หากจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เมื่อทาวิตามินซีแล้วควรซึมผ่านชั้นผิวหนังกำพร้าลงไปและยังคงตัวอยู่ในสภาพที่ออกฤทธิ์ที่ชั้นหนังแท้ได้ดี เรียกได้ว่าต้องมีความเสถียรและระคายเคืองต่อผิวน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แล้วตัวไหนล่ะที่เหมาะกับเรา มาทำความรู้จักกันค่ะ
วิตามินซีชนิดทา มี 2 แบบ คือ

- Pure Vitamin C (L-ascorbic acid)
- อนุพันธ์ของวิตามินซี (Vitamin C derivatives) เช่น MAP, SAP, Ascorbyl Tetraisopalmitate, Ascorbyl 2-Glucoside, 3-O-Ethyl Ascorbic Acid เป็นต้น
L-ascorbic acid ถือว่ายืนหนึ่งเหนือกว่าอนุพันธ์ของวิตามินซีตัวอื่น เพราะมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการ คือ

- ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว (Collagen boost)
- ยับยั้งในกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว (anti pigmentation)
ในขณะที่อนุพันธ์ของวิตามินซีต่างๆ มักจะมีคุณสมบัติเบื้องต้นแค่ 1-2 ประการ เท่านั้น ส่วนใหญ่มักไม่สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้
แต่ข้อด้อยของ L-ascorbic acid คือ สลายง่ายที่ค่า pH ปกติที่ผิวหนังเรา เพราะถ้าจะให้ออกฤทธิ์ดีต้อง pH < 3.5 และยังมีการระคายเคืองค่อนข้างมาก บางคนจึงมีอาการแสบระคายเคืองได้
ปัจจุบันมีการพัฒนาสกินแคร์ L-ascorbic acid
เพื่อให้มีความคงตัวและออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

- การผสม Vitamin E, Ferulic acid
- การทำให้อยู่ในค่า pH < 3.5 โดยไม่ระคายเคือง
- การทำบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม คือ สุญญากาศหัวปั๊ม ทึบแสง
- การทำเป็น serum-based พบว่าคงตัวกว่า cream-based หรือ แยกผงวิตามินซีออกจากเซรั่มเพื่อความคงตัว
ความเข้มข้นเท่าไหร่ดี
มีงานวิจัยจากการดูชิ้นเนื้อและกล้องที่ผิวหนัง พบว่า

ความเข้มข้นน้อยกว่านี้
ยังไม่มีข้อมูลสรุปว่ามีคุณสมบัตินี้ได้จริงหรือไม่ มีเพียงการศึกษาที่พบว่าไม่ได้ผล แต่บางครั้งเราอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงจากผิวหลังการทาวิตามินซีความเข้มข้นต่ำจากรีวิวสินค้าหรือโฆษณาต่าง ๆ เช่น ขาวขึ้น รอยลดลง ทั้งนี้อาจเป็นเรื่องของปัจจัยอื่น เช่น การบำรุงจากส่วนผสมอื่น ๆ เทคนิคการกระเจิงแสง การอุ้มน้ำในผิว เป็นต้น
ความเข้มข้นมากกว่านี้
มีการศึกษาชัดเจนว่า ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นมากนัก แต่สิ่งที่มากขึ้นคือ ผลข้างเคียงจากการระคายเคืองผิว และราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
แบรนด์ที่ได้มาตรฐาน มักระบุคุณสมบัติข้างต้นไว้ชัดเจน เพื่อการันตีถึงความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค และผู้บริโภคควรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นต่าง ๆ เพื่อเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุด
ปัจจุบันมีวิตามินซี L-ascorbic acid ชนิดทาหลายแบรนด์ในท้องตลาด ราคาแตกต่างกันออกไป ทั้งราคาจับต้องได้ เช่น ไปจนถึงแพงหลายพันบาทเลยก็มี แนะนำให้เลือกตามคุณสมบัติที่กล่าวข้างต้น และราคาที่เหมาะสมกับกำลังจ่ายของตัวเองค่ะ
—————————–
References
J Cosmet Dermatol. 2022 Jun;21(6):2349-2359.
J Cosmet Dermatol. 2020 Mar;19(3):671-676.
Nutrients. 2017 Aug 12;9(8):866.
J Clin Aesthet Dermatol. 2017 Jul;10(7):14-17.
Skin Res Technol. 2008 Aug;14(3):376-80.
J Am Acad Dermatol. 2003 Jun;48(6):866-74.
—————————–
In collaboration with HERBITAGE C-Signature 27.5
เซรั่มวิตามินซีผสมสด เหมาะสำหรับผิวที่มีฝ้า กระ รอยดำ ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใส
แยกผงวิตามินซีออกจากเซรั่ม เพื่อความคงตัว และมีค่า pH 3.5


Active Ingredients
15% L-Ascorbic Acid กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ลดรอยดำ ผิวดูกระจ่างใส
Oxyresveratrol สารสกัดแก่นมหาดเข้มข้น (Artocarpus Lakoocha Heartwood Extract) ช่วยฝ้า กระ รอยดำ แลดูจางลง
AOX Complex Solution ประกอบด้วย Ferulic Acid + Tocopheryl Acetate + Glutathione + Fullerene สารต้านอนุมูลอิสระรางวัลโนเบล
2% Brightenyl ลดการสร้างเม็ดสีผิว
1% CICA Complex ช่วยปลอบประโลมผิว ลดการระคายเคือง
เนื้อเซรั่ม บางเบา ซึมไว
*ข้อมูลจาก HERBITAGE ทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการวิจัยโดยสถาบัน Dermscan Asia ในคนเอเชียอายุ 23 – 58 ปี และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
ทดสอบการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนโดยใช้ human skin model พบว่า
- ผิวดูใสขึ้นใน 10 วัน
- ฝ้า และรอยดำ ดูจางลง 23% (เมื่อทาต่อเนื่อง 28 วัน)
- สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวได้ใกล้เคียงกับ 0.5% Retinol
ข้อมูลเพิ่มเติม และ Link ร้านค้าอย่างเป็นทางการ (ป้องกันของปลอม)
Shopee : https://bit.ly/2PmOxy7
Lazada : https://bit.ly/3fzwrUy
Tiktok Shop : https://bit.ly/3v0pO49
—————————–
บทความลิขสิทธิ์ Copyright © HELLO SKIN by หมอผิวหนัง All rights reserved.