างของโมเลกุลเรียงตัวได้ดีกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ
✅ บางรายพบผลข้างเคียง (ไม่ขึ้นกับขนาดที่ทาน) คือ มีอาการแพ้ได้บางราย, ความต้องการทางเพศลดลง, สีผิวเข้มขึ้น, ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง

👩🏻‍⚕️: บุคคลใดที่ไม่แนะนำให้ทาน ?


❌ ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
❌ มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับ Autoimmune disease
❌ ทานยากดภูมิคุ้มกัน
❌ แพ้สารในกลุ่ม Carotenoids, Astaxanthin

🏳️‍🌈 เราสามารถเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารแอสตาเซนธิน เช่น ในเนื้อสีแดงสวยของปลาแซลมอน หรือแม้แต่การลองรับประทานกุ้งตัวเล็กทั้งเปลือกค่ะ
🏳️‍🌈 Sockeye salmon 4 ออนซ์ มีปริมาณแอสตาแซนธิน 4.5 มิลลิกรัม

Copyright ©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

จริงหรือไม่กับความเชื่อที่ว่า.. กินช๊อคโกแลต กินขนมปัง แล้วสิวเห่อ

🍫🍮🎂🍭🥧🍨🍦🍿🧃🥤🍰🍹

ข้อเท็จจริงในเรื่องของ “อาหาร” กับ “การเกิดสิว” ที่มีหลักฐานจากงานวิจัยมีดังนี้

อาหารในกลุ่มที่มีค่าดัชนี้น้ำตาลต่ำ (Low-glycemic diet) ช่วยลดการกระตุ้นให้เกิดสิวได้

เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว ข้าวโอ๊ต เป็นต้น โดยทั้งนี้เกี่ยวกับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดหลังรับประทานอาหาร โดยถ้าหากระดับสูง จะส่งผลให้เกิดกระบวนการอักเสบในร่างกายมากขึ้น และยังส่งผลให้มีการสร้าง sebum มากขึ้น เป็นผลให้เกิดสิวมากขึ้นตามมา
งานวิจัยพบว่า การเปลี่ยนมาทานอาหารโลว์จีไอทำให้สิวลดลงเกือบ 90% ในเวลาประมาณ 10-12 สัปดาห์

✅ การดื่มนม (ไม่รวมนมปั่น) สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้

ถึงแม้ milk จัดอยู่ในกลุ่ม low glycemic index แต่มีรายงานพบว่าการดื่มนม ไม่ว่าจะเป็น whole, low-fat, skim milk ทำให้เกิดสิวมากขึ้น โดยข้อสันนิษฐานว่ามีฮอร์โมนบางชนิดในนม ทำให้เกิดการอักเสบและกระตุ้นสิวมากขึ้น
โดยปริมาณการดื่มที่ทำให้เกิดสิวนั้นยังไม่แน่ชัด จากงานวิจัยหนึ่งพบว่า เด็กที่ดื่ม skim milk มากกว่า 2 แก้วต่อวัน มีสิวเยอะกว่าเพื่อนชัดเจน

✅ ผลิตภัณฑ์จากนมอย่างอื่น ยังไม่มีรายงานว่าทำให้กระตุ้นการเกิดสิว

ไม่ว่าจะเป็น โยเกิร์ต, ชีส 🧀

ยังมีอาหารอีกมากมายที่บางท่านเชื่อว่า ตนเองรับประทานแล้วทำให้สิวเห่อมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจริงหรือไม่

DERMATOLOGIST RECOMMEND….🏆🏆🏆
สิ่งที่แพทย์เฉพาะทางผิวหนังแนะนำคือ

🥇ให้ลองสังเกตว่าอาหารที่ท่านสงสัยนั้น เมื่อทานแล้วทำให้เกิดสิวมากขึ้นหรือไม่ และ ลองหยุดรับประทานอาหารเหล่านี้ดูประมาณ 1 เดือน แล้วดูว่าสิวลดลงหรือไม่ จะช่วยบอกได้คร่าว ๆ ว่า อาหารนั้น ๆ กระตุ้นสิวได้จริงหรือ

🥇 การรักษาสิวให้ถูกวิธี ไม่เพียงแต่การเลือกทานอาหารเท่านั้น ยังขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการทายาสิว การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับสภาพผิว การมาติดตามการรักษาตามนัดแพทย์ เพื่อให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

Reference : https://www.aad.org/diet

▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️

👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

ไม่อยากผิวแก่ ต้องใช้ครีมอะไรดี

How to approach “Healthy skin aging” ไม่ว่าจะใช้สารพัดครีมอะไร แต่สิ่งที่ควรมีในแต่ละวันคือ 4 ไอเทมนี้นะจ๊ะ

1. Sunscreen

ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA, UVB อย่างน้อย SPF30 หากเป็น physical sunscreen ควรอย่างน้อย 5% zinc oxide

2. Antioxidants

ช่วยป้องกันการทำร้ายผิวจากอนุมูลอิสระและรังสียูวี

3. Exfoliants

ครีมผลัดเซลล์ผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้สมบูรณ์ ผลัดเอาเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดออกไป โดยไม่ทำให้ผิวหนังบางลง กลุ่มนี้ เช่น alpha hydroxy acid


4. Retinoids and Growth factors

ยาทากลุ่มวิตามินเอนั้นดีงามทุกคนทราบ ส่วน GF จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและจัดการกับกระบวนการต่าง ๆ ในเซลล์ผิวที่ทำให้ผิวชรา

เรียบเรียงโดย
แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ
อายุรแพทย์โรคผิวหนัง
©👩🏻‍⚕️HELLO SKIN by หมอผิวหนัง

ช่วยด้วย..ผมคอเหี่ยวทำยังไงดี

🙄 คุณหมอครับ บริเวณคอและท้ายทอยของผมทำไมเหี่ยวย่นคล้ำลงคล้ายเบาะหนังเป็นแบบนี้ ???

🌈 การที่ผิวหนังบริเวณหลังคอเกิดการหนาตัวและมีรอยย่นมากขึ้น จนดูคล้ายเบาะหนัง (leather-liked wrinkled skin) และมีสีอมเหลือง (yellowish discoloration) ดังภาพนี้ เราเรียกว่า Cutis Rhomboidalis Nuchae เป็นสัญญาณบ่งว่าผิวเกิดความชรามากขึ้นจากการถูกแดดเป็นประจำนั่นเอง โดยเฉพาะเพศชายที่ผมสั้น และมองข้ามการปกป้องแสงแดดให้กับผิวบริเวณนี้

🌈 หากปล่อยไว้นานๆ จะเป็นอย่างไร


A: รอยเหี่ยวย่นและหมองคล้ำจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และ หากมีจุดหรือรอยโรคที่เกิดตามมาอาจต้องระวังการเกิดมะเร็งผิวหนังในบริเวณนี้ได้ค่ะ

🌈 หากตอนนี้ยังไม่เป็นแบบนี้ มีวิธีการป้องกันหรือไม่


A: การปกป้องแสงแดดอย่างถูกวิธีสามารถช่วยป้องกันได้ค่ะ เช่น ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ปกป้องทั้ง UVA UVB VL, ใส่หมวกปีกกว้าง กางร่มเป็นประจำหากต้องออกกลางแจ้ง หากเป็นไปได้ควรเลี่ยงแสงแดดช่วง 10.00 – 15.00 น. สวมเสื้อผ้าที่มิดชิดมีคอปก

🌈 มีวิธีการรักษาหรือไม่


A: ภาวะนี้จะรักษาหากเมื่อผู้ป่วยมีความกังวลเรื่องความสวยงาม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่ช่วยให้รักษาได้ผล มีรายงานการใช้ยาทาในกลุ่มสเตอรอยด์ วิตามินเอและ calcineurin inhibitor อาจช่วยทุเลาอาการได้บ้างในบางราย

นอกจากผิวที่บริเวณต้นคอแล้ว ความเสื่อมของผิวจากการทำลายจากแสงแดดยังสามารถเกิดได้ทุกส่วนที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การปกป้องผิวให้ถูกวิธีจะช่วยชะลอความแก่ของผิวได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังในอนาคตได้ค่ะ

อ่านจบแล้วอย่าลืมส่องกระจกดูคอของตัวเองและคนที่คุณรักนะคะ

❤️❤️❤️
▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️▫️
เรียบเรียงบทความโดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

คุณหมอ..ทาวิตามินซีตัวไหนดี

ในฐานะที่เป็นอายุรแพทย์โรคผิวหนังก็มักจะมีคนถามเสมอว่า


“คุณหมอ_ทาวิตามินซีตัวไหนยี่ห้อไหนดี”


ซึ่งถ้าหากถามจากหมอผิวหนังหลาย ๆ ท่าน ก็อาจจะได้รับคำตอบที่แตกต่างกันออกไป

“หมอคิดว่าการจะตอบคำถามนี้ให้ดีที่สุดนั้น ควรให้ความรู้ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือโดยมีการอ้างอิงตามหลักวิชาการ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ และทุกท่านสามารถนำไปใช้พิจารณาในการเลือกผลิตภัณฑ์ได้เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างดีที่สุดค่ะ”

หมอจะขอแบ่งเป็น 3 ตอนนะคะ

ตอนที่ 1 หลักการง่าย ๆ ในการเลือก Topical Vitamin C เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด

ตอนที่ 2 รวบรวมและแบ่งกลุ่ม Topical Vitamin C ในท้องตลาดตามหลักการตอนที่ 1


ตอนที่ 3 พูดถึงตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Topical Vitamin C ในท้องตลาดตามคำขอ


ตอนที่ 4 เจาะลึกวิธีการทำอย่างไรให้ได้คุณสมบัติที่ดีในแต่ละอย่างข้างต้น

เรามาเริ่มตอนแรกกันเลย


วิตามินซีชนิดทามีกี่รูปแบบ ?
👩🏻‍⚕️ มี 2 แบบ คือ Pure Vitamin C (L-ascorbic acid) และ อนุพันธ์ของวิตามินซี (Vitamin C derivatives)

วิตามินซีที่ออกฤทธิ์ได้ดีและเห็นผลจริงควรมีคุณสมบัติอย่างไร ?
👩🏻‍⚕️ สามารถซึมผ่านชั้นผิวหนังกำพร้าลงไปออกฤทธิ์ที่ชั้นหนังแท้ส่วนบนได้ดี
👩🏻‍⚕️ มีความเสถียรและคงตัว
👩🏻‍⚕️ ระคายเคืองต่อผิวน้อยที่สุด
👩🏻‍⚕️ ช่วยลดการสร้างเม็ดสีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้จริงจากการศึกษาวิจัย

จะเห็นได้ว่า ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น Pure Vitamin C ซึ่งในที่นี้คือ L-Ascorbic acid (LAA) และปัจจุบันมีสารตัวใหม่ คือ 3-O-Ethyl L-Ascorbic acid (EA) ที่เชื่อว่าจะเห็นผลใกล้เคียง LAA มากที่สุด และควรเป็น solvent system ที่เหมาะสมจึงจะสามารถซึมผ่านผิวหนังเพื่อคุณสมบัติข้างต้นได้ ได้แก่ GLY, PG, HEX, PGML, PGMC เท่านั้น

กินวิตามินซีอยู่แล้วต้องทาด้วยหรือไม่ ?
👩🏻‍⚕️ เนื่องจากวิตามินซีในรูปแบบรับประทานสามารถออกฤทธิ์ได้ถึงแค่ผิวหนังแท้ส่วนลึกบริเวณที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงเท่านั้น จึงแนะนำให้ใช้รูปแบบทาร่วมด้วย ควรเป็นแบบที่สามารถทาแล้วซึมผ่านชั้นผิวหนังลงไปได้และยังคงตัวอยู่ในสภาพที่ออกฤทธิ์ในชั้นผิวหนังส่วนตื้นได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะบางชนิด อาจซึมได้ดีและเร็ว ทาแล้วให้ความรู้สึกที่ดีตามคำโฆษณา แต่อาจสูญเสียคุณสมบัติส่วนนี้ไป

เป็นสิวทาวิตามินซีได้หรือไม่
👩🏻‍⚕️ รูปแบบที่มีการศึกษาว่าช่วยลดการอักเสบของสิวได้ดี มีแบบเดียว คือ Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP) ส่วนแบบอื่น ๆ สามารถทาเพื่อการบำรุงได้แต่ควรเลี่ยงผลิตภัณฑ์วิตามินซีที่มีส่วนผสมของ comedogenic substances or oils เพื่อลดการเกิดสิวมากขึ้นค่ะ

วิตามินซีที่เสถียรควรมีคุณสมบัติอย่างไร ?
👩🏻‍⚕️ pH < 3.5
👩🏻‍⚕️ ผสม Ferulic acid และ Vitamin E จะเป็นการเพิ่มคุณสมบัตินี้ให้ดียิ่งขึ้น
👩🏻‍⚕️ เก็บในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม แนะนำชนิดสุญญากาศหัวปั๊ม ทึบแสง จะดีที่สุด

รูปแบบ Serum, Cream, Oil, Powder-based แตกต่างกันหรือไม่ ?
👩🏻‍⚕️ แตกต่างในแง่ของความสามารถในการคงตัวในเรื่องของ pH ทั้งนี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ตามมา พบว่าแบบ Serum-based คงตัวดีกว่า Cream-based
👩🏻‍⚕️ Powder-based มักสูญเสียคุณสมบัตินี้ไปในตอนที่มีการผสมน้ำก่อนการใช้ จะทำให้ค่า pH สูงขึ้นเป็น 6-7 ซึ่งออกฤทธิ์ได้ไม่ดี
👩🏻‍⚕️ Oil-based สามารถใช้ได้ดี แต่ควรต้องระวังกลุ่ม Comedogenic-oil

ความเข้มข้นที่สามารถออกฤทธิ์ ลดการสร้างเม็ดสีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ผลจริงคือเท่าไหร่ ?
👩🏻‍⚕️ งานวิจัยจากการดูชิ้นเนื้อและกล้องที่ผิวหนัง พบว่า 8-20% คือเหมาะสมที่สุด
👩🏻‍⚕️ ความเข้มข้นน้อยกว่านี้ ยังไม่มีข้อมูลสรุปว่ามีคุณสมบัตินี้ได้จริงหรือไม่ มีเพียงการศึกษาที่พบว่าไม่ได้ผล แต่บางครั้งเราอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงจากผิวหลังการทาวิตามินซีความเข้มข้นต่ำจากรีวิวสินค้าหรือโฆษณาต่าง ๆ เช่น ขาวขึ้น รอยลดลง ทั้งนี้อาจเป็นเรื่องของปัจจัยอื่น เช่น การบำรุงจากส่วนผสมอื่น ๆ เทคนิกการกระเจิงแสง การอุ้มน้ำในผิว เป็นต้น
👩🏻‍⚕️ ความเข้มข้นมากกว่านี้ มีการศึกษาชัดเจนว่า ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นมากนัก แต่สิ่งที่มากขึ้นคือ ผลข้างเคียงจากการระคายเคืองผิว และราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

โดยหมอได้ค้นคว้าหาข้อมูลมาหลายเดือน พบว่ามีการศึกษามากมายทั้งทำการทดลองในผิวหนังของมนุษย์ (Human-based), ผิวหนังสัตว์ที่ใกล้เคียงมนุษย์ (Animal-based) และการศึกษาในหลอดทดลอง (In vitro) ได้สรุปง่าย ๆ ไว้ให้ในตาราง สิ่งที่ดีที่สุดก็คงเป็นการศึกษาที่เป็น Human-based ค่ะ ส่วนที่ยังไม่มีข้อมูลก็คงต้องรอเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป

โดยพบว่า แบรนด์ที่ได้มาตรฐาน มักระบุคุณสมบัติข้างต้นไว้ชัดเจน เพื่อการันตีถึงความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค และผู้บริโภคควรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นต่าง ๆ เพื่อเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุดกับตัวเอง ส่วนคุณสมบัติอื่น ๆ เช่น ความเหนียวของครีม การซึมช้าเร็ว ความมันวาว ความขาวใสหลังการทา ริ้วรอยลดลงหลังการทา อาจเพราะผลของ ingredient-based อื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถนำมาประกอบการตัดสินประสิทธิภาพของ Topical Vitamin C ได้ เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ และช่วยในแง่ความรู้สึกต่อผลิตภัณฑ์ในการทาเท่านั้นค่ะ

หลังการทาวิตามินซี เราจะสามารถประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวในแง่ของ

  • ความกระจ่างใสจากผลของลดการสร้างเม็ดสี
  • ความอ่อนเยาว์ริ้วรอยดูน้อยลงจากผลของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

จากงานวิจัยระบุว่า จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างผิว อย่างน้อย 3-4 เดือน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงหลังการทาเพียงไม่กี่ครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ อาจยังไม่สามารถนำมาประกอบการวัดประสิทธิภาพได้ในทางวิชาการค่ะ

เบื้องต้นเท่านี้ก่อน แชร์ได้ไม่ว่ากัน
รอติดตามตอนต่อไป

แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ อายุรแพทย์โรคผิวหนัง

ผมสวยสุขภาพดี..ใคร ๆ ก็มีได้

“คุณหมอมีเคล็ดลับแนะนำในการดูแลเส้นผมอย่างไรบ้างคะ.. หนูอยากผมสวยสุขภาพดีบ้าง”

เทคนิคสั้น ๆ ง่าย ๆ ใครก็ทำได้ตามนี้เลยค่ะ

👩🏻‍⚕️ การหวีผม
🔹อย่าหวีผมบ่อยเกินไป เพราะจะทำลายน้ำมันเคลือบผมตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการแตกปลายและผมชี้ฟู
🔹หลังอาบน้ำ ใช้หวีซี่ห่าง หรืออาจใช้นิ้วในการสางผม แทนการหวี

👩🏻‍⚕️ การตัดผม
🔹เล็มปลายผมทุก 4-6 สัปดาห์ โดยตำแหน่งที่เล็มคือ เหนือจากจุดที่ผมแยกจากกันมาประมาณ 1/4 นิ้ว

👩🏻‍⚕️ การสระผมและการหมักผม
🔹สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว การสระผมทุกวันนั้นไม่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นการทำลายไขมันธรรมชาติที่เคลือบเส้นผม ทำให้ผมแห้งเสียได้ง่าย
🔹ไม่ควรสระผมด้วยน้ำร้อน แนะนำให้ใช้น้ำเย็นจะช่วยให้ cuticle ชั้นนอกของเส้นผมเรียงตัวดี ผลคือ ผมเงางามยิ่งขึ้น หรืออาจใช้น้ำเย็นเป็นน้ำสุดท้ายเพื่อ cool down ให้ cuticle เรียงตัวเพื่อความเงางามของเส้นผม
🔹ไม่เกาหนังศีรษะ แนะนำให้นวดเบาๆแทน
🔹ไม่ใช้ยาสระผมในปริมาณมากเกินไปเพราะจะทำลายเส้นผมได้
🔹การหมักบำรุงผมนั้นดีต่อเส้นผมมากๆ เพราะจะทำให้ผมนุ่มสลวย แข็งแรงและยังชุ่มชื้นขึ้น แนะนำสัปดาห์ละครั้ง
🔹แนะนำให้ใช้ครีมนวดผม ช่วยให้ผมเงางาม ไม่พันกัน ลดการชี้ฟู มีสุขภาพดี และครีมนวดที่เป็น protein-rich conditioner ช่วยลดผมแตกปลายได้ และทำให้ผมหนานุ่มขึ้น

👩🏻‍⚕️ การดัดย้อมทำสียืดผม
🔹หลีกเลี่ยงการยืดผมถาวร
🔹หลีกเลี่ยงการดัดหรือย้อมสี บ่อยเกินเดือนละ 1 ครั้ง ควรมีช่วงเว้นจากการทำสีให้ผมได้พักบ้าง

👩🏻‍⚕️ การมัดรวบผม
🔹หลีกเลี่ยงการรัดผมรวบตึงเกินไปเพราะจะทำลายรากผมและก่อให้เกิดผมบางจากการดึงรั้งได้
🔹ใช้วิธีการรวบผมเบาๆ หรือเปลี่ยนทรงผมไปมา หรือใช้ที่คาดผมแทนเก๋ๆ

👩🏻‍⚕️ อาหารเสริม
🔹ไบโอติน สังกะสีและวิตามินซีช่วยส่งเสริมให้ผมและเล็บแข็งแรงขึ้น

👩🏻‍⚕️ หมอนหนุนนอน
🔹การใช้หมอนหนุนนอนที่ทำจากผ้าไหม ช่วยลดการเสียดสีกับเส้นผม ทำให้ลดการแตกหักของเส้นผม เป็นผลให้เส้นผมมีสุขภาพดี ยาวและเงางามยิ่งขึ้นนะคะ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.